ทารก เด็กทารก ครรภ์ ทารกในครรภ์ พัฒนาการทารก ทารกแรกเกิด อาหารทารก เลี้ยงทารก ของใช้เด็ก เพลงเด็ก เด็กไทย รูปเด็ก
|
น้ำหนักทารก เป็นค่าโดยรวมสัดส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ใช้ในการประเมินผลการเจริญเติบโตของเด็กทารกแรกเกิดทุกคนน้ำหนักตัวมีความสำคัญอย่างมากที่พ่อแม่จำเป็นต้องให้การติดตามและความสนใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อทราบว่าลูกนั้นมีการเจริญเติบโตที่ปกติหรือไม่ยิ่งช่วงเริ่มอาหารเสริมคุณแม่หลายคนอาจกังวลและสงสัยในประเด็นเดียวกันว่าลูกนั้นสามารถกินได้น้อยหรือไม่ เพราะการกินมีผลทำให้น้ำหนักตัวของลูกลดลงหรือเปล่า
ลูกเราน้ำหนักน้อยไปหรือเปล่า?
โดยปกติเด็กทารกช่วงแรกเกิดมีค่าเฉลี่ยน้ำหนักตัวอยู่ที่ 2.8-3.2 กิโลกรัม หากน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อยกว่า 2.5 กิโลกรัม ให้ถือว่าอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน (low birth weigh) ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้กับทารกที่ครบกำหนดหรือทารกที่คลอดก่อนกำหนด ทั้งนี้ในช่วงขวบปีแรกคุณพ่อคุณแม่สามารถตรวจเช็คน้ำหนักตัวลูกจากเกณฑ์ความเหมาะสมได้ดังนี้
อายุ 4 เดือน น้ำหนักตัวจะเป็น 2 เท่าของน้ำหนักแรกเกิด
อายุ 1 ปี น้ำหนักตัวจะเป็น 3 เท่าของน้ำหนักแรกเกิด
อายุ 2 ปี น้ำหนักตัวจะเป็น 4 เท่าของน้ำหนักแรกเกิด
การติดตามการเจริญเติบโตของลูกโดยเข้ารับการตรวจสุขภาพหรือรับวัคซีนตามที่กำหนดทุกครั้งที่แพทย์นัดพบ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่รับทราบปัญหาและแก้ไขปัญหาการเจริญเติบโตของลูกได้ทันท่วงที
เป็นเพราะเหตุใด
ตัวแปรที่ทำให้เด็กแต่ละคนมีน้ำหนักตัวต่างกันทั้งที่อายุใกล้เคียงกัน คือ พันธุกรรม รูปร่างและขนาดของพ่อและแม่ ถ้า พ่อแม่ตัวโต สูงใหญ่ ลูกก็จะเติบโตเร็ว ถ้าพ่อแม่ไม่สูงตัวเล็กลูกก็จะตัวเล็กกว่าเด็กคนอื่นในช่วงอายุเดียวกัน นอกจากนั้นก็เป็นไปได้ว่า เด็กอาจน้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลงลดลงชั่วขณะที่เจ็บป่วยหรือเป็นโรค ซึ่งแพทย์จะทำการชักประวัติและตรวจร่างกายเพิ่มเติมเพื่อทำการดูแลในขั้นต่อ ไป
หากไม่ใช่สาเหตุที่กล่าวมา สิ่งสำคัญที่มีผลกระทบต่อน้ำหนักตัวเด็กที่ลดลงในระยะยาว เมื่ออายุครบ 1 ปีไปแล้วนั้น มักเกิดจากการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม
การเริ่มอาหารเสริมก่อนหรือหลังวัยที่เหมาะสม
เมื่อลูกไม่ทานอาหารเสริม มักทดแทนด้วยการกินนมผสม
ดังนั้น ช่วง 4-6 เดือนแรก เด็กควรจะกินนมแม่เป็นหลักแต่หลัง 6 เดือนไปแล้ว ควรได้รับข้าว 1 มื้อ เมื่ออายุ 8 เดือน 2 มื้อ และ 3 มื้อ เมื่ออายุ 10-12 เดือนเป็นอาหารหลัก ตามลำดับช่วงวัยและแม้ว่า ประเด็นความสนใจของพ่อแม่เกี่ยวกับกับปัญหาน้ำหนักตัวที่น้อยจะมีต้นเหตุมาจากการกินน้อย ไม่ยอมกินของลูกคงต้องบอกว่า เด็กทุกคนจะโตตามน้ำหนักตัวที่มีมาแต่แรกเกิด และเมื่ออายุหลัง 2 ปี น้ำหนักตัวจะตามเท่ากับเด็กช่วงวัยเดียวกัน (catch up growth)
แก้ไขได้อย่างไร
เด็กทารกช่วงแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวเด็กน้อยกว่า 2.5 กิโลกรัม จำเป็นต้องเข้ารับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด โดยเข้าตู้อบ ซึ่งมีกลไกลที่ทำหน้าที่ควบคุมรักษาระดับอุณหภูมิ ความชื้น รวมถึงออกซิเจนภายในร่างกายของทารกให้มีอุณหภูมิในระดับเดียวกันกับตอนที่อยู่ในท้องของแม่ เพื่อรอจนกว่า ทารกจะสามารถควบคุมอุณหภูมิได้ดีขึ้นและน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ปกติ
เมื่อกลับมาอยู่บ้านเด็กยังสามารถกินนมแม่ได้ตามปกติ ซึ่งลูกอาจตัวเล็กแต่ก็มีความแข็งแรงกว่าเด็กที่กินนมผสม เพราะได้ภูมิคุ้มที่ดีจากน้ำนมแม่ แต่หากมีอุปสรรคในการรับนมแม่เด็กอาจต้องได้รับนมสูตรพิเศษที่มีความเข้มข้นกว่านมผสมทั่วไป
กรณีที่น้ำหนักลดลงเพราะการเจ็บป่วย ไม่สบาย เป็นเหตุให้เด็กกินได้น้อยลง เมื่อเด็กหายป่วยควรเพิ่มอาหารและนมให้เพียงพอ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด เพื่อลดความกังวลใจป้องกันปัญหาลูกโซ่ เรื่องน้ำหนักตัวลูกที่น้อยลงหลัง 1 ขวบปีแรกไปแล้วคือ
- ควรติดตามผลการเจริญเติบโตของลูกอย่างต่อเนื่อง
- พ่อแม่ไม่ควรเครียดเกินไปกับเรื่องกินของลูก
- ไม่ใจอ่อนกับการไม่ยอมกินของลูก (เมื่อลูกไม่กิน ไม่ควรทดแทนด้วยการกินนม)
- การให้ลักษณะอาหารเสริมที่ถูกวิธี โดยเริ่มจากเนื้อเนียนละเอียดจนบดหยาบ เพื่อฝึกทักษะการเคี้ยวกลืนที่ถูกวิธีของลูก
- คนในบ้านควรมีข้อปฏิบัติ วินัยการกินที่สม่ำเสมอเหมือนกัน เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเด็ก
ขอขอบคุณข้อมูลจาก mother&care
(น้ำหนักทารก)(ทารกแรกเกิด)2010
|
|
|
ทารกเกือบทุกคนมีรูปร่างลักษณะใบหน้าค่อนข้างกลม คอสั้น แขน ขาสั้น ศีรษะทารกโตกว่าเมื่อเทียบกับลำตัว เมื่อเติบโตขึ้นรูปร่างและส่วนต่าง ๆ ของร่างกายก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามพันธุกรรมของพ่อแม่และการเลี้ยงดูที่เหมาะสมของพ่อแม่ หากหยิบยกส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่คุณพ่อคุณแม่มักให้ความสำคัญและระมัดระวังอย่างมากคงจะหนีไม่พ้นเรื่องของศีรษะทารก ซึ่งแค่ศีรษะอย่างเดียวก็มีเรื่องราวน่ารู้มากมาย
กะโหลกศีรษะ
ประกอบด้วยกระดูกเป็นแผ่น ๆ ต่อกัน กระหม่อมบริเวณส่วนหน้าที่เปิดอยู่เรียกว่า กระหม่อมหน้าเป็นตำแหน่งที่กระดูก 4 ชิ้น มาประสานกันจะเหลือช่องตรงกลางเอาไว้และมีเยื่อบาง ๆ ปิดอยู่เพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนต่อสมอง ส่วนกระหม่อมหลังมีขนาดเล็กกว่าอยู่บริเวณท้ายทอยด้านหลังศีรษะเด็ก
ลองสังเกตดูจะเห็นว่ากระหม่อมของลูกเต้นตุ๊บ ๆ ตามจังหวะชีพจรหรือถ้าคลำดูเบา ๆ จะรู้สึกนุ่ม ๆ เรียบ ๆ ก็ไม่ต้องวิตกหรือตกใจเพราะถือว่าปกติค่ะ
กระหม่อมสำคัญอย่างไร
กระหม่อมส่วนหน้าจะปิดเมื่ออายุประมาณ 1 ปีครึ่ง ส่วนกระหม่อมหลังปิดเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน เร็วกว่ากระหม่อมหน้าแต่หากกระหม่อมมีการปิดช้าหรือปิดเร็วก็อาจมีผลต่อตัวเด็ก
เนื่องจากภายในกะโหลกศีรษะประกอบด้วยสมองถ้ากระหม่อมปิดเร็วเกินไปจะทำให้สมองเจริญเติบโตและขยายไม่เต็มที่ แต่ถ้าหากกระหม่อมปิดช้ากว่ากำหนดมักพบได้ในกรณีที่มีน้ำในสมองหรือโรคทางต่อมไร้ท่อเกิดจากการทำงานของต่อมธัยรอยด์บกพร่องแต่กำเนิดก็มีผลต่อพัฒนาการของเด็กเช่นกัน
ระหว่างที่กระหม่อมศีรษะยังไม่ปิด (ก่อนขวบครึ่ง) สิ่งที่ต้องระมัดระวัง คือ เรื่องอุบัติเหตุการกระทบกระเทือน ไม่ควรไปกดไปวุ่นวายทำอะไรกับกระหม่อมของลูก แต่ก็สามารถสังเกตสิ่งผิดปกติจากศีรษะลูก เช่น เวลาลูกไม่สบาย ท้องเสีย กระหม่อมจะบุ๋มเห็นเป็นแอ่ง ลักษณะเช่นนี้บ่งบอกได้ว่า เกิดภาวะขาดน้ำ หรือถ้ากระหม่อมโป่งนูนขึ้น ก็พบได้ในกรณีที่มีเลือดออกในสมองหรือเกิดการติดเชื้อในสมองต้องไปพบคุณหมอทันที
เส้นรอบศีรษะ
นอกจากการชั่งน้ำหนักวัดส่วนสูงแล้วการวัดเส้นรอบศีรษะ ก็เพื่อดูการเจริญเติบโตของสมองทั้งนี้คุณหมอจะทำการวัดเส้นรอบศีรษะ น้ำหนัก และความยาวแต่ละครั้ง เมื่อคุณแม่พาลูกน้อยมารับวัคซีน และตรวจสุขภาพ เด็กแรกเกิดจะมีเส้นรอบศีรษะยาวประมาณ 35 เซนติเมตร และเมื่ออายุครบ 1 ปี เส้นรอบศีรษะจะยาวประมาณ 46 เซนติเมตร (ความยาวเส้นรอบศีรษะอาจมีค่าบวกลบได้ไม่เกิน 2 เซนติเมตร) หากรอบศีรษะมีความยาวเกินเกณฑ์ปกติบวกกับกระหม่อมหน้าที่ยังไม่ปิด (สมองมีขนาดใหญ่) พ่อแม่ควรพาเด็กมาพบคุณหมอ เพื่ออัลตร้าชาวนด์ เช็คว่าเกิดจากการผลิตน้ำในสมองมากเกินไปหรือการอุดตันของทางออกของน้ำในสมองทำให้มีน้ำในสมองหรือไม่
รูปร่างศีรษะ
เด็กแต่ละคนมีรูปร่างศีรษะแตกต่างกันบางคนหัวกลมสวยหรือรูปทรงดูยาวก็มีให้เห็นเป็นความแตกต่างที่มีผลมาจากการคลอดหากคลอดแบบธรรมชาติ โดยผ่านทางช่องคลอดเชิงกรานเด็กจะเอาศีรษะออกเป็นส่วนใหญ่ศีรษะจะสามารถยืดหดได้ขณะที่ไหล่และทรวงอกผ่านช่องคลอดที่แคบ เมื่อคลอดใหม่ ๆ ทำให้ศีรษะเด็กมีรูปร่างยาวไปทางท้ายทอยและบางคราวหนังศีรษะบริเวณนั้นจะบวมมีสีเขียวคล้ำ จากการกดทับของปากมดลูกพอผ่านไปสักระยะ ศีรษะก็จะเข้ารูปเข้าร่างได้เอง แต่ถ้าผ่าตัดคลอดรูปร่างศีรษะเด็กจะมีลักษณะกลมสวย เพราะไม่ต้องผ่านกระบวนการที่ว่ามานั่นเอง
จึงไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่คุณแม่จะต้องเป็นกังวลกับเรื่องรูปร่างศีรษะของลูก เมื่อเห็นว่าแตกต่างจากเด็กคนอื่น ๆ แต่เรื่องที่มีผลต่อรูปร่างศีรษะของเด็กก็คือ ที่นอนซึ่งควรมีลักษณะที่ไม่แข็งหรืออ่อนนุ่มจนเกินไป เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายกับตัวเด็ก
สิ่งสำคัญที่สุด คือการที่ลูกนอนหลับสบายอย่างปลอดภัยค่ะส่วนท่านอนท่าไหนดีนั้น แนะนำว่า นอนหงายดีกว่าป้องกันการหายใจไม่ออก แต่หากกลัวว่าหัวจะไม่ทุยไม่สวยพอก็อาจจับให้ลูกนอนตะแคงซ้าย ขวาสลับสับเปลี่ยนกันก็ได้เช่นกัน
ไขที่ศีรษะ
ไขที่ว่า หากมีลักษณะคล้ายสะเก็ดแห้ง ๆ ที่ติดมาตอนคลอดเป็นไม่มากก่อนสระผมคุณแม่อาจใช้น้ำมันมะกอกลูบศีรษะลูก เพื่อให้ไขที่ติดอยู่นิ่มและหลุดออกไป หากเห็นว่าสะเก็ดที่ศีรษะ เป็น ๆ หาย ๆ คุณแม่ต้องระวัง เพราะเป็นไปได้ว่า ศีรษะลูกแพ้แชมพูที่ใช้ หรือเกิดภาวะการแพ้นมวัว แต่ทั้งนี้การแพ้นมวัวอาจต้องดูประกอบว่า ลูกน้อยมีผื่นที่ผิวหนังตรงอื่นด้วยหรือไม่บางรายมีคราบติดแน่นมาก นานเป็นเดือนก็ไม่หลุด หากไม่แน่ใจกับอาการที่เกิดขึ้นคุณแม่ควรพาลูกไปพบคุณหมอ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา
เส้นผม
เส้นผมของเด็กก็เหมือนเส้นผมของผู้ใหญ่เรา ๆ นี่แหละค่ะ มีลักษณะที่แตกต่างกันไปแต่ละคนแต่ก็มีพ่อแม่บางส่วน ที่กังขากับเรื่องเส้นผมบนศีรษะของลูกอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน
ผมร่วง
อาจเคยได้ยินได้ฟังมาว่า เป็นเพราะผ้าอ้อมกัดด้วยความเข้าใจของผู้ใหญ่สมัยก่อนที่ว่า บริเวณที่ผมหลุดร่วงเกิดขึ้นเฉพาะบริเวณที่ถูกเสียดสีตามรอยการนอนทับ เช่น ที่นอน ผ้าปู ทำให้เห็นเด่นชัดได้มากขึ้นความจริงแล้ว ในช่วง 3-4 เดือนแรกเด็กเล็กก็ผมหลุดร่วงได้ค่ะ ที่เป็นเช่นนี้เพราะการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในร่างกาย เซลล์ผมมีการผลัดเปลี่ยนเพื่อสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่นั่นเอง
มีข้อสังเกตว่า หลัง 6 เดือนไปแล้ว ผมของลูกยังหลุดร่วงอยู่ก็ต้องดูสาเหตุกันว่าเป็นเพราะแชมพูที่ลูกใช้ หรือสาเหตุอื่น ๆ ที่เป็นตัวแปร
ผมน้อยผมบาง
เส้นผมของเด็กแต่ละคนอาจแตกต่างกันไปไม่ว่าผมหนา ผมบางหรือผมน้อย แต่ไม่ว่าผมของลูกน้อยจะเป็นเช่นไร สิ่งที่คุณแม่ควรใส่ใจให้ความสำคัญ คือ การดูแลทำความสะอาดมากกว่า
สำหรับประเพณีที่มีมาแต่ก่อนความเชื่อเรื่องการโกนผมไฟ คงแล้วแต่ความสะดวก การตัดสินใจของคุณแม่แต่ละครอบครัวเพราะการโกนผมไฟไม่มีผลเกี่ยวกับเส้นผมของลูกแต่อย่างใด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก mother&care
(ศรีษะทารก)(กะโหลกศีรษะ)2010
|
|
คุณเคยได้ยินคำว่า ?แพ้นม? กันบ้างไหมค่ะ ซึ่งก็คือ การที่ลูกน้อยแพ้โปรตีนในน้ำนมวัวนั่นเอง อย่างไรก็ตามอาการแพ้โปรตีนนมวัวส่วนใหญ่เป็นภาวะเพียงชั่วคราว อาการจะหายได้หากลูกน้อยได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
ทำไมถึงแพ้
การได้รับนมผสมหรืออาหารอื่น ๆ ที่ต่างจากนมแม่ที่เป็นโปรตีนแปลกปลอมอาจเสี่ยงต่อการเกิดการแพ้อาหาร เนื่องจากโปรตีนแปลกปลอมเหล่านี้ไม่ถูกย่อยหรือทำลาย โดยเฉพาะเด็กวัย 4-6 เดือนแรก ที่เยื่อบุทางเดินอาหารระบบภูมิคุ้มกัน และระบบน้ำย่อยต่าง ๆ ยังไม่แข็งแรงโปรตีนดังกล่าวจึงเข้าสู่ร่างกายได้มากเป็นเหตุให้เด็กเล็ก ๆ เกิดอาการแพ้โปรตีนนมวัวได้ง่าย
รู้ได้อย่างไรว่าแพ้
การแพ้โปรตีนนมวัว เป็นโรคที่วินิจฉัยได้ยากเนื่องจากช่วงแรกที่ดื่มยังไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมาพอดื่มไปได้สักระยะจึงแสดงอาการ ทำให้พ่อแม่เข้าใจว่าเป็นโรคธรรมดาในเด็ก เพราะมีผื่นขึ้นตามใบหน้าเป็นลมพิษ ปากบวม บางครั้งถ่ายเป็นเลือดปนมูกท้องเสียเรื้อรังหรือหวัดเรื้อรัง ในที่สุดลูกจึงป่วยโดยไม่จำเป็น ดังนั้น จำเป็นต้องอาศัยการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและหากไม่แน่ใจกับอาการที่เกิดขึ้นก็ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อทำการหาสาเหตุที่แท้จริ
แบบไหนเข้าข่าย...แพ้!
อาการแพ้ของเด็กแต่ละคนอาจแสดงออกมาไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับว่าในร่างกายของลูก ระบบไหนที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้โดยเฉพาะเด็กคนไหนที่แพ้ง่ายมักมีประวัติพ่อแม่หรือคนในครอบครัวเป็นภูมิแพ้อยู่แล้ว (ไม่จำเป็นที่พ่อแม่ต้องเป็นคนที่แพ้อาหารอาจจะเป็นโรคภูมิแพ้อย่างอื่น)
อาการแพ้ที่พบบ่อยที่สุดในเด็กเล็ก คือ ผื่นภูมิแพ้ส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณใบหน้าก่อนเป็นเม็ดเล็ก ๆ ที่ใบหน้าตามศีรษะ หน้าผาก บางคนมีแค่ช่วงเดียวก็หายไปกลับมาเป็นใหม่ นอกจากบริเวณใบหน้าแล้วอาจมีผื่นขึ้นที่ด้านนอกแขน ข้อศอก ข้อมือ หรือตามลำตัว ซึ่งเกิดขึ้นจากการอักเสบของผิวหนัง ถ้าเป็นมากก็มีน้ำเหลืองเยิ้มออกมาในเด็กที่โตขึ้นมาหน่อย ผื่นแพ้จะไม่ขึ้นที่หน้าแล้วจะขึ้นตามบริเวณที่มีรอยย่น เช่น คอ ข้อพับ ข้อศอก หลังเข่า
การแพ้โปรตีนนมวัวไม่ได้ออกผื่นอย่างเดียวบางคนท้องเสียถ่ายเป็นมูกเลือด ในกรณีที่เป็นมากหรือหลังกินนมแล้วอาเจียนทุกครั้งร้องงอแงผิดปกติก็เป็นข้อบ่งชี้อาการที่ต้องสงสัยไว้ก่อน อีกระบบคือ ระบบทางเดินหายใจพ่อแม่บางคนเข้าใจผิดคิดว่าลูกแพ้อากาศหรือเป็นหวัด เพราะลูกมีน้ำมูกไหลเรื้อรังมีอาการหอบคล้ายหืดเด็กจะเหนื่อย หายใจเร็ว หน้าอกกระเพื่อม ถ้าเป็นมาก ๆ ก็ตัวเขียว เวลาหายใจก็มีเสียงวี้ด ๆ เกิดจากหลอดลมตีบเดิมทีเวลาหายใจเข้า ออกก็ทำได้เต็มที่ แต่พอหลอดลมตีบออกซิเจนเข้าไปไม่พอ เด็กก็จะพยายามหายใจให้เร็วขึ้นแล้วหลอดลมซึ่งมีรูเล็กก็ทำให้เกิดเสียงเวลาหายใจได้
เด็กเล็กที่แพ้โปรตีนนมวัวอาการที่แสดงอาจไม่แน่เสมอไปว่าจะปรากฏให้เห็นเมื่อไหร่ อาจเกิดอย่างรวดเร็วภายใน 1 ชั่วโมงหลังการกินนมวัว แต่บางครั้งอาการก็เกิดหลังจากการกินนมวัวภายใน 48 ชั่วโมง อาการแพ้นมวัว จะดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อลูกโตขึ้นหากได้รับการรักษาที่เหมาะสม
สิ่งสำคัญในการดูแลเด็กเล็ก คือ การหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้และกินนมแม่ให้นานที่สุด เพื่อจะช่วยการป้องกันลดอาการแพ้โปรตีนนมวัวแต่ก็มีส่วนน้อยเท่านั้นที่พบว่า เด็กที่กินนมแม่อยู่ดี ๆ ก็มีโอกาสแพ้โปรตีนนมวัวนั่นเป็นเพราะแม่ดื่มนมโปรตีนที่อยู่ในนมวัวผ่านมาทางน้ำนมแม่
ขอขอบคุณข้อมูลจาก mother&care
(ลูกน้อย)(น้ำนมวัว)(แพ้นม)2010
|
|
อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเวลาไม่เว้นแม่แต่ลูกน้อยเล็ก ๆ ของเรา แล้วยิ่งถ้าโดนน้ำร้อนลวกด้วยจะทำอย่างไรดีวันนี้ได้หาข้อมูลและวิธีในการปฐมพยาบาลเพื่อบรรเทาอาการของลูกน้อยในเบื้องต้นมาฝากค่ะ
ความรุนแรง 3 ระดับ กับผิวลูก
ชั้นหนังกำพร้า
เป็นผิวบาง ๆ ชั้นนอกสุด อาการบาดเจ็บในชั้นนี้เกิดจากระดับความร้อนที่ไม่สูงนัก และสัมผัสผิวในช่วงเวลาไม่นาน จะมีอาการบวมแดงเล็กน้อย แสบ ๆ บริเวณที่ถูกลวก จะหายได้เร็วและไม่มีแผลเป็น
ชั้นหนังแท้
มีต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ รากผมและขนส่วนใหญ่ความรุนแรงจากน้ำร้อนลวกมักไม่เกินขั้นนี้ ซึ่งนอกจากอาการบวมแดงที่เกิดขึ้นแล้ว ผิวที่โดนความร้อนอาจขยายตัวพองมีน้ำใส ๆ อยู่ข้างในได้ด้วย เป็นปฏิกิริยาลดความร้อนอัตโนมัติของร่างกาย ซึ่งผิวหนังอาจลายและบวม อาการปวดจะรุนแรงมากกว่าชั้นแรกหายยากกว่าและเกิดแผลเป็นได้
ชั้นใต้ผิวหนัง
หากมีความร้อนสูงอย่างน้ำมันเดือด ๆ หรือไฟมาสัมผัสผิวหนังเป็นเวลานานก็อาจจะทำให้ถูกทำลายถึงชั้นนี้ได้ ซึ่งถือเป็นความรุนแรงที่สุด เพราะมีกล้ามเนื้อ เส้นประสาท เส้นเลือด และกระดูกอยู่บริเวณนี้ อาจเจ็บปวดมาก หรือไม่รู้สึกอะไรเลยหากเส้นประสาทถูกทำลายจนหมดและเป็นแผลเป็นอย่างแน่นอน
วิธีปฐมพยาบาล
1. ขจัดแหล่งความร้อน เช่น ถอดเสื้อที่เปียกน้ำร้อนไม่ให้ความร้อนสัมผัสกับผิวเป็นเวลานาน ถอดเครื่องประดับบริเวณนั้นออก เพื่อป้องกันการแน่นคับหลังผิวหนังเกิดอาการพองตัวขึ้น
2. ลดอุณหภูมิของผิวที่โดนความร้อนด้วยความเย็น เช่น ราดน้ำเย็น เอาน้ำเย็นใส่ถุงมาประคบจะช่วยลดอาการพองน้ำได้ ห้าม! นำน้ำปลา ยาสีฟัน หรืออาหารในตู้เย็นมาประคบ เพราะจะทำให้แผลเกิดการติดเชื้อได้
3. ทำความสะอาดแผล ด้วยน้ำสบู่อ่อน ๆ แล้วล้างให้สะอาดไม่ควรเจาะแผลที่พองให้แตก เพราะอาจทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
4. สมานแผล ด้วยยาสำหรับรักษาแผลน้ำร้อนลวก หรือใช้ว่านหางจระเข้ล้างสะอาดปิดแผลจะช่วยบรรเทาอาการได้
อาการอย่างนี้ไม่ดีแน่
ไม่วางภาชนะใส่ของร้อน เช่น กระติกน้ำร้อน ถ้วยกาแฟขวดนมใส่น้ำร้อน ฯลฯ ไว้ใกล้มือเด็ก ควรปิดภาชนะให้แน่นหนาทุกครั้ง ระวังลูกดึงชายผ้าปูโต๊ะอาหารที่อาจมีชามแกงร้อน ๆ หล่นลงมาลวกตัวลูกได้
อาจให้ลองแตะน้ำอุ่น ๆ เพื่อสอนให้ลูกรู้จักว่าความร้อนเป็นอย่างไร
ขอขอบคุณข้อมูลจาก mother&care
(ลูกน้อย)(น้ำร้อนลวก)2010
|
|
|
|
|
|