"เบียร์" ส่งเสริมสุขภาพดี

"เบียร์" ส่งเสริมสุขภาพดี

คุณรู้ไหมค่ะว่าในเบียร์ที่คุณดื่มเข้าไปช่วยส่งเสริมสุขภาพดีและยังมีสารต่าง ๆ มากกว่า 1,000 ชนิด มีทั้งวิตามินและเกลือแร่ช่วยให้เส้นประสาทและกล้ามเนื้อแข็งแรง สำหรับคนชอบดื่มเบียร์คงถูกอกถูกใจมิใช่น้อง เมื่อมีคนบอกว่าเบียร์มีประโยชน์ต่อร่างกายแต่ถึงแม้จะมีข้อดีแต่ก็ควรดื่มแค่พอประมาณนะค่ะ แล้วเหตุใดคนฝรั่งถึงบอกว่าเบียร์ดีมีประโยชน์เหตุผลก็คือ เบียร์มีสารต่าง ๆ มากกว่า 1,000 ชนิด รวมทั้งวิตามินและเกลือแร่ เช่น สังกะสี แมกนีเซียม เหล็ก และแร่ธาตุจำเป็นซึ่งช่วยให้เส้นประสาทและกล้ามเนื้อ แข็งแรงเหตุผลดี ๆ ยังมีอีกมากมาย เช่น

 

ป้องกันโรคหัวใจ

จากการศึกษาของนักวิชาการพบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่มเบียร์ 40 - 60% แต่ควรดื่มไม่เกินครึ่งลิตรต่อวัน

ช่วยลดความเสี่ยงโรคอัมพฤกษ์อัมพาต

สารที่มีประโยชน์ในเบียร์สามารถช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตันจึงช่วยป้องกันโรคอัมพฤกษ์อัมพาต

ช่วยลดความดันโลหิต

แพทย์ชาวฮอลแลนด์และจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดค้นพบว่า การดื่มเบียร์ช่วยลดความดันโลหิตสูงได้

ป้องกันเบาหวาน

ผู้ที่ดื่มเบียร์มีจำนวนน้อยที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานเหตุผลก็คือ เบียร์ทำให้ร่างกายสามารถปรับฮอร์โมนอินซูลิให้ความทรงจำดีนักดื่มเบียร์จึงไม่ค่อยเป็นโรคอัลไซเมอร์

ช่วยให้กระดูกแข็งแรง

เบียร์ให้ผลดีต่อกระดูกสามารถช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้แต่ได้ผลเฉพาะกับหนุ่มสาวเท่านั้น


ช่วยให้อายุยืน

จากการศึกษามากกว่า 50 สำนัก พบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์วันละ 1 - 2 แก้ว มักจะมีอายุที่ยืนยาวเนื่องจากเบียร์มีสารปกป้องหัวใจ

ป้องกันท้องร่วง

โมเลกุลในเบียร์มีส่วนประกอบเหมือนกันกับกรดนมและน้ำส้มสายชู สารที่ว่านี้ขัดขวางเชื้อโรคในลำไส้ที่เป็นสาเหตุของท้องร่วงไม่ให้แพร่ เชื้อจนท้องเสีย

ต้านความเครียด

นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย Montreal ค้นพบว่า คนทำงานที่ได้ดื่มเบียร์บ้างเป็นครั้งคราวมีความเครียดน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มเบียร์

ป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีและในไต

นักวิชาการจากเมืองเฮลซิงกิประเทศฟินแลนด์ค้นพบว่า การดื่มเบียร์วันละหนึ่งขวดก็จะได้รับแมกนีเซียมซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงโรคนิ่วในไตได้ถึง 40%

ป้องกันโรคนอนไม่หลับ


สารจากดอก Hops ใน เบียร์เปรียบเสมือนยานอนหลับจากธรรมชาติช่วยให้ประสาทผ่อนคลาย ดังนั้น การดื่มเบียร์หนึ่งแก้วในตอนเย็นจึงเหมือนกับการกินยานอนหลับ

ช่วยต้านมะเร็ง


เบียร์มีสารโพลีฟีนอยด์ที่จะช่วยป้องกันมะเร็งโดยการดักจับอนุมูลอิสระตัวร้ายออกจากร่างกาย สารโพลีฟีนอยด์หลักก็คือ Xanthohumol ซึ่งมีข้อดี คือ ช่วยยับยั้งโปรตีนที่ช่วยในการพัฒนาการของมะเร็ง

ช่วยให้ผิวสวย

ในเบียร์มีวิตามินสูง เช่น Pantothenic Acid วิตามินบี 3 และไนอาซินซึ่งจะช่วยกระตุ้นการผลิตเซลล์ผิวใหม่ช่วยสร้างคอลลาเจนและเม็ดสี ผิวจึงเรียบเนียนและอ่อนนุ่ม


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
lisa

(เบียร์)(ส่งเสริมสุขภาพดี)2010

 
อาหารรักษาโรค เพื่อ สุขภาพ

อาหารรักษาโรค เพื่อ สุขภาพ

อาหารทุกอย่างไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มรสชาติความอร่อยแล้วยังช่วยในการเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายอีก แต่คุณรู้หรือไม่ว่าอาหารนั้นยังส่งผลถึงสุขภาพของคนเราด้วย และหากว่าอยากให้มีสุขภาพที่ดีจากภายในก็ควรจะเลือกรับประทานอาหารที่ดีด้วย

- ปลาแซลมอน
ช่วยทำให้เราอารมณ์ดีจากการวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของอเมริกาได้กล่าวว่า เพราะสารโอเมก้า 3 ที่มีอยู่ในปลานั้นจะเป็นตัวช่วยทำให้เราอารมณ์ดีเสมอ

- ชาเขียว ช่วยเพิ่มความจำจากผลการวิจัยในประเทศญี่ปุ่นได้ทำการทดสอบในคนชราจำนวน 1,000 คนที่ดื่มชาเขียวเป็นประจำนอกจากจะมีความจำที่ดีเลิศแล้วยังมีสุขภาพจิตที่ดีด้วยค่ะ

- ช็อคโกแลต ช่วยลดความดันโลหิตสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง DARK CHOCOLATE นั้นอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสสระทำให้ความดันโลหิตที่ดูว่าสูงสามารถลดลงได้อย่างน่าอัศจรรย์ค่ะ

- องุ่น ช่วยลดคอเลสเตอรอลเพียงทานองุ่นในตอนเช้าหรือตอนเย็นก็ได้ในปริมาณที่พอเหมาะ รับรองว่าช่วยได้แน่นอนในเรื่องของคอเลสเตอรอลที่มากล้นเกินความพอดี



- ไก่ ช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่จากการทดสอบให้คน 1,500 คนทานไก่เป็นประจำปรากฏว่า สามารถลดการทำงานของต่อมที่ก่อให้เกิดมะเร็งสำไส้ใหญ่ได้ถึง 21 %

- โยเกิร์ต ทำให้ปากหอมสดชื่นจากผลการวิจัยบอกไว้ว่าหากใครทานโยเกิร์ตเป็นประจำจะช่วยลดการอักเสบของเหงือกและฟันซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้ลมหายใจของเราส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้

- อาหารเช้า ช่วยลดอัตราเสี่ยงของโรคหัวใจวาย โดยเฉพาะการทานขนมปังโฮลวีทหรือข้าวกล้องที่อุดมไปด้วยสารโฟลิคจะช่วยลดการเกิดโรคหัวใจวายได้ค่ะ

ยังมีความน่ามหัศจรรย์ของอาหารอีกมากมายหลายชนิดโอกาสหน้าคงจะได้มาบอกเล่ากันอีกค่ะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก daradaily
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

อ่านเพิ่มเติม...
 
มหัศจรรย์ เครื่องกระตุ้นหัวใจ

มหัศจรรย์ เครื่องกระตุ้นหัวใจ


หลายคนคงอยากรู้ล่ะซิว่าเจ้า เครื่องกระตุ้นหัวใจ เนี่ยมันมีความมหัศจรรย์อย่างไรและดีอย่างไร พวกเราถึงต้องควรศึกษาไว้บ้าง นั้นเรามาทำความรู้จักกันเลยดีกว่าค่ะ ว่าเจ้า เครื่องกระตุ้นหัวใจ น่ามหัศจรรย์ใจขนาดไหนกันน๊า...


"ชายสูงอายุวัยราว 50 รูปร่างอ้วน อยู่ ๆ เกิดจุกเสียดแน่นที่บริเวณช่องท้องไปจนถึงลิ้นปี่เป็น ๆ หาย ๆ อยู่อย่างนั้น เขาคิดว่าตัวเองเป็นโรคกระเพาะจึงทำการรักษาตามอาการ เวลาผ่านไประยะหนึ่งก็ยังไม่ดีขึ้นแถมกลับหนักยิ่งกว่าเก่าบางครั้งรุนแรงจนแทบหายใจไม่ออก สุดท้ายเขาจึงไปพบแพทย์ด้านโรคหัวใจและได้ทำการตรวจอย่างละเอียดผลออกมาเขาต้องตกใจแทบช็อคเมื่อรู้ว่าตนเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเส้นด้านขวาตีบ ทำให้หัวใจห้องล่างขวาขาดเลือดอย่างรุนแรงส่งผลให้มีอาการหัวใจล้มเหลว

เขาเข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลทันทีในขณะที่อยู่ในโรงพยาบาลยังเกิดอาการหัวใจหยุดเต้นเป็นระยะ ๆ คุณหมอจึงพิจารณาใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า หัวใจล้มเหลวและควบคุมไม่ได้ด้วยยา ซึ่งกระบวนการรักษาและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีการพัฒนาทำให้เขาสามารถมีชีวิตแข็งแรงยืนยาวได้จนทุกวันนี้"


นั่นคือเรื่องราวคำบอกเล่าจาก ศ.พิเศษ นพ.เศวต นนทกานันท์ ผู้อำนวยการศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลไทยนครินทร์ ที่เคยช่วยต่อชีวิตให้กับชายผู้นี้ได้ด้วยเจ้าเครื่องเล็ก ๆ อย่างเครื่องกระตุ้นหัวใจที่ใส่เข้าไปใต้ผิวหนัง เครื่องจิ๋วมหัศจรรย์ที่ช่วยใครหลายคนที่กำลังเผชิญกับโรคนี้เกิดแสงสว่าง ขึ้นในหัวใจอีกครั้ง


เครื่องกระตุ้นหัวใจ


เครื่องกระตุ้นหัวใจยืดชีวิตยืนยาว

หัวใจเปรียบเสมือนเครื่องสูบฉีดพลังชีวิตให้กับร่างกายมนุษย์ที่คอยทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แต่หากวันใดเครื่องเสียหรือหยุดทำงานนั่นหมายถึงชีวิตและลมหายใจของมนุษย์ก็จะดับลงไปด้วยเช่นกัน แต่ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ทำให้ช่วยยืดอายุการใช้งานออกไปได้อีก อย่างเครื่องกระตุ้นหัวใจ เทคโนโลยีใหม่ในการรักษาโรคหัวใจที่โรงพยาบาลไทยนครินทร์ ได้นำมารักษาโรคหัวใจและช่วยให้การเต้นของหัวใจในคนที่เป็นโรคหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจหยุดเต้นได้กลับมาทำงานได้อย่างเดิมมีชีวิตยืนยาวขึ้นได้อีก

เครื่องกระตุ้นหัวใจทำอะไรได้บ้าง


สำหรับเครื่องนี้เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ชนิดพิเศษที่รวมหน้าที่ในการที่จะปรับการทำงานของห้องหัวใจด่านล่างสองห้องให้ทำงานประสานกันหรือให้ใกล้เคียงกับปกติมากที่สุด โดยจะทำให้สภาพหัวใจของคนที่เป็นโรคหัวใจล้มเหลวอยู่แล้วดีขึ้น การสูบฉีดเลือดออกไปจากหัวใจก็จะมีปริมาณมากขึ้นโดยเครื่องนี้จะมีโปรแกรมการควบคุมที่มีประสิทธิภาพอยู่ในนั้น กรณีคนที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวอยู่แล้วเกิดระบบไฟฟ้าในหัวใจเต้นรวนหรือแม้กระทั่งกรณีที่หัวใจหยุดเต้นหรือช้าลงก็ตาม โปรแกรมในเครื่องนี้จะทำหน้าที่กระตุกให้หัวใจทำงานขึ้นมาเป็นปกติและสามารถทำให้หัวใจที่มีการเต้นช้าเกินไป สมมติหัวใจเต้นเอง 40 ครั้ง/นาที ซึ่งไม่เพียงพอต่อการส่งเลือดออกไปเลี้ยงตามร่างกาย ระบบการทำงานของเครื่องนี้ก็จะสามารถกระตุกให้หัวใจเต้นได้ประมาณสัก 70 ครั้ง/นาที

เครื่องกระตุ้นหัวใจทำหน้าที่ได้ 3 อย่างคือ

1.การที่จะทำให้หัวใจทำงานประสานกันหรือดีขึ้น ซึ่งในคนไข้ที่เป็นโรคหัวใจล้มเหลวการประสานงานของหัวใจห้องล่างซ้ายมักจะไม่สมดุลไม่สัมพันธ์กัน
2.ในกรณีที่หัวใจเกิดการเต้นรวนเครื่องนี้สามารถที่จะกระตุกหัวใจให้กลับมาเต้นเป็นปกติโดยอัตโนมัติ
3.หากทำการกระตุกแล้วถ้าเกิดไฟฟ้าในหัวใจยังเกิดการเต้นช้าเกินไปก็จะสามารถปรับการเต้นของหัวใจให้อยู่ที่ประมาณ 70 ครั้ง/นาที




เครื่องกระตุ้นหัวใจ



ใครเหมาะสมที่จะใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจบ้าง

สำหรับผู้ที่จะใช้เครื่องนี้จะต้องมีภาวะหัวใจล้มเหลวหรือกรณีที่มีโอกาสหัวใจหยุดเต้นได้บ่อย ๆ ก็จะเป็นข้อบ่งชี้ในการที่จะพิจารณาใส่เครื่องนี้เข้าไป? ในกรณีที่หัวใจล้มเหลวนั้นมักจะต้องเป็นสำหรับผู้ที่เป็นมานานรักษาด้วยยาทั่ว ๆ ไปหรือรักษาด้วยกระบวนการอื่น ๆ แล้วไม่ได้ผลก็จะใช้วิธีนี้เข้าไปเป็นส่วนเสริมในการรักษาให้ดีขึ้น ซึ่งการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ แต่ก่อนที่จะพิจารณาใส่เครื่องนี้เข้าไปจะต้องมีการตรวจหลาย ๆ อย่างควบคู่กัน แต่หากยังประเมินไม่ได้จะต้องทำการตรวจด้วยระบบไฟฟ้าชนิดพิเศษ โดยต้องเข้าไปตรวจในห้องส่วนหัวใจเพื่อประเมินว่าสมควรจะใส่เครื่องนี้หรือไม่ หากเห็นสมควรและคนไข้มีความพร้อมทุกอย่างทั้งทางด้านร่างกายและค่าใช้จ่ายก็จะทำการผ่าตัดใส่เครื่องนี้เข้าไปเพื่อทำการกระตุ้นหัวใจให้ดีขึ้น

ข้อดีในการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนขึ้นคือ ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นจากที่เคยเดินไม่กี่ก้าวก็เหนื่อยหอบเล่นกีฬาก็เหนื่อย เมื่อได้รับการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจจะทำให้เดินได้มากขึ้น ออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้สะดวกคล่องแคล่วมากขึ้น ยกตัวอย่างคนที่จะเป็นโรคหัวใจล้มเหลวหรือมีโอกาสที่จะหัวใจหยุดเต้นได้ สมมติคนไข้ต้องเข้าโรงพยาบาลปีหนึ่งหลายครั้ง หากมีการใช้เครื่องนี้เข้าไปจะทำให้การที่จะต้องเข้าโรงพยาบาลน้อยลงหรือบางทีในแต่ละปีอาจจะไม่ต้องเข้าเลยก็ได้ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเข้าโรงพยาบาลแต่ละครั้งอย่างไรก็ตามการเสริมด้วยเครื่องกระตุ้นหัวใจยังต้องรักษาควบคู่กับการใช้ยาจึงจะได้ประสิทธิภาพที่ดี

หากใครมีประวัติว่าคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจหรือหลอดเลือดหัวใจตีบควรตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเพื่อที่จะประเมินดูว่ามีความเสี่ยงในการที่จะเป็นโรคหัวใจหรือเปล่า เพราะบางคนอาจเป็นแล้วไม่รู้ตัวจะได้ทำการป้องกันได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ต้องคอยตามซ่อมทีหลัง


ขอขอบคุณข้อมูลจาก ชีวจิต
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

เครื่องกระตุ้นหัวใจ

อ่านเพิ่มเติม...
 
นอนน้อย-นอนมากเกินไป "เสี่ยง" โรคเบาหวาน

นอนน้อย-นอนมากเกินไป "เสี่ยง" โรคเบาหวาน


คนที่ นอนน้อย-นอนมากเกินไป "เสี่ยง" โรคเบาหวาน คุณ ๆ หลายคนอาจกำลังสงสัยว่าการ นอนน้อย หรือการ นอนมากเกินไป นั้น เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานอย่าง นั้นลองมาดูผลการวิจัยกันดีกว่าค่ะ

ผลวิจัยพบว่า คนที่ไม่ได้นอนคืนละ 7-8 ชั่วโมงมีแนวโน้มสูงขึ้น 2 เท่าครึ่งที่จะมีน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ ซึ่งโยงกับโรคเบาหวาน

นักวิจัยซึ่งศึกษาพฤติกรรมของอาสาสมัคร 276 คนเป็นเวลา 6 ปี บอกว่ายังไม่รู้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Sleep Medicine แนะนำว่า การนอนหลับวันละ 7-8 ชั่วโมงต่อคืนนับเป็นจำนวนที่เหมาะสมสำหรับผู้ใหญ่ในการป้องกันโรคต่าง ๆ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

นักวิทยาศาสตร์บอกว่า ไม่ทราบสาเหตุของเรื่องนี้ แต่ผลการศึกษาก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างแบบแผนการนอนกับ โรคอ้วน โรคหัวใจร่วมหลอดเลือด และอัตราการเสียชีวิต




โรคอ้วนมีส่วนเชื่อมโยงกับเบาหวาน แต่โอกาสเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อเบาหวานอันเนื่องจากนิสัยในการนอนนั้นก็ยังคงมีอยู่แม้ว่าได้ตัดปัจจัยเรื่องโรคอ้วนออกไปแล้ว

งานวิจัยก่อนหน้านี้ชี้ว่า การอดนอนอาจรบกวนการผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมความอยากอาหารที่มีแคลอรีสูง ความหิว และการใช้พลังงาน

นักวิจัยแองเจโล เทรมเลย์ บอกว่า งานชิ้นนี้เป็นการศึกษาต่อเนื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างช่วงเวลาการ นอนกับความเสี่ยงต่อเบาหวาน ความเสี่ยงนี้ยังคงมีนัยสำคัญแม้ว่าได้นำปัจจัยเรื่องดัชนีมวลกายกับเส้นรอบเอวมาร่วมพิจารณาด้วยแล้ว "คำแนะนำก็คือ เราควรนอนให้เต็มตื่น แต่สำหรับบางคนเรื่องนี้ก็พูดง่ายแต่ทำยาก"

งานสำรวจหลายชิ้นพบว่า ผู้คนกำลังใช้เวลากับการนอนหลับน้อยลง ชาวอังกฤษวัยผู้ใหญ่ราว 1 ใน 3 มักนอนคืนละ 5 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้น ระยะเวลาการนอนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 7 ชั่วโมง


ขอขอบคุณข้อมูลจาก ไทยโพสต์
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

นอนน้อย,นอนมากเกินไป

อ่านเพิ่มเติม...
 
6 ประเทศ กับการดูแลสุขภาพดี

6 ประเทศ กับการดูแลสุขภาพดี

ความเป็นอยู่ของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ยิ่งเทคนิคและเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพด้วยแล้วก็ย่อมแตกต่างกันอย่างแน่นอน? วันนี้เรามีเคล็ดลับเล็ก ๆ ในการดูแลสุขภาพของแต่ละประเทศมาฝากให้คุณ ๆ ได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำเพื่อสุขภาพที่ดี



ญี่ปุ่น

จากการสำรวจพบว่า คนญี่ปุ่นจะมีอายุยืนยาวที่สุดความจำเสื่อมน้อยที่สุดและมีประชากรที่เป็นบ้าน้อยที่สุด คนของเขาจะไม่ค่อยเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งทวารหนัก มะเร็งลำไส้ นั่นเป็นเพราะคนญี่ปุ่นจะกินเต้าหู้ ผัก ถั่วเหลืองเยอะ และในการกินของเขาจะกินให้อิ่มแค่ 80% แล้วหยุด ไม่เหมือนคนไทยที่จะกินจน 120% หรือกินจนเดินไม่ไหวแล้วถึงจะยอมหยุด ซึ่งการกินให้อิ่มแต่ 80% นั้น จะทำให้เรารับแคลอรีน้อยลงทำให้น้ำตาลในเลือดไม่พุ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าอินซูลินพุ่งสูงอย่างรวดเร็วจะทำให้สุขภาพไม่ดี แล้วก็จะมีการเก็บไขมันไว้เยอะ วิธีสังเกตการกินที่พอดีก็คือ กินแล้วให้ลองเดินหรือวิ่งแล้วจะไม่จุกครับ

ฝรั่งเศส


ประชากรมีอายุยืนเป็นอันดับ 10 ของโลก มีคนที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดน้อยแม้จะชอบกินครีมซอส ซีส หรือไวน์ก็ตาม นั่นเป็นเพราะเขาจะกินอาหารเป็นแบบมื้อเล็ก ๆ วันละ 5 มื้อ แล้วจะนั่งกินแบบกินไปด้วยชมวิวไปด้วย กินช้า ๆ เรื่อย ๆ มองโน่นมองนี่คิดโน่นคิดนี่บ้าง ซึ่งจะทำให้สุขภาพดีกว่าการนั่งกิน ๆๆๆ อย่างเดียว แล้ววิธีการกินแบบนี้ยังทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น เพราะกินแบบมีความสุขจะทำให้กินน้อยลงและจากการสำรวจคนฝรั่งเศสจะเป็นโรคปอดกับโรคหัวใจน้อย ส่วนสำคัญมากจากการที่เขาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและประเทศของเขามีสิ่งแวดล้อมที่ดี



สหรัฐอเมริกา


เป็นประเทศที่คนอายุยืนเป็นอันดับที่ 38 ของโลก ก็คงอย่างที่เราเห็นกันว่า คนอเมริกันเป็นคนทำอะไรเร็วเดินเยอะ ทำงานเยอะ แอคทีฟตลอดเวลา แต่เขาก็ยังรู้จักเบรกใช้ชีวิตให้ช้าลง อย่างถ้าเป็นวันหยุดที่อยู่บ้านหรืออยู่นอกเมืองเขาก็จะใช้จักรยานแทนรถยนต์ ซึ่งจะทำให้เผาผลาญแคลอรีเยอะและช่วยผ่อนคลาย เพราะระหว่างปั่นเขาจะได้เห็นวิวสองข้างทางได้สูดอากาศดี ๆ

อลาสก้าและแคนาดาเหนือ

คนของเขาจะเป็นโรคหัวใจน้อยไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วยแล้วก็ผอมด้วย เพราะว่ากินโอเมก้า 3 6 9 จากปลาเยอะ ฉะนั้นถ้าอยากสุขภาพดีก็ต้องกินปลาเยอะ ๆ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นปลาอะไรก็ดีทั้งนั้น ทั้งปลาแซลมอน ปลาหิมะ ปลาโอ ปลาทู แต่แนะนำให้กินปลาที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมจริง ๆ ไม่ใช่ปลาที่เลี้ยงในฟาร์มเพราะปลาฟาร์มจะว่ายอยู่ในที่แคบ ๆ ไม่ค่อยแข็งแรง แล้วก็กินอาหารเม็ดเลยได้รับสารอาหารน้อยกว่าปลาที่กินอาหารตามธรรมชาติ ไขมันดี ๆ ก็จะน้อยกว่า

อิตาลี

ประชากรอายุยืนเป็นอันดับ 12 ของโลก มีคนอายุถึง 100 ปีมากที่สุดด้วย เพราะเมืองเขาเป็นแบบวิลล่าเป็นบ้านไร่ที่มีต้นไม้เยอะมีอากาศดี ๆ อยู่สบาย วัน ๆ ไม่เครียด ส่วนคนไทยถ้าอยากอายุยืนแบบเขาเวลาไปต่างจังหวัดก็ควรตื่นแต่เช้า แล้วออกมาเดินเล่นสูดอากาศบริสุทธิ์หรือใช้ชีวิตแบบสบาย ๆ ไม่ต้องคิดอะไรเครียด ๆ ดูบ้าง อาจจะลองไปต่างจังหวัดที่อากาศดี ๆ แล้วไม่ต้องเอาโทรศัพท์ไปจะช่วยได้มาก

กรีก

มีประชากรอายุยืนเป็นอันดับที่ 19 ของโลก นั่นเป็นเพราะเขามีการกินอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน คือ กินผัก ผลไม้ ถั่ว และน้ำมันมะกอกเยอะ เน้นกินอาหารที่มีไขมันน้อย แต่ให้กากใยเยอะ เคยมีรายงานออกมาว่า ชาวกรีกมีอัตราการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและมะเร็งน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ เพราะการกินของเขานี่แหละ

ผมว่าประเทศไทยก็เป็นประเทศที่มีประชากรมีสุขภาพดีเพราะเรามีแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ มีสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพ ผู้คนก็ยิ้มแย้ม แจ่มใส อารมณ์ดี ขอแค่เพิ่มการออกกำลังกายอีกนิด ต่อไปประเทศเราต้องติดอันดับแน่นอนครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก สุขภาพดี
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

อ่านเพิ่มเติม...
 
ใช้ "ยาคลายกล้ามเนื้อ" อย่างปลอดภัย

ใช้ "ยาคลายกล้ามเนื้อ" อย่างปลอดภัย

เวลาที่ร่างกายขยับเขยื้อนไม่ว่าจะเป็นการ นั่ง ยืน เดิน ล้วนแต่ต้องใช้กล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหวทั้งนั้น โดยระบบประสาทที่อยู่ในสมองจะทำการสั่งผ่านมาทางเส้นประสาทเพื่อให้หลั่งสารแล้วไปกระตุ้นกล้ามเนื้อให้หดตัวหรือคลายตัวทำให้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหวได้

สำหรับคนเมืองที่ต้องใช้ชีวิตเร่งรีบกับการทำงานอาจส่งผลให้บ่อยครั้งที่สมองหลั่งสารสื่อประสาทออกมามากเกินไปจนทำให้กล้ามเนื้อถูกกระตุ้นเยอะ และเมื่อกล้ามเนื้อหดตัวอย่างต่อเนื่องนาน ๆ อาจทำให้เกิดการอักเสบและรู้สึกปวดกล้ามเนื้อได้รวมถึงคนรักสุขภาพที่ชอบออกกำลังกาย การใช้กล้ามเนื้อหนัก ๆ ก็อาจทำให้คุณปวดตึงเมื่อยล้า พอเป็นบ่อย ๆ ก็เริ่มเบื่อที่จะไปหาหมอแล้วเลือกที่จะซื้อยามากินเอง ซึ่งการกินยาคลายกล้ามเนื้ออย่างไรให้ปลอดภัยเรามีข้อมูลดี ๆ จาก พญ.กานต์ชนก พานิช มาฝากค่ะ

ยากินเพื่อช่วยลดการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมีหลายประเภท

1.ยาที่ออกฤทธิ์ในระบบประสาท
โดยยับยั้งการสั่งผ่านความรู้สึกในระบบประสาท ได้แก่ ยา Orphenadrine, Tolperisone
2.ยาลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ มีฤทธิ์ยับยั้งขบวนการอักเสบและการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ มี 2 กลุ่ม คือ
2.1.ยากลุ่มสเตียรอยด์ (Steroid)
2.2.ยาลดการอักเสบลดปวดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDS)
ได้แก่ Diclofenac, Nappraxen, Piraxicam, Nidol, Aspirin, lndomethacin
3.ยาแก้ปวดพาราเซตามอล เป็นยาที่ใช้ลดอาการไข้โดยการยับยั้งศูนย์ควบคุมอุณหภูมิความร้อนและบรรเทาอาการปวดทั่ว ๆ ไป


กินยาช่วยลดการปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างไรให้ปลอดภัย

ในคนที่เล่นกีฬาหรือคนทำงานที่มักเคร่งเครียดแล้วมีอาการปวดเมื่อยอยู่บ่อยครั้ง อาจจะใช้ยาผสมผสานหลาย ๆ กลุ่ม เพื่อลดอาการปวดเมื่อยที่รุมเร้าโดยอาจใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อลดอาการปวดดูก่อน หากยังไม่ดีขึ้นจึงค่อยใช้ยาคลายกล้ามเนื้อ เพื่อลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อแล้วใช้ยาลดการอักเสบโดยออกฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์สารก่อการอักเสบ (Prostaglandin) ซึ่งหากกินแล้วอาการทุเลาลงให้กินต่อจนอาการหายจากปวดเมื่อย แต่ก็ต้องระวังในยากลุ่ม NSAIDS ซึ่งจะมีฤทธิ์กัดกระเพาะ จึงไม่ควรใช้ในระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจเกิดการระคายเคืองกระเพาะได้

ซึ่งการใช้ยาในขั้นต้นสามารถใช้ยาพาราเซตามอลเองได้แต่ถ้ากินแล้วอาการปวดไม่ทุเลา อาจจะไปพบแพทย์เพื่อรับยากลุ่มอื่นและถ้ามีอาการปวดอยู่และกินยาไปประมาณ 1-2 สัปดาห์แล้วอาการยังไม่ดีขึ้นหรือมีอาการมากกว่าเดิม เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรงมากขึ้นมีอาการอักเสบ ปวด บวมแดง ร้อน มีไข้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที


ขอขอบคุณข้อมูลจาก สุขภาพดี
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

อ่านเพิ่มเติม...
 
10 อาการต้องพบแพทย์

10 อาการต้องพบแพทย์

การเจ็บไข้ได้ป่วยเล็ก ๆ น้อย อาจดูเป็นเรื่องปกติ แต่หากอาการต่าง ๆ เกิดรุนแรงและเป็นอย่างต่อเนื่องนานเกินไป คุณก็ไม่ควรที่จะชะล่าใจรีบไปหาหมอโดยด่วนเถอะ โดยเฉพาะอาการต่อไปนี้



1. รู้สึกอิ่มทั้งที่กินอาหารไม่มากและมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หลังกินอาหาร ต่อเนื่องกันเกิน 1 สัปดาห์
2. หน้ามืดโดยไม่ทราบสาเหตุบ่อย ๆ
3. ปวดศีรษะอย่างรุนแรง (โดยเฉพาะถ้าคุณอายุมากกว่า 50 ปี)
4. ท้องเสียอย่างรุนแรงติดต่อกันเกิน 2 วัน

5. เป็นไข้นานกว่า 2 สัปดาห์

6. มีอาการหายใจติดขัด
7. น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
8. ข้ออักเสบ บวม แดง ร้อน
9. สภาวะทางจิตใจเปลี่ยนแปลง เช่น สมาธิสั้นลงไม่สามารถสะกดกลั้นอารมณ์ได้
10.ไม่สามารถควบคุมการมอง พูด หรือเคลื่อนไหวได้


ขอขอบคุณข้อมูลจาก สุขภาพดี
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

อ่านเพิ่มเติม...
 
"เลือดออก" สื่ออันตราย

ไม่ว่าใครก็ตามหากได้พบเห็นเลือดออกไม่ว่าจะส่วนไหนของร่างกายก็ตามก็มีอันต้องตกใจกลัว วิตกกังวล ด้วยกันทั้งนั้น บางคนถึงขนาดแพ้เลือดอาการยิ่งหนักเข้าไปกันใหญ่ ฉะนั้นต้องตั้งสติเข้าไว้คะเพราะคุณมียิ่งมีสติและสามารถสังเกตความผิดปกติได้มากเท่าไหร่คุณก็จะยิ่งปลอดภัยและเลือดก็จะหยุดไหลได้เร็วขึ้นเท่านั้น

สำหรับกรณีเลือดออกตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมีทั้งแบบเล็กน้อยไม่ต้องกังวล และแบบที่เข้าข่ายอันตรายควรรีบพบแพทย์ แล้วเลือดออกที่ส่วนไหนลักษณะยังไง คือปกติ แล้วแบบไหนที่เรียกว่าผิดปกติลองไปไล่ดูทีละส่วนกันเลย

ผิวหนัง

หากเป็นแค่แผลถลอกเลือดออกซิบ ๆ ก็ไม่ต้องกังวลนั่นเป็นแค่เส้นเลือดเล็กที่อยู่ใกล้ผิวหนังฉีกขาด เลือดจึงซึมออกมา ยกเว้นว่า เมื่อคุณทำความสะอาดแผลใส่ยาไปสักพักแล้วแผลไม่หายแต่กลับลุกลามขึ้นค่อยไปพบแพทย์เพราะอาจเกิดการดื้อยาต้านเชื้อไวรัส

แต่ถ้าเป็นแผลมีดบาดหรือปากแผลมีการฉีกขาดเยอะให้ดูว่าบาดแผลลึกไหม หากไม่ลึกก็สามารถทำความสะอาดแผลเองแล้วใช้ผ้าก็อชพันปิดบาดแผลและช่วยหยุดเลือดได้ แต่ถ้าบาดแผลลึกมากและเลือดออกไม่ยอมหยุดไหลให้รีบไปพบแพทย์อาจต้องทำการเย็บปิดปากแผลค่ะ ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ ในรายที่เป็นโรคเบาหวานที่แม้บาดแผลแค่นิดหน่อยเลือดก็จะไหลเยอะและหยุดไหลยาก ยิ่งถ้าเป็นการเกิดบาดแผลบริเวณเท้าหรือขาให้รีบไปพบแพทย์ทันที

เหงือก

เลือดไหลซึมออกมาทางเหงือกหรือที่เรียกว่า ลักปิดลักเปิดนั้นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคุณอาจเป็นโรคเหงือก หรือสุขภาพช่องปากเริ่มไม่ดีแล้ว เช่น อาจจะมีหินปูนเกาะสะสมอยู่ตามซอกฟัน เป็นต้น

ซึ่งบางคนมองว่าแค่เลือดไหลนิด ๆ หน่อย ๆ แป๊บเดียวก็หายไม่เห็นเป็นไร แท้จริงแล้วหลังจากนั้นจะมีผลตามมาอีกมากมาย เช่น สุขภาพช่องปากจะยิ่งแย่และลุกลามขึ้นทุกวันส่งผลเสียต่อเหงือกและฟันหรือแม้แต่เลือดที่ซึมออกมาแล้วไปเจือปนกับเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก สุดท้ายเราก็กลืนน้ำเลือดนั้นเข้าไปทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ระบบอวัยวะภายในต่าง ๆ ทั่วร่างกาย

ฉะนั้นเมื่อพบเลือดไหลซึมออกมาจากเหงือกคุณจึงควรรีบหาเวลาไปพบทันตแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากและรับการแก้ที่สาเหตุของปัญหาแล้วควรหมั่นแปรงฟันด้วยแปรงสีฟันที่มีคุณภาพ ใช้ไหมขัดฟันและน้ำยาบ้วนปากเพื่อเพิ่มสุขลักษณะในช่องปากหรือแม้ยังไม่มีเลือดออกมาส่งสัญญาณเตือนก็ควรไปตรวจสุขภาพช่องปากทุก ๆ 6 เดือนด้วย

ท้อง

หากอาเจียนออกมาเป็นเลือดย่อมต้องมีความผิดปกติอย่างแน่นอนและถือเป็นความผิดปกติที่นิ่งนอนใจไม่ได้เด็ดขาด เพราะอาจมาจากการเป็นแผลในกระเพาะ หรือเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายที่อวัยวะภายในซึ่งเรามองไม่เห็นก็เป็นได้

คุณจึงจำเป็นต้องไปพบแพทย์และรับการตรวจอย่างละเอียดเป็นการด่วน โดยแพทย์จะทำการส่องกล้องดูกระเพาะอาหาร เพื่อหาบาดแผลหรือดูการทำงานของระบบการย่อยฟังดูอาจจะน่ากลัวหน่อย แต่ไม่ต้องกังวลค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์เจริญไปมากเครื่องมือที่ใช้สอดไปในร่างกายเราเป็นเพียงหลอดเล็ก ๆ บางจิ๋วที่ไม่ได้สร้างความเจ็บปวดแต่อย่างใด



หู

ถ้าเลือดที่ซึมออกมาเกิดจากการเผลอไปเกาหรือขีดข่วนใบหูก็ไม่ต้องตกใจไป แค่ซับเลือดแล้วใส่ยาสมานแผลก็เพียงพอแล้ว แต่หากไม่ได้เป็นเลือดซึมอยู่บริเวณแผ่นหูด้านนอก แต่พบจากการใช้คัตตอนบัดเช็ดทำความสะอาดหูด้านในแล้วมีเลือดติดออกมาแบบนั้นควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุก่อนที่จะเกิดการติดเชื้อและลุกลาม

ช่องคลอด


เลือดออกทางช่องคลอดมีหลายแบบหากเป็นเลือดประจำเดือนก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติที่ผู้หญิงต้องเป็นทุกเดือนอยู่แล้ว แต่หากเลือดนั้นเกิดออกมามากหรือมาก่อนกำหนดซึ่งไม่เคยเป็นมาก่อนถือว่าผิดปกติควรจะเข้ารับการตรวจทันที

ส่วนในรายที่มีเลือดออกทางช่องคลอดขณะมีเพศสัมพันธ์ควรไปพบสูตินารีแพทย์เพื่อตรวจละเอียด เนื่องจากอาจเกิดจากการติดเชื้อและหากปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นบ่อย ๆ เข้าอาจลุกลามกลายเป็นมะเร็งปากมดลูกได้

แต่กรณีที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือในรายที่กำลังตั้งครรภ์ไม่ว่าเลือดที่ไหลออกมานั้นจะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ คุณต้องรีบไปพบแพทย์ที่ฝากครรภ์ไว้ทันที

จมูก

เลือดออกทางจมูกจะพบมากในวัยเด็กเนื่องจากเส้นเลือดที่อยู่ใต้เนื้อเยื่อในโพรงจมูกรวม ทั้งเยื่อจมูกเองยังมีความบอบบางอยู่มาก ฉะนั้นหากความดันเปลี่ยนหรือมีการกระแทกบริเวณจมูกเพียงนิดหน่อยก็จะทำให้เลือดออกได้ง่าย ๆ

การแก้ไขอันดับแรกคือ คุณต้องพยายามปลอบโยนเขาให้หยุดร้องเพราะหากร้องมากจนเหนื่อยหรือกลัวมาก ๆ จะทำให้หัวใจเต้นเร็วเลือดมีการสูบฉีดสูงก็จะยิ่งไหลเยอะ จากนั้นให้จับเขานั่งตัวตรงเอนศีรษะไปด้านหลัง แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้กดเบา ๆ ที่ดั้งจมูก ไม่เกิน 5 นาทีเลือดก็จะหยุดไหล แต่หากทำเช่นนี้แล้ว 2-3 ครั้งเลือดยังไม่หยุดให้พาไปพบแพทย์ค่ะ

หัวนม

หากเป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดหรืออยู่ระหว่างให้นมลูกการมีเลือดซึมออกมาจากรอยแยกของหัวนมถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากคุณไม่ใช่ทั้ง 2 กรณี แต่ยังมีเลือดไหลซึมออกมาให้รีบไปพบแพทย์เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณจากร่างกายที่ส่งออกมาเตือนถึงการเป็นมะเร็งเต้านมได้

ทวารหนัก


เลือดไหลออกมาจากทวารหนักเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เป็นริดสีดวง มีพยาธิ หรือเป็นสัญญาณเตือนของการเป็นมะเร็งลำไส้ ฉะนั้นหากพบเห็นเลือดไหลออกมาจากบริเวณนี้ทั้งด้วยการซึมออกมาเป็นน้ำเลือดหรือปนเปื้อนออกมากับอุจจาระควรรีบไปพบแพทย์ทันที

รู้แล้วว่าเลือดออกแบบไหนปกติและแบบไหนที่ผิดปกติคราวหน้าหากตัวคุณเองหรือคนรอบข้าง เกิดมีเลือดไหลพยายามตั้งสติให้มั่นเข้าไว้ แล้วพิจารณาถึงความรุนแรง จากนั้นก็รีบตัดสินใจว่าจะลงมือปฐมพยาบาลเองหรือไปโรงพยาบาลนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก สุขภาพดี
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

อ่านเพิ่มเติม...
 
"ตาปลา" รักษาได้

หากว่าใครเป็น "ตาปลา" โดยเฉพาะที่เท้าคงจะดีถึงความเจ็บปวดและทรมานเป็นอย่างดี และกว่าจะรักษาให้หายก็ต้องใช้เวลาอยู่หลายสัปดาห์เชียว แต่ปัญหาคือ ในคนไข้บางคนรักษาหายแล้วอาจจะกลับมาเป็นใหม่ได้อีกหากไม่เริ่มแก้ไขที่ต้นเหตุ

รศ.พญ.พรทิพย์ ภูวบัณฑิตสิน สาขาตจวิทยา (ผิวหนัง) ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า ตาปลาเป็นก้อนของหนังขี้ไคลซึ่งเกิดจากการเสียดสีของผิวหนังเรื้อรัง พบบ่อยบริเวณฝ่าเท้าซึ่งรับน้ำหนักตัวจึงเกิดอาการเจ็บเวลาเดิน

ทั้งนี้ผิวหนังของคนเราประกอบด้วยชั้นผิวหนังกำพร้ากับชั้นหนังแท้โดยมีสารเชื่อมให้เกาะกัน เมื่อผิวหนังมีการเสียดสีรุนแรงผิวหนังกำพร้าแยกเป็นตุ่มน้ำพองใส แต่การเสียดสีเป็นแบบเรื้อรังจะกระตุ้นให้ผิวหนังกำพร้าสร้างหนังขี้ไคลหนาเพิ่มขึ้นกลายเป็นรอยด้านแข็ง พบบ่อยบริเวณด้านข้างของฝ่าเท้าซึ่งมีการเสียดสีกับรองเท้า และในบางจุดหนังขี้ไคลหนาแข็งเป็นก้อนเล็กฐานของก้อนแหลมคล้ายลิ่มจึงเจ็บ เมื่อกดลงและเมื่อปาดส่วนบนของก้อนออกจะเห็นหนังขี้ไคลกลมใสคล้ายตาปลา

ปัญหาหนังฝ่าเท้าด้านและตาปลาพบบ่อยขึ้นเพราะการสวมใส่รองเท้าแฟชั่นซึ่งไม่สอดคล้องกับโครงสร้างของกระดูกเท้า โดยเท้าประกอบด้วยกระดูกขนาดเล็กจำนวนมากเรียงต่อกันเป็นแนวข้อกระดูกเชื่อมโยงด้วยพังผืดและมีเส้นเอ็นเกาะกระดูกเพื่อบังคับการทรงตัวให้มั่นคง กระดูกเท้ามีหนังฝ่าเท้าห่อหุ้มผิวหนังบางส่วนมีการเสียดสีกับวัสดุรองเท้าเรื้อรังจึงหนาด้านขึ้น ถ้ารองเท้าบีบรัดให้การเรียงตัวของกระดูกผิดทิศทางมีการรับน้ำหนักของกระดูกบางชิ้นเพิ่มขึ้นก็จะยิ่งทำให้การเสียดสีเพิ่มมากขึ้น ก้อนหนังที่หนาแข็งของหนังกำพร้าหรือตาปลาจะกดหนีบเนื้อหนังแท้และชั้นไขมันซึ่งมีใยเส้นประสาทกับกระดูกทำให้เจ็บปวดเวลาเดิน


ลักษณะ หนังหนาและตาปลายังพบได้บริเวณซอกนิ้วนางและนิ้วก้อย ซึ่งมีการเสียดสีของหนังซึ่งทับกันระหว่างซอกนิ้วกับกระดูกนิ้ว นอกจากนี้ยังพบบริเวณฝ่าเท้าระหว่างโคนหัวแม่เท้ากับนิ้วชี้และฝ่าเท้าบริเวณโคนนิ้วกลางและนิ้วนาง จากการสวมใส่รองเท้าหัวแหลมบีบนิ้วทั้ง 2 ข้างเข้าหากันหนังฝ่าเท้าจะห่อเข้าหากันเกิดการเสียดสีเรื้อรังเมื่อเดินเป็นก้อนแข็งยาวตามร่องฝ่าเท้าและอาจมีตาปลาตรงกลางก้อนแข็ง

ด้านบนของหลังเท้าบริเวณนิ้วนางก็พบตาปลาบ่อยเนื่องจากการสวมรองเท้าหัวแบน ผิวหนังบริเวณดังกล่าวเสียดสีกับรองเท้าซึ่งหุ้มหลังเท้าส่วนผิวหนังหนาด้านข้างฝ่าเท้าบริเวณหัวแม่เท้าและนิ้วก้อย มักเกิดจากการสวมรองเท้าหลวมเกินไป

ผู้ป่วยสามารถวินิจฉัยตาปลาได้เองโดยตาปลาส่วนใหญ่จะเป็นทั้ง 2 เท้า แต่ก้อนเจ็บบริเวณฝ่าเท้าคล้ายตาปลาอาจเป็นโรคหูดจากไวรัสเอชพีวีได้ โดยไวรัสจะกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังแบ่งตัวเพิ่มขึ้นเป็นก้อนในชั้นหนังกำพร้า แต่มีข้อแตกต่างคือ หูดมักเป็นเท้าเดียวและเจ็บมากถ้าบีบก้อนทางด้านข้างเข้าหากันส่วนตาปลามักเจ็บมากเมื่อกดลง และเมื่อปาดผิวหูดออกเนื้อหูดเป็นเส้นสีขาวอัดแน่นหรือถ้าตัดลงลึกจะมีเลือดออกเพราะหูดเป็นเนื้องอกของหนังกำพร้ามีเซลล์ผิวหนังในชั้นหนังกำพร้าหนาขึ้นและมีหลอดเลือดเพิ่มมากขึ้น แต่ตาปลามีเฉพาะผิวหนังขี้ไคลหนาเท่านั้น

ตาปลา จะหายขาดต้องรักษาที่ต้นเหตุว่าเป็นจากความผิดปกติของกระดูกหรือการสวมรองเท้าไม่เหมาะสม แต่การผ่าตัดแก้ไขกระดูกยุ่งยากมากจึงนิยมรักษาตามอาการ เช่น ขูดหรือเฉือนส่วนแข็งออกใช้ยากัดหูดซึ่งประกอบด้วยกรดซาลิซิลิคหรือกรดแลคติก

นอกจากนี้การแก้ไขรองเท้าเพื่อลดการเสียดสีและการใช้อุปกรณ์เสริมวางบนเท้าหรือรองเท้าเพื่อกระจายน้ำหนักหรือลดการเสียดสีจะช่วยทุเลาอาการ เช่น บริเวณพื้นรองเท้าอาจตัดแผ่นรองใต้ฝ่าเท้าให้เป็นหลุม เพื่อลดการกดทับเมื่อเดิน


ขอขอบคุณข้อมูลจาก mcot
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

อ่านเพิ่มเติม...
 
วิธีแก้ "กลิ่นปาก"

วิธีแก้ "กลิ่นปาก"

คุณเคยพูดใกล้ ๆ ใครไหม แล้วเขามักจะทำหน้ายี้คุณหรือพยายามหนีคุณตลอดเวลา เนื่องด้วยสาเหตุของ "กลิ่นปาก" จึงทำให้ไม่มีใครอยากที่จะพูดกับคุณเท่าไหร่ และแน่นอนว่าคุณคงไม่อยากให้เกิดเหตุการเช่นนี้กับคุณตลอดไปใช่ไหม

แต่อย่าเพิ่งกังวลไปค่ะถ้าเราเข้าใจ สาเหตุของกลิ่นปาก และมี วิธีลดกลิ่นปาก หรือ ขจัดกลิ่นปาก อันไม่พึงประสงค์ในปากได้แล้วปัญหาที่น่าวิตกนี้ก็จะหายไปเอง โดยเบื้องต้นต้องเข้าใจเสียก่อนค่ะว่า สาเหตุของการเกิดกลิ่นปากมี 2 สาเหตุใหญ่ ๆ คือ สาเหตุภายในช่องปาก กับสาเหตุภายนอกช่องปาก


สาเหตุของกลิ่นปาก ภายในช่องปากส่วนใหญ่เกิดจาก

1. การไม่รักษาสุขภาพช่องปากให้ดี
เช่น แปรงฟันไม่สะอาดมีคราบอาหารหรือคราบแบคทีเรียเกาะอยู่ตามผิวฟัน ลิ้น หรือกระพุ้งแก้มก็ทำให้มีกลิ่นปากได้ ถ้ามีเศษอาหารติดตามซอกฟันต้องกำจัดออกโดยใช้ไหมขัดฟันซึ่งควรฝึกใช้ให้เป็นนิสัยอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง

2. การมีฟันผุ ทำให้เศษอาหารติดค้างอยู่ในรูฟันที่ผุอาหารเหล่านี้จะบูดเน่าและทำให้เกิดกลิ่นหรือผู้ที่มีฟันผุทะลุโพรงประสาทฟัน มีหนองที่ปลายรากฟัน หนองพวกนี้จะมีกลิ่นมาก การแก้ไขคือ อุดฟันซี่ที่มีการผุนั้น ถ้าผุทะลุโพรงประสาทแล้วก็ต้องรักษารากฟัน ถ้าผุมากจนไม่สามารถเก็บฟันไว้และรักษาให้ดีเหมือนเดิมก็จะต้องถอนออกแล้วใส่ฟันปลอม

3. โรคเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์
เหงือกอักเสบเนื่องจากมีหินปูนมีการสะสมของเศษอาหารมีการทำลายอวัยวะรอบรากฟัน เหงือกอ้าออกจากตัวฟัน เศษอาหารเข้าไปสะสมได้ง่ายขึ้นและแปรงออกได้ไม่หมด นาน ๆ ไปจึงส่งกลิ่นออกมา การแก้ไขคือต้องกำจัดหินปูนออกให้หมดโดยให้ทันตแพทย์ขูดออก ในรายที่เหงือกอ้าออกมากและมีหินปูนเข้าไปสะสมอยู่มากอาจต้องผ่าตัดเปิดเหงือกออกเพื่อกำจัดหินปูนให้หมด แล้วจึงปิดเหงือกกลับเข้าไปตามเดิม

สำหรับยาสีฟัที่โฆษณาว่ากำจัดหินปูนได้นั้นที่จริงเพียงแต่ไม่ทำให้เกิดการสะสมของหินปูนใหม่ แต่ถ้ามีหินปูนอยู่แล้วจะกำจัดออกได้วิธีเดียวคือให้ทันตแพทย์ขูดออก สำหรับผู้ที่เป็นและเคยรักษาโรคปริทันต์มาแล้ว การแปรงฟันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถกำจัดคราบแบคทีเรียหรือคราบอาหารออกได้หมด ต้องใช้เครื่องมือทำความสะอาดเพิ่ม เช่น ไหมขัดฟัน แผ่นเทปรัดฟัน แปรงซอกฟัน เป็นต้น

4. แผลในช่องปาก ก็ทำให้เกิดกลิ่นปากได้เมื่อแผลหายกลิ่นปากก็จะลดลง นอกจากนี้กลิ่นปากอาจเกิดขึ้นได้ภายหลังการถอนฟันหรือผ่าตัดในช่องปาก เนื่องจากขณะมีแผลในปากผู้ป่วยมักจะใช้ฟันบดเคี้ยวอาหารได้ไม่ถนัด การรับประทานอาหารอ่อนทำให้มีอาหารติดฟันได้ง่ายและมากขึ้น แผลที่มีเลือดไหลซึมจะเป็นอาหารอย่างดีของเชื้อโรคในช่องปากทำให้เกิดการบูดเน่าของอาหารและเลือดมีกลิ่นเหม็นได้

การแก้ไขคือ ขณะมีแผลในปากไม่ควรละเลยการทำความสะอาดช่องปากหลังรับประทานอาหารควรแปรงฟันทันที โดยใช้แปรงปัดเบา ๆ เพื่อไม่ให้คราบอาหารเกาะฟันนานจะแปรงออกได้ง่ายกว่า ถ้าอ้าปากหรือแปรงฟันไม่ได้ให้บ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่น ๆ ทุกครั้งหลังรับประทานอาหารใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นพันนิ้วเช็ดฟัน เมื่อแผลหายและแปรงฟันหรือรับประทานอาหารได้ตามปกติแล้วกลิ่นปากก็จะหายไป

5. ผู้ที่ใส่ฟันปลอมหรือใส่เครื่องมือต่าง ๆ ในปาก เช่น เครื่องมือจัดฟัน เครื่องมือกันฟันล้มเก หรือเฝือกสบฟัน เป็นต้น เครื่องมือเหล่านี้ ถ้ารักษาความสะอาดไม่ดีจะทำให้มีกลิ่นได้ โดยเฉพาะเครื่องมือที่ทำด้วยอะคริลิกหรือมีส่วนของอะคริลิกอยู่ด้วย เนื้ออะคริลิกจะมีรูพรุนจะดูดซึมของเหลวต่าง ๆ ได้ ถ้าล้างไม่สะอาดอาหารก็จะบูดเน่าติดอยู่กับเครื่องมือทำให้มีกลิ่นได้ ดังนั้นควรทำความสะอาดเครื่องมือทุกครั้งหลังจากถอดแล้วและถ้ายังไม่ใส่ต่อควรแช่ไว้ในน้ำสะอาดและก่อนใส่ควรทำความสะอาดอีกครั้ง ฟันปลอมที่ใส่มานานแล้วถ้ามีคราบหรือหินปูนเกาะอาจใช้น้ำยาสำหรับแช่ฟันปลอมโดยเฉพาะแช่ได้เป็นครั้งคราว

6. ลิ้นที่เป็นฝ้า เนื่องจากมีการสะสมของเศษอาหารและแบคทีเรียบนผิวด้านบนของลิ้นก็เป็นสาเหตุของกลิ่นปากได้ เราสามารถใช้แปรงสีฟันแปรงลิ้นขณะแปรงฟันหรือใช้ผ้า ไหมขัดฟัน หรือไม้ขูดลิ้น ขูดออก นอกจากนี้การรับประทานอาหารที่มีกากก็ช่วยขัดถูลิ้นได้ เช่น อ้อย สับปะรด

7. น้ำลาย ก็มีส่วนทำให้เกิดกลิ่นปากได้ถ้ามีน้ำลายน้อยชำระล้างเศษอาหารได้ไม่หมดก็จะทำให้มีกลิ่นปากได้ ตอนตื่นนอนจึงมักจะมีกลิ่นปาก เพราะขณะหลับมีการไหลเวียนของน้ำลายน้อยผู้ที่มีน้ำลายข้นเหนียวก็จะชำระล้างเศษอาหารได้ไม่ดีเท่าผู้ที่มีน้ำลายใส ดังนั้น ถ้ารู้สึกว่าปากแห้งคอแห้งควรดื่มน้ำบ่อย ๆ





วิธีแก้



สาเหตุของกลิ่นปาก ภายนอกช่องปากจะเกี่ยวข้องกับระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น

1. โรคระบบทางเดินหายใจส่วนบน เริ่มตั้งแต่จมูก คอ จนถึงหลอดลม เช่น โรคโพรงจมูกอักเสบหรือที่เรียกว่า ไซนัสอักเสบ เกิดจากมีของเหลวหรือหนองอยู่ในโพรงอากาศของกระดูกใบหน้าซึ่งมีหลายโพรง การอักเสบจนมีหนองนี้จะทำให้มีกลิ่นออกมาทางจมูกขณะหายใจและทางปากขณะพูด ดังนั้นจึงไม่ควรปล่อยให้ตัวเองเป็นหวัดบ่อย ๆ หรือเป็นนาน ๆ

2. มะเร็งที่โพรงจมูก จะมีกลิ่นเหม็นมากและจะมีหนองไหลออกจากจมูกลงไปในคอเวลาก้มศีรษะ ซึ่งจะต้องปรึกษาแพทย์

3. ทอนซิลอักเสบ ผู้ที่เจ็บคอขณะที่มีการอักเสบในลำคอหรือต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรังก็จะมีกลิ่นปากได้และจะหายไปได้เมื่อคอหายอักเสบ

4. โรคระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง คือ ปอดผู้ที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง วัณโรคปอด หรือมะเร็งที่ปอด จะมีกลิ่นออกมากับลมหายใจและลมปากได้ ผู้ที่สูบบุหรี่นาน ๆ ก็ทำให้ลมหายใจและลมปากมีกลิ่นได้เช่นกัน

5. ระบบย่อยอาหาร เริ่มตั้งแต่ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้ ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร มีแผลในกระเพาะอาหาร หรือมีหนอง อาจมีกลิ่นออกมาขณะพูดหรือเรอได้ผู้ที่ระบบย่อยอาหารไม่ดี ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อยเป็นประจำ เมื่อมีลมออกจากกระเพาะก็จะมีกลิ่นเหมือนอาหารบูดตามออกมาด้วย รวมทั้งผู้ที่ระบบขับถ่ายไม่ดี ท้องผูกบ่อย ๆ เมื่อมีลมดันขึ้นหรือเรอก็จะทำให้ปากมีกลิ่นได้เช่นกัน

นอกจากนี้กลิ่นปากยังเกิดได้จากการที่สารมีกลิ่นถูกดูดซึมเข้าทางกระแสโลหิตและถูกขับถ่ายออกทางลมหายใจ เหงื่อ น้ำลาย หรือทางปัสสาวะ สารที่ถูกดูดซึมเข้าไปนี้อาจมาจากอาหาร เครื่องดื่ม ยา หรือมีการสะสมของสารที่ผิดปกติในเลือด

6. การรับประทานอาหารที่ทำให้เกิดกลิ่น เช่น กระเทียม หัวหอม เครื่องเทศ สะตอ จะทำให้มีกลิ่นปากได้แต่เมื่อถูกย่อย ดูดซึม และขับถ่ายออกหมด กลิ่นก็จะหายไป แต่ถ้ารับประทานอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้มีกลิ่นปากอย่างต่อเนื่องได้ด้วย

7. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด เช่น เหล้า เบียร์ ก็ทำให้มีกลิ่นปาก ยาบางชนิดก็อาจทำให้เกิดกลิ่นได้ เช่น ยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยพิษสุราเรื้อรัง ยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคจิตบางตัวก็ทำให้มีกลิ่นได้

การใช้น้ำยาบ้วนปากเพื่อดับกลิ่นปากควรเลือกใช้ให้เหมาะสม น้ำยาบ้วนปากที่ผสมน้ำยาฆ่าเชื้อโรคมักใช้เมื่อมีอาการอักเสบ ติดเชื้อ หรือมีแผลในช่องปากหรือลำคอเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นประจำโดยไม่ได้กำจัดสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นปากนั้นออกไป เช่น โรคเหงือกอักเสบ ฟันผุ หรือรากฟันเป็นหนอง ถ้าไม่แก้ไขที่ต้นเหตุกลิ่นปากก็จะไม่มีวันหมดไปได้

เหตุผลที่ไม่แนะนำให้ใช้น้ำยาบ้วนปากที่ผสมน้ำยาฆ่าเชื้อโรคอย่างต่อเนื่อง เพราะยาจะไปทำลายเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ตามปกติในช่องปากให้หมดไป จะทำให้ติดเชื้อราได้ง่ายและถ้าเป็นเชื้อราแล้วจะรักษาค่อนข้างยากและหายช้า สำหรับน้ำยาบ้วนปากที่ผสมฟลูออไรด์ ซึ่งทันตแพทย์แนะนำให้อมบ้วนปากเพื่อป้องกันฟันผุ สามารถใช้ได้โดยเลือกชนิดที่ไม่มีน้ำยาฆ่าเชื้อโรคผสมอยู่

ถ้าเป็นกลิ่นปากที่เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราวหลังรับประทานอาหารที่มีกลิ่นแรงให้เคี้ยวใบสะระแหน่ ผักชีฝรั่ง หรือกานพลูหลังมื้ออาหารหรือสะดวกกว่านั้นก็คือ เคี้ยวหมากฝรั่งชนิดไม่มีน้ำตาลหลังมื้ออาหารค่ะ



เคล็ดลับ ลดกลิ่นปาก

1. ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพราะการดื่มน้ำมากๆ ช่วยล้างแบคทีเรียออกจากน้ำลาย

2. อย่าปล่อยให้ปากแห้ง เพราะจะทำให้ความเข้มข้นของแบคทีเรียในปากเพิ่มมากขึ้นทำให้เกิดกลิ่นปากได้ง่าย

3. ดื่มน้ำมะนาว จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลาย

4. หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ เพราะจะทำให้เกิดกลิ่นปากได้

5. แปรงฟันทุกครั้งหลังมื้ออาหาร
และอย่าลืมแปรงด้านบนของลิ้นด้วย

6. ถ้าไม่สะดวกจะแปรงฟัน ให้บ้วนปากด้วยน้ำเปล่า และหากแปรงเสียให้เปลี่ยนแปรง

7. ใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง

8. เลิกสูบบุหรี่

9. ตรวจสุขภาพฟันอย่างสม่ำเสมอ




ขอขอบคุณข้อมูลจาก first
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

กลิ่นปาก

อ่านเพิ่มเติม...
 
เรื่องน่ารู้! ยาเลื่อนประจำเดือน

สาว ๆ อาจรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ หากวันที่จะต้องเดินทางไกล ไปเที่ยวทะเล ไปเข้าค่าย หรือวันสำคัญในชีวิต คือ วันแต่งงาน แล้วบังเอิญเป็นช่วงประจำเดือนมาพอดี ดังนั้นหลายคนจึงต้องวางแผน ด้วยการไปซื้อ "ยาเลื่อนประจำเดือน" มากินล่วงหน้า แต่อย่างว่าคนไม่เคยใช้ ก็ย่อมวิตกกังวลเป็นธรรมดา ว่าจะมีผลข้างเคียงอะไรตามมาหรือเปล่า

เกี่ยวกับ เรื่องนี้ ศ.นพ.อภิชาติ จิตต์เจริญ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล บอก ว่า ยาเลื่อนประจำเดือน ถ้ามีฮอร์โมนโปรเจสโตเจนอย่างเดียว เรียกว่า "แบบเดี่ยว" แต่ถ้าเป็น "แบบผสม" จะมีทั้งโปรเจสโตเจน และเอสโตเจน รวมกัน ซึ่ง "แบบผสม" อาจมีผลข้างเคียงมากกว่า โดยทั่วไปที่ใช้กันอยู่จึงเป็นชนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสโตเจนตัวเดียว

วิธี การใช้ จะต้องกินยาล่วงหน้าอย่างน้อย 4-5 วัน หรือ 1 สัปดาห์ เพราะถ้าไปกินในช่วงวันใกล้มีประจำเดือนอาจจะไม่ได้ผล กินยาวันละ 2 เม็ด ตอนเช้าและตอนเย็น ติดต่อกันในขนาดที่กำหนด แต่ไม่ควรเกิน 10-14 วัน เพราะการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้มีเลือดออกกะปริบกะปรอย และรอบเดือนมาผิดปกติได้


เมื่อหยุดยาแล้ว ประจำเดือนจะไม่มาทันที อีกประมาณ 2-3 วันต่อจากนั้น ประจำเดือนจึงจะมาตามปกติ

สำหรับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการกินยาเลื่อนประจำเดือน เช่น บางคนอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ เป็นบางเวลา หรืออาจมีเลือดออกกะปริบกะปรอย ส่วนผลข้างเคียงอย่างอื่นก็ไม่มีอะไรน่ากลัว ถือว่ามีความปลอดภัย



ขอขอบคุณข้อมูลจาก สยามดารา
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

ยาเลื่อนประจำเดือน 2010

อ่านเพิ่มเติม...
 
สมุนไพรไทยสรรพคุณ "เพื่อสุขภาพ"

สมุนไพรไทยสรรพคุณเพื่อสุขภาพที่ดีต่อร่างกายและระบบภายในร่างกาย สมุนไพรไทย นั้น มีประโยชน์อย่างน่าอัศจรรย์ใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ขมิ้น , ขิง , ข่า , ตะใคร้ , ใบกระเพา , ใบโหระพา , น้ำมะพร้าว ฯลฯ หากคุณ ๆ ได้รู้ สรรพคุณสมุนไพรไทย ต่อไปนี้อาจทำให้คุณไม่ต้องไปหาคุณหมอเลยด้วยซ้ำเพียงแค่รับประทานสมุนไพรไทยควบคู่ไปการทำอาหารเพียงเท่านี้คุณก็ไม่ต้องมีโรคมาทำให้้กวนใจ? แล้วเงินในกระเป๋าของคุณก็จะได้ไม่ต้องไปจ่ายเป็นค่ารักษาตัวในโรงพยาบาลอีกต่อไป นั้นเรามาทำความรู้จักกับ สมุนไพรไทยสรรพคุณ "เพื่อสุขภาพ" กันดีกว่าคะ


ขมิ้นชัน สมุนไพรไทย สรรพคุณ : สามารถช่วยลดไขมันในตับ? สมานแผลในกระเพาะอาหารได้เร็วขึ้น ช่วยย่อยอาหารได้ดีขึ้น และยังช่วยทำความสะอาดให้กับลำไส้ แถมยังสามารถเปลี่ยนไขมันให้กลายเป็นกล้ามเนื้อ? ต่อต้านอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุให้เกิดความเหี่ยวย่อน อีกทั้งยังป้องกันการเกิดมะเร็งในตับ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนัง ช่วยกำจัดเชื้อราที่ถูกปนเปื้อนมากับอาหารที่รับประทานเข้าไปแล้วไปสะสมในร่างกาย? สำหรับสตรีเพิ่งคลอดจะช่วยขับน้ำนมได้ดี


กระชาย สมุนไพรไทย สรรพคุณ : สามารถช่วยให้ เส้นเอ็น ไต หูรูดกระเพาะปัสสาวะ ระบบกล้ามเนื้อหัวใจ แข็งแรง กระดูกไม่เปราะได้ง่าย อีกทังยังบำรุง ตับ หัวใจ ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น? อีกทั้งยังช่วยต่อมไร้ท่อต่าง ๆ ให้ทำงานเป็นปกติ เช่น ต่อมใต้สมอง ต่อมหมวกไต และตับอ่อน ทำให้ไม่เป็นโรคคอพอก ช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศหญิงและเพศชาย เพศหญิงช่วยในเรื่อง มะเร็งเต้าหมและมะเร็งปากมดลูด ส่วนเพศชายช่วยในเรื่อง ต่อมลูกหมากโต ได้ และ กระชาย ยังช่วยในเรื่องการบำรุงสมอง ปรับความดันโลหิต และช่วยให้เส้นผมไม่หงอกก่อนวัยอันควร รวมทั้งช่วยให้ เล็บมือ เล็บเท้า แข็งแรง สำหรับสตรีเพิ่งคลอดจะช่วยขับน้ำคาวปลาได้ดี


ลูกสำรอง หรือ พุงทลาย สมุนไพรไทย สรรพคุณ : สามารถช่วยไม่ให้ร้อนในได้เร็วกว่า สมุนไพรไทย ตัวอื่น ๆ อีกทั้งยังช่วย กำจัดไขมันหน้าท้อง ที่ไปเกาะตัวอยู่รอบ ๆ สะดือ โดยจะช่วยขับไขมันหน้าท้องทางการขับถ่ายออกมาได้ นอกจากจะช่วย กำจัดไขมันหน้าท้อง แล้ว ยังช่วยบำรุง ปอด ลำไส้ใหญ่ ไต ให้แข็งแรง อีกทั้งยังรักษากระเพาะอาหาร


 

ฟ้าทะลายโจร สมุนไพรไทย สรรพคุณ : สามารถช่วยในการต้านโรคหวัด ต่อมทอนซินอักเสบ ลดไข้ และการเจ็บคอ แต่ห้ามรับประทานอย่างต่อเนื่องเพราะจะทำให้ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัวแต่แก้ได้โดยให้ดื่มน้ำขิงเข้าไป


 

กระเจี๊ยบเขียว สมุนไพรไทย สรรพคุณ : สามารถช่วยสตรีเพิ่งคลอดให้แผลภายในสมานได้ดีขึ้น อีกทั้งยังมี แคลเซียมสูงช่วยในการบำรุงกระดูกและเสริมสร้างเซลล์ใหม่ทำให้หน้าท้องไม่ลาย ผิวพรรณผ่องใส หากนำกระเจี๊ยบเขียวต้มน้ำแล้วเอาแต่เมือกเหนียว ๆ มาทางบริเวณผิวหนังที่เป็น ผด ผื่น คัน สามารถช่วยได้

 

ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต

สมุนไพรไทยสรรพคุณ

อ่านเพิ่มเติม...
 
ประจำเดือนไม่มา VS ประจำเดือนขาด

โดยทั่วไป "ประจำเดือนไม่มา" ที่เรียกอีกอย่างว่า "ประจำเดือนขาด" นั้นมักเป็นปัญหาที่พบได้ค่อนข้างบ่อยในผู้หญิงทั่ว ๆ ไป ผู้หญิงเรานั้นส่วนใหญ่จะเริ่มมีประจำเดือนในครั้งแรกช่วงอายุประมาณ 11-14 ปี แต่ถ้าเลยช่วงอายุนี้ไปแล้วและยังไม่มีประจำเดือนอีกก็ถือได้ว่าผิดปกติ จึงเรียกได้ว่า ประจำเดือนไม่มา หรือ ประจำเดือนขาด นั้นเอง ผู้หญิงบางคนนั้นโดยปกติจะมีประจำเดือนมาเป็นประจำ ๆ แล้วจู่ ๆ ก็เกิดไม่มาหรือขาดหายไปด้วยสาเหตุต่าง ๆ นา ๆ โดยเป็นอาการที่พบบ่อยในผู้หญิงหลายคน



สาเหตุประจำเดือนขาด


สาเหตุประจำเดือนขาดนั้น เกิดจากความผิดปกติของรังไข่หรือฮอร์โมนในร่างกายของเราหรือจากความผิดปกติทางโครงสร้างของมดลูก ช่องคลอด เช่น เยื่อพรหมจรรย์ไม่เปิด ไม่มีมดลูก หรือ รังไข่ หรือ ช่องคลอด โดยกำเนิด เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่นั้นจะมีสาเหตุมาจากการเจริญเติบโตเข้าสู่วัยสาว หรือช่วงเข้าสู่วัยรุ่นช้าโดยธรรมชาติแต่ถือว่าไม่มีความผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้น ถ้ามีประจำเดือนมาเลยอายุ 16 ปี ไปจากนี้ถือว่าผิดปกติน่าจะมีสาเหตุอื่น



อาการประจำเดือนไม่มา หรือ อาการประจำเดือนขาด


อาการประจำเดือนไม่มา หรือ อาการประจำเดือนขาด สาเหตุที่พบได้บ่อยครั้ง คือ การตั้งครรภ์ การฉีดยาคุมกำเนิด หลังคลอดบุตร การให้นมบุตร ความเครียด เป็นต้น สารเหตุส่วนน้อย คือ เป็นเนื้องอกของต่อมใต้สมอง หรือต่อมหมวกไต หรือ รังไข่ โรคชีแฮน การผ่าตัดมดลูก หรือ รังไข่ทั้งสองข้าง เป็นต้น


อาการที่ต้องสังเกตุเมื่อ ประจำเดือนไม่มา หรือ ประจำเดือนขาด


- สังเกตว่า ประจำเดือนครั้งแรกที่ยังไม่เคยมา ทั้งที่มีอายุเลย 16 ปี ไปแล้ว โดยทั่วไปมักจะมีความผิดปกติอื่น ๆ เช่น ความผิดปกติของรังไข่ ฮอร์โมน หรือ การเจริญเติบโตทางเพศ ทำให้ไม่มีหน้าอกหรือหน้าอกแฟบ ไม่มีขนรักแร้หรือขนที่ส่วนอวัยวะเพศ เป็นต้น บางรายอาจเกิดจากเยื่อพรหมจรรย์ไม่เปิดแต่ผู้ป่วยมีเลือดประจำเดือนทุกเดือนแต่ถูกคั่งอยู่ภายในช่องคลอดด้วยสาเหตุเยื่อพรหมจรรย์ไม่เปิดทำให้ผู้ป่วยอาจรู้สึกปวดท้องอยู่เป็นประจำทุก ๆ เดือน ซึ่งเมื่อตรวจอาจพบเยื่อพรหมจรรย์โป่งพองขึ้นเนื่องจากมีก้อนเลือดที่คั่งอยู่ในช่องคลอดคอยดันเยื่อนี้ให้โป่งออกมา


- สังเกตว่า นอกจากประจำเดือนที่เคยมาอยู่เป็นประจำทุก ๆ เดือน จู่ ๆ ก็ไม่มา ด้วยสาเหตุต่อไปนี้ เช่น การตั้งครรภ์ อาจมีอาการแพ้ท้อง หรือ เกิดจากเนื้องอกในรังไข่ ต่อมหมวกไต หรือ ต่อมใต้สมอง ทำให้เกิดอาการ ปวดศีรษะเรื้อรัง ตามืดมัวลงเรื่อย ๆ มีหนวดและขนขึ้นผิดธรรมชาติ น้ำนมออกผิดธรรมชาติ เป็นต้น บางคนเป็นโรคชีแฮน ก็อาจมีอาการอ่อนเพลียเฉื่อยเหนื่อย เต้านมแฟบ ขนรักแร้ และ ขนที่อวัยวะเพศร่วง บางคนเกิดจากโรคกังวลหรือซึมเศร้าก็มักมีความวิตกกังวล นอนไม่หลับ เบื่อหน่าย ท้อแท้สิ้นหวัง



การรักษา ประจำเดือนไม่มา หรือ ประจำเดือนขาด


- แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัดก่อนที่จะสายเกินไป

- ผู้หญิงที่ประจำเดือนขาดไม่ทราบสาเหตุเกินกว่า 6 เดือน ควรไปพบแพทย์

 

ขอขอบคุณภาพจากอินเตอรเน็ต

ประจำเดือนไม่มา ประจำเดือนขาด

อ่านเพิ่มเติม...
 
น่ารู้! ประจำเดือน

เมื่อพูดถึง "ประจำเดือน" เด็กสาวหลายคนอาจจะยังไม่รู้ประสีประสาโดยเฉพาะเด็กสาวช่วงก่อนมีประจำเดือนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ประจำเดือน มีความสำคัญอย่างไรกับพวกเธอ และพวกเธออาจรู้เพียงแค่ว่า ประจำเดือน คือ เลือดที่ไหลออกมาจากช่องคลอดแต่เพียงเท่านั้นแต่ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้ว ประจำเดือนสำคัญอย่างไร ฉะนั้นวันนี้เรามาทำความรู้จักกับประจำเดือนอย่างคร่าว ๆ จะได้เตรียมรับมือก่อนที่ประจำเดือนจะมา สาววัยรุ่น ๆ ที่กำลังจะมีประจำเดือนครั้งแรกจะได้ไม่ต้องตกใจและสามารถเตรียมรับมือกับวันนั้นของเดือนได้อย่างดี

 

ประจำเดือน (Mense) หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า "เมน" คือ เลือดที่ไหลออกมาจากโพรงมดลูก เมื่อไข่ในรังไข่สุกและไม่ถูกปฏิสนธิทำให้เยื่อบุมดลูกหลุดลอกและกลายเป็นประจำเดือน โดยปกติประจำเดือนที่ปกติจะมาเดือนละ 1 ครั้งต่อเดือน เลือดประจำเดือนที่มาในวันแรก ๆ ของการมีประจำเดือน จะมีสีแดงคล้ำในวันที่มีค่อนข้างมากและเมื่อเลือดเริ่มมีปริมาณน้อยหรือใกล้หมดจะมีเลือดเป็นสีน้ำตาลอาจจะมีกลิ่นอับเล็กน้อย ประจำเดือนโดยปกติจะมาไม่เกิน 7 วัน 3 วันแรกประจำเดือนจะมาค่อนข้างมากหรืออาจนานกว่านี้ก็ได้แล้วจะค่อย ๆ ลดลง ในประจำเดือนจะมีเศษชิ้นเนื้อเล็ก ๆ หรือที่เรียกกันว่า "ลิ้มเลือด" นั่นเอง

 

อาการก่อนประจำเดือนมา


โดยปกติก่อนที่ประจำเดือนจะมานั้น สาว ๆ หลายคนอาจมีอาการต่อไปนี้ ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว ปวดหลังหน้าอกตึง เจ็บหน้าอก รู้สึกน่วง ๆ ช่วงอุ้งเชิงกราน ปัสสาวะบ่อย เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย หงุดหงิด โกรธง่าย อารมณ์แปรปรวน กินเก่ง อยากของเปรี้ยวหมักดอง แต่อาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อประจำเดือนมา


อาการประจำเดือนมา


ช่วงเวลาที่ประจำเดือนมาอาจมีอาการปวดประจำเดือนหรือปวดท้องน้อยจะมีในช่วงวันแรกของประจำเดือนมา แต่บางคนอาจไม่มีอาการอะไรเลย? ซึ่งในคนที่มีอาการปวดประจำเดือนอาจหาซื้อยามารับประทานเพื่อบรรเทาอาการปวดประจำเดือนให้ลดน้องลงได้



การเตรียมตัวก่อนประจำเดือนมา


เตรียมผ้าอนามัยไว้เอาไว้ก่อนประจำเดือนจะมา ควรสังเกตตัวเองว่ามีประจำเดือนเมื่อไหร่ควรจดปฏิทินไว้ด้วยเพื่อสามารถคาดคะเนวันที่จะมีรอบเดือนได้

 

การรักษาความสะอาดเมื่อมีประจำเดือน


การทำความสะอาดร่างกายขณะมีประจำเดือนนั้นสามารถอาบน้ำและสระผมได้ตามปกติ แต่ไม่ควรที่จะอาบน้ำแช่หรืออาบในอ่างน้ำแบบแช่หรือไปว่ายน้ำ เพราะขณะที่มีประจำเดือนนั้นปากมดลูกจะมีการเปิดเล็กน้อยทำให้เชื้อโรคสามารถผ่านเข้าไปทางช่องคลอดและไปยังโพรงมดลูกได้ง่ายเป็นสาเหตุให้เกิดโรคตามมาได้

ควรเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกครั้งเมื่อรู้สึกถึงความชุ่มเกินไปเพื่อป้องกันการซึมเปื้อนและกลิ่นเหม็นอับ และควรชำระอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกด้วยน้ำสะอาดทุกครั้งหลังจากการขับถ่ายและซับให้แห้งทันทีด้วยกระดาษชำระ


ขอขอบคุณภาพจากอินเตอรเน็ต

ประจำเดือน

อ่านเพิ่มเติม...
 
เสริมความแข็งแรงของคอ บรรเทาอาการปวด

อาการปวดบริเวณคอ มักเป็นปัญหาสำหรับหลาย ๆ คน โดยเฉพาะหนุ่มสาวออฟฟิตที่ต้องนั่งอยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือจะนักเรียนนักศึกษาก็สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อต้องนั่งก้มหน้าอ่านหนังสือเป็นเวลานาน ๆ หรือแม้กระทั่งการเอียงคอหนีบโทรศัพท์ก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน

พฤติกรรมดังกล่าวหากทำบ่อย ๆ จะส่งเสียต่อกล้ามเนื้อบริเวณคอและเกิดอาการปวดเมื่อย คุณผู้อ่านจึงควร ลด ละ เลิก พฤติกรรมดังกล่าว และหันมาบริหารคอเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบริเวณคอ ตามคำแนะนำต่อไปนี้

ยืดเหยียดคอ

-ตั้งคอตรงและเอียงคอลงไปทางซ้ายสลับขวา

-หันคอไปทางด้านซ้ายสลับขวา

-ตั้งคอตรงเงยหน้าเอียงคอไปข้างหลังกลับมาตั้งคอตรงและก้มหน้าเอียงศีรษะลงพื้น


เสริมความแข็งแรงของคอ

-ตั้งคอตรงใช้ฝ่ามือข้างใดข้างใดข้างหนึ่งวางที่หน้าผาก ก้มศีรษะไปด้านหน้าโดยให้ฝ่ามือดังกล่าวเป็นตัวต้าน เสริมความแข็งแรงให้คอด้านหน้า

-เสริมความแข็งแรงของคอด้านหลังด้วยการประสานมือทั้งสองข้างไว้ที่ด้านหลังศีรษะเงยหน้ากดศีรษะไปด้านหลังให้มือทั้งสองออกแรงต้าน

-ตั้งคอตรงวางฝ่ามือเหนือใบหูเอนคอไปด้านข้างให้ฝ่ามือช่วยต้าน แล้วสลับทำอีกด้านเพื่อเสริมความแข็งแรงคำด้านข้าง

-และเสริมความแข็งแรงให้กับคอด้านข้างในลักษณะหันด้วยการวางฝ่ามือที่แก้มใกล้ใบหู ออกแรงหันหน้าต้านฝ่ามือทำสลับอีกด้าน

ข้อควรรู้

การบริหารคอในท่าต่าง ๆ ข้างต้น ควรทำค้างแต่ละท่าราว 20 วินาที และไม่บริหารคอด้วยความรุนแรง เพราะอาจเกิดอาการบาดเจ็บได้


ขอขอบคุณข้อมูลจาก เดลินิวส์
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

อ่านเพิ่มเติม...
 
"ลดกลิ่นปาก" ด้วย ผัก ผลไม้

ปัญหากลิ่นปากนั้นสำคัญฉะไหน กลิ่นปาก นั้น นอกจากจะให้หมดความมั่นใจในตัวเองแล้ว ยังบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพภายในที่ต้องแก้โดยด่วน หากคุณยังไม่เจอคำตอบเราควรเริ่มแก้ไขจากอาหารการกินและการขับถ่ายเป็นอันดับแรก ๆ วันนี้เราจึงนำ ผัก ผลไม้ ที่จะช่วยในการ "ลดกลิ่นปาก" ของคุณได้

การกินอโวคาโดเป็นวิธีง่าย ๆ อย่างหนึ่งค่ะที่ช่วยลดปัญหานี้ได้ เพราะเนื้อของอโวคาโดจะช่วยกำจัดอาหารที่เน่าเสียตกค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของกลิ่นปากให้หมดไป

นอกจากนี้ก็อยากให้ลองน้ำยาบ้วนปากสูตรเปรี้ยวซ่าแบบธรรมชาติดังต่อไปนี้ ส่วนผสมก็ไม่ยุ่งยากค่ะ มี

- น้ำคั้นจากขิงสด 1 ช้อนชา
- น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
- น้ำอุ่น 1 แก้ว

ผสมให้เข้ากัน กลั้วปากวันละครั้ง หลังแปรงฟันในตอนเช้า


ส่วนเรื่องการปรับระบบขับถ่ายให้สมดุลนั้น ตัวช่วยที่ดีที่สุดก็คือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สุขภาพดีต้องดูแลจากภายในค่ะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก ชีวจิต
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

อ่านเพิ่มเติม...
 
"สับปะรด" ผลไม้แห่งสุขภาพ

คุณรู้ไหมค่ะว่า ผลไม้อย่าง "สับปะรด" เนี่ยมีวิตามินซีสูงและยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มในร่างกายแข็งแรง อีกทั้งยังช่วยในการย่อยอาหารป้องกันความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง ฯลฯ ที่สำคัญ สับปะรด นั้นเป็นผลไม้ที่หาซื้อหรือหารับประทานได้ไม่ยากมีตลอดทั้งปี เพราะฉะนั้น สับปะรด มีประโยชน์ต่อสุขภาพขนาดนี้คุณจึงไม่ควรมองข้าม และควรทำความรู้จักกับประโยชน์เจ้าสับปะรดกันดีกว่าค่ะ

1. ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง รับประทานสับปะรดวันละหนึ่งชิ้นก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินซีที่สำคัญคือ วิตามินซีช่วยในการทำงานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายติดเชื้อและต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ การรับประทานสับปะรดวันละหนึ่งชิ้นจึงเป็นการเพิ่มแรงต้านโรคให้แก่ร่างกายแต่ในผู้ที่มีเลือดจางไม่ควรกินมากนัก

2. ช่วยในการย่อยอาหาร สับปะรดมีกากใยอาหารมากซึ่งมีความสำคัญกับการย่อยอาหาร และเป็นที่รู้กันอยู่ว่ากากใยอาหารช่วยลดคอเลสเตอรอลควบคุมน้ำตาลในเส้นเลือดและช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง

3. ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี สับปะรดมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ เช่น วิตามินซี เบต้าแคโรทีน และแมงกานีส ที่จะช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระที่จะทำลายโครงสร้างของเซลล์ และอาจทำให้เป็นโรคหัวใจและอัมพฤกษ์ อัมพาต นอกจากนี้สารแอนตี้ออกซิแดนต์ยังมีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย


4. ป้องกันความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง การรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำและลดการสูบบุหรี่ก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งเต้านมเพราะสับปะรดมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ที่ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นตัวการก่อมะเร็ง และจากการศึกษาพบว่า เอนไซม์ Bromelain ในสับปะรดจะช่วยป้องกันการเติบโตของเซลล์ร้ายในปอด ป้องกันมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งรังไข่

5. ช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ การรับประทานผักและผลไม้ให้ได้วันละ 5 กำมือ จะช่วยลดการเสียชีวิตด้วยโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือมะเร็ง ได้ถึง 20%

6. ช่วยให้เหงือกแข็งแรง
สับปะรดช่วยให้สุขภาพในช่องปากแข็งแรง เนื่องจากสับปะรดมีวิตามินซีสูงที่จะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากโรคเหงือกได้

7. ช่วยยับยั้งการอักเสบ
เอนไซม์ Bromelain ในสับปะรดจะช่วยยับยั้งการอักเสบทั้งนี้ ชาวอเมริกาใต้โบราณ ใช้สับปะรดเป็นยารักษาโรคผิวหนังและรักษาบาดแผล

หมายเหตุ :
แม้ว่าสับปะรดจะมีประโยชน์มากแต่ก็ควรกินพอประมาณ เช่น วันละหนึ่งชิ้น และกินผลไม้อื่น ๆ ให้หลากหลายด้วยเพราะการกินอะไรที่มากเกินไปก็ย่อมให้ผลเสียทั้งนั้น


ขอขอบคุณข้อมูลจาก Lisa
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

อ่านเพิ่มเติม...
 
หมดปัญหา "ผีอำ" เมื่ออ่านสิ่งต่อไปนี้

การที่เกิดสภาวะ "ผีอำ" นั้น อันที่จริงไม่ได้เกี่ยวข้องกับผีเลย แต่จริง ๆ เกิดจากการที่สมองของคนเราขาดการเชื่อมต่อกับทางร่างกาย ในขณะที่เรากำลังจะเข้าหรือออกจากสภาวะการหลับฝัน (REM)

สิ่งนี้ที่ไม่ใช่เรื่องประหลาดเลย เพราะจากการศึกษาพบว่า คนร้อยละ 50 จะต้องพบเจอกับเหตุการณ์นี้อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต นอกจากนี้จากกลุ่มตัวอย่างของนักศึกษาจำนวน 254 คน ซึ่งเคยถูกผีอำ ร้อยละ 75 เห็นภาพหลอนในขณะที่พวกเขาถูกผีอำด้วย ซึ่งการได้ยินเสียง การเห็นภาพหลอน การรู้สึกว่าตัวลอย หรือขยับร่างกายไม่ได้ ล้วนแต่เป็นอาการของ "ผีอำ" ทั้งสิ้น


ทางแก้ไขนั้นง่ายนิดเดียว หากว่าคุณนั้นไม่อยากถูก "ผีอำ" ก็ควรจะสร้างสุขนิสัยหรือสุขภาพในการนอนหลับให้เพียงพอและเป็นเวลาเท่านี้เองค่ะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก lisa
ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต

สุขภาพ 2010

อ่านเพิ่มเติม...
 
ความเชื่อโบราณ! สิ่งห้ามทำระหว่างมีประจำเดือน

คุณทราบหรือไม่ว่า ความเชื่อโบราณกับพฤติกรรมที่มีกันมาแต่โบล้ำ...โบราณ กับสิ่งที่ไม่ควรทำในระหว่างมีประจำเดือนนั้น วันนี้เรามีเรื่องห้าทำระหว่างมีประจำเดือนมาฝาก

ห้ามอาบน้ำเย็นในช่วงที่มีประจำเดือน เป็นความเชื่อตั้งแต่อดีตเมื่อเวลามีประจำเดือนฮอร์โมนในร่างกายจะมีการแปรปรวนภูมิคุ้มกันลดลง การอาบน้ำเย็นจะทำให้ร่างกายต้องปรับอุณหภูมิตามอาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ที่มีประจำเดือนสามารถอาบน้ำเย็นในระดับอุณหภูมิปกติได้

ห้ามรับประทานน้ำแข็งหรือของเย็น
บางคนประจำเดือนมาต้องหลีกเลี่ยงการกินน้ำแข็งหรือของเย็นทุกที เป็นเพราะความเชื่อที่มีมาแต่เดิม แต่ในความเป็นจริงสามารถที่จะรับประทานน้ำแข็งหรือของเย็นได้ตามปกติ แต่ควรรับประทานในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไป

 

ห้ามออก กำลังกายเวลาขณะมีประจำเดือนเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะความจริงแล้วการออกกำลังกายเป็นประจำร่างกายจะหลั่งสารเอนดอร์ฟินออกมา สารนี้จะทำให้เกิดความสุขช่วยผ่อนคลายความเครียดและช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด ดังนั้นการออกกำลังกายจึงเป็นวิธีป้องกันอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นในระหว่างการมีประจำเดือนได้

ห้ามมีเพศสัมพันธ์ขณะที่มีประจำเดือน ความเชื่อในเรื่องนี้คงจะไม่ใช่ข้อห้ามแต่ก็ควรจะระมัดระวังในเรื่องความสะอาดให้มากกว่าปกติ เพราะอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย ดังนั้นควรที่จะรักษาความสะอาดเป็นพิเศษทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

ห้ามลงเล่นน้ำ เป็นความเชื่อในเรื่องของความสะอาดเพราะในน้ำอาจจะมีสิ่งสกปรกปนเปื้อนอยู่ อาจทำให้เชื้อโรคเข้าไปในช่องคลอดทำให้เกิดการอักเสบได้ ดังนั้นถ้าอยากจะลงเล่นน้ำในสระว่ายน้ำก็คงจะต้องเลือกสระว่ายน้ำที่สะอาดเลือกช่วงเวลาที่ไม่มีคนใช้บริการมากนัก และก็ควรที่จะใช้ผ้าอนามัยแบบสอดก่อนที่จะลงว่ายน้ำ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก เดลินิวส์

ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

(ความเชื่อโบราณ)(มีประจำเดือน)2010

อ่านเพิ่มเติม...
 
ประโยชน์ของการหัวเราะ

"หัวเราะวันละนิดจิตแจ่มใส" ใครหลายคนคงจะเคยได้ยินประโยคเหล่านี้ใช่ไหมค่ะ เพราะว่าการหัวเราะนั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพของคนเรามากเลยทีเดียว บ้างครั้งอาจจะดีกว่าการทานยาหากว่าเกิดเจ็บป่วย วันนี้เราเลยขอนำประโยชน์ของการหัวเราะมากฝากค่ะ

- ความดันโลหิตลดลง

- ฮอร์โมนเกี่ยวกับความเครียดลดลง ขณะเดียวกันการทำงานของฮอร์โมนต่าง ๆ ก็เป็นปกติ

- กระตุ้นระบบภูมิชีวิต (Immune system) ทำให้ T-celll ซึ่งเป็นทหารประจำตัว คอยกำจัดเชื้อโรคเพิ่มจำนวนขึ้น รวมถึงแอนตี้บอดี้อื่น ๆ ในร่างกายด้วย

- คลายความเจ็บปวด อารมณ์ขันทำให้ผู้ป่วยลืมความเจ็บปวดและยังกระตุ้นการสร้างเอ็นดอร์ฟินในร่างกาย ซึ่งเป็นฮอร์โมนระงับปวดโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

- กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย ขณะที่หัวเราะกล้ามเนื้ออื่น ๆ ที่ไม่ได้สัมพันธ์กับการหัวเราะจะผ่อนคลาย และเมื่อหยุดหัวเราะกล้ามเนื้อที่สัมพันธ์กับการหัวเราะก็จะผ่อนคลายเป็นการทำงานสองขั้นตอน

- หายใจดีขึ้น การหัวเราะบ่อย ๆ ทำให้ปอดโล่งหายใจได้ลึกขึ้นดีมาก ๆ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการหายใจ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เดลินิวส์

ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

(ประโยชน์ของ)(การหัวเราะ)2010

อ่านเพิ่มเติม...
 
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 ถัดไป > สุดท้าย >>

หน้า 1 จาก 2