ผมสวยๆ มีเสน่ห์ใครบ้างไม่อยากมี

ผมสวยๆ มีเสน่ห์ใครบ้างไม่อยากมี

การมีแบบผมสวย เงางาม มีน้ำหนัก นั้นหลาย ๆ คนคงจะปรารถนา เพราะนอกจากจะทำให้ดูเป็นคนใส่ใจกับเส้นผมแล้วยัง ชวนให้น่ามองและน่าสัมผัสอีกด้วย บางคนเกิดมามี ผมสวยๆ มีน้ำหนักมาตั้งแต่เกิดไม่จำเป็นต้องทำอะไรมากผมก็สวยอยู่แล้ว แต่ในหลาย ๆ คน ยังเจอกับปัญหาของเส้นผมตัวเองซึ่งไม่ว่าจะทั้งหมัก ทั้งอบไอน้ำ เสียเงินไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ผมก็ยังไม่สวยงามขึ้นซักทีไม่ได้ดั่งใจที่อยากให้เป็นเลย ต่อไปนี้คุณจะหายห่วงได้เพราะมีคำแนะนำดี ๆ มาฝากค่

 

สุดยอดเทคนิคดูแลผม

1. การดูแลผมให้มีสุขภาพดี ควรทำความสะอาดเส้นผมอย่างสม่ำเสมอโดยใช้แชมพูอ่อน ๆ สระผมบ่อย ๆ เพราะแชมพูอ่อน ๆ จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องการระคายเคืองของหนังศีรษะจากสารเคมีบางอย่างที่ผสมใส่เพื่อหวังผลในแง่ของการโฆษณา

2. สำหรับคนผมมันสกปรกง่าย คนที่เล่นกีฬาเหงื่อออกมากหรืออยู่ในสภาวะแวดล้อมที่สกปรกมีฝุ่นละอองเกาะ มาก สามารถสระผมได้ทุกวันหรืออาจจะสระได้ถึงวันละสองครั้ง การที่เราสระผมบ่อย ๆ นั้นไม่ได้เป็นอันตรายหรือทำให้ผมแห้งกรอบขึ้น

3. สำหรับคนที่เป็นรังแค การสระควรทิ้งแชมพูไว้บนศีรษะประมาณ 3 - 5 นาที จึงล้างออก ถ้าใช้น้ำอุ่นจะได้ผลดีขึ้น ความถี่ห่างของการใช้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของรังแค ถ้าเป็นน้อยอาจใช้แค่แชมพูธรรมดาสระให้บ่อยขึ้นร่วมกับการระวังป้องกันการรบกวนหนังศีรษะก็ได้ผลดีแล้ว ถ้าเป็นมากจึงใช้แชมพูขจัดรังแคอาจสระผมวันเว้นวันหรือทุกวัน เมื่ออาการดีขึ้นจึงลดอัตราการใช้ลงในช่วงแรกอาจต้องใช้เวลาระยะหนึ่งก่อนจะได้ผล

4. อย่าใช้สบู่สระผม เพราะสบู่ก่อให้เกิด "ไคลสบู่" ซึ่งชอบจับหรือตกตะกอนเกาะเส้นผมทำให้ผมขุ่นมัวไม่เป็นประกายสดใสดูแล้วยิ่งสกปรกกว่าเดิม

5. เวลาสระอย่าเกา แค่นวดหนังศีรษะด้วยปลายนิ้วได้แต่อย่าใช้ปลายเล็บ

6. ใช้แปรงหรือหวีซี่ห่าง ๆ หวีผมเสมอ เพื่อจะได้ไม่เสียดสีขัดถูเซลล์ของเส้นผมชั้นนอกซึ่งเป็นเกราะให้เสียไป และทำความสะอาดเครื่องมืออุปกรณ์พวกนี้บ่อย ๆ จะได้ไม่เป็นแหล่งทำให้มีการติดเชื้อของหนังศีรษะ

7. ผมที่ดีมีสุขภาพขึ้นอยู่กับรูขุมขนซึ่งเป็นส่วนของผิวหนัง และเป็นส่วนของผิวหนังและเป็นส่วนของร่างกาย ถ้าสุขภาพแข็งแรงกินดีอยู่ดีไม่มีโรคภัยก็จะทำให้สุขภาพของผมดีตามไปด้วย

 

ข้อควรระวังในการสระผม

1. ไม่ควรปล่อยแชมพูทิ้งไว้บนศีรษะนานเกินไปก่อนจะล้างออก

2. ไม่ควรเกาศีรษะแรง ๆ เพราะเป็นการรบกวนหนังศีรษะ

3. เลือกใช้แชมพูให้เหมาะสมกับตัวเอง เพราะบางคนอาจแพ้สารที่เป็นส่วนผสมของแชมพู ได้แก่ น้ำหอม สารที่ช่วยความคงตัวของแชมพู ได้แก่ น้ำหอม สารที่ช่วยความคงตัวของแชมพู เช่น Formaldehyde, Albumin

4. การไปสระผมที่ร้านเสริมสวยควรเตรียมแชมพูไปเอง

5. อย่าให้ช่างเสริมสวยเกาศีรษะแรง ๆ หรือสระอยู่ 3 - 4 รอบ รอบละนาน ๆ เพราะจะเป็นผลเสียต่อเส้นผมและหนังศีรษะได้


ขอขอบคุณขอมูลจาก
สยามดารา

(ผมสวยๆ)(แบบผมสวย)(เส้นผม)2010

 
วิธีเลือก "ทรงผม" ให้เข้ากับ "รูปหน้า"

วิธีเลือก "ทรงผม" ให้เข้ากับ "รูปหน้า"

สาว ๆ หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าตัวเองหรือ "รูปหน้า" ของคุณนั้นจะเหมาะกับ "ทรงผม" แบบไหน หรือว่าควรที่จะทรงผมแบบไหนดี เพื่อให้ดูดีหรือเหมาะสมกับ รูปหน้า วันนี้เรามีวิธีเลือก "ทรงผม" ให้เข้ากับ "รูปหน้า" มาฝากค่ะ แล้วคุณจะได้สวยและดูดีกันทุกคนเลยค่ะ


รูปหน้าเหลี่ยม


ผมตัดซอยไม่สั้นมาก ความยาวระดับไหล่ เป็นทรงที่เหมาะกับคุณมากที่สุด ซึ่งจะช่วยอำพรางรูปหน้าให้เรียวขึ้น แต่ถ้าอยากตัดผมหน้าม้า, ซอยสั้นมากๆ หรือดัดเป็นลอนคลื่น ขอบอกว่าหยุดความคิดนั้นเสีย เพราะทรงผมดังกล่าวจะไปเน้นบริเวณกรามให้เห็นเด่นชัด

รูปหน้ายาว


ผมสั้นที่เหมาะกับรูปหน้าคือผมซอยด้านหน้า เป็นเลเยอร์หรือไล่ระดับถึงบริเวณคาง ผมบ๊อบซอยไล่ระดับ ก็เป็นอีกทรงที่เหมาะกับสาวหน้ายาวทั้งหลาย เพราะจะช่วยทำให้ใบหน้าของคุณดูอิ่มขึ้น


รูปหน้าหัวใจ

จะมีส่วนบริเวณหน้าผากและแก้มกว้าง ส่วนขากรรไกร ปลายคางค่อนข้างแหลมและแคบ ดังนั้นเพื่ออำพรางบริเวณดังกล่าว ผมม้าตัดตรงตามแนวหน้าผาก ส่วนบริเวณด้านหลังจะตัดบ๊อบแนวตรง, สไลด์สั้นความยาวบริเวณบ่า รับรองเป็นทรงที่ตัดออกมา รับกับใบหน้าคุณมากที่สุด

รูปหน้าไข่


เป็นใบหน้าที่สมบูรณ์แบบที่สุด ถ้าคุณเป็นคนที่มีใบหน้าลักษณะนี้ ถือว่าโชคดีมากจะตัดผมทรงไหนก็ได้ทั้งนั้น สกินเฮด, บ๊อบ, สไลด์ ได้หมดทุกทรง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก forward mail
ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต

อ่านเพิ่มเติม...
 
ทรงผม กับ น่าร้อน

น่าร้อน โลกร้อน ขนาดนี้ ทรงผมอาจเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่อาจจะทำให้คุณคล้ายร้อนได้บ้าง กับ แฟชั่นทรงผม อินเทรนด์ ในช่วยซัมเมอร์อย่างนี้

ช่างผมคนดังแนะว่า เทรนด์ครั้งนี้จะแตกต่างจากเทรนด์ก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง เพราะไม่ได้ออกมาในรูปแบบของ How To แต่จะเป็นสไตล์ครีเอทีฟมิกซ์แอนด์แมตช์หยิบโน่นผสมนี่มาใช้อย่างลงตัว สำหรับสีผมยังคงคอนเซปต์ Back to Basic ความงามที่กลับสู่ธรรมชาติ ได้แก่ สีน้ำตาลอ่อนประกายแดง สีบลอนด์กลางแดงออกทองแดง สีบลอนด์กลางทองแดง บลอนด์ออกประกายทอง น้ำตาลอ่อน สีทั้งหมดจะเน้นความเป็นธรรมชาติเป็นสีที่เหมาะกับคนเอเชียอย่างมากทำให้ผิวหน้าดูผ่องเป็นประกายโดยเริ่มจากทรงแรก

สคัลเจอร์ ฟอร์ม : ย้อนกลับไปยุค 70 ผมบ๊อบสั้นหรือผมหน้าม้าก็ยังคงอยู่ ลายกราฟฟิกเน้นโครงสร้าง โมเดิร์นดีไซน์ ทรงผมจะเป็นเรขาคณิต ผมสั้นดูสมาร์ตโก้ เสื้อผ้าสีเทาหรือสีปูนของสิ่งก่อสร้างเน้นการตัดที่มีเทคนิคให้ความสำคัญของรูปทรงของเสื้อผ้า

เอสเซนทริก วินเทจ :
หากกล่าวถึงสไตล์วินเทจจะมีความโก้หรูมากขึ้น แต่เอสเซนทริกวินเทจจะมีการผสมผสานของพังค์เข้ามา เน้นการมิกซ์แอนด์แมตช์ทรงผมจะเป็นการเกล้าเน้นฝีมือของช่างผม เสื้อผ้า เครื่องประดับจะเป็นงานแฮนด์เมด ผ้าฉลุ ลูกไม้ให้ความละเอียดอ่อน เพิ่มความโก้ การแต่งหน้าจะเป็นแบบยุค 80 คิ้วโก่ง ขนตางอนเด้ง

คันทรี ไลฟ์ : เหมาะกับสาวไทยส่วนใหญ่ที่ยังคงรักผมยาวตามธรรมชาติเป็นที่สุดไม่หวือหวาจนเกินไป แต่จะเผยเสน่ห์ของหญิงสาวตามธรรมชาติมากกว่า โดยสีสันของเส้นผมจะออกโทนธรรมชาติเน้นสีน้ำตาลที่ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด การแต่งหน้าอยู่ในโทนสวยใสประมาณสีพีชที่โชว์พวงแก้มใส เปล่งปลั่ง ปากมันวาว เสื้อผ้าจะออกแนวคันทรีสไตล์ชนบทอังกฤษ เครื่องประดับมาจากแฮนด์เมด สำหรับผู้หญิงจะใช้ลูกเล่นจากผ้าลายดอกไม้และผ้าไหมพรมส่วนผู้ชายจะเป็นผ้าลายสกอต ลายหมากรุก ให้ความรู้สึกเป็นสุภาพบุรุษ

โกธิก โรแมนซ์ :
เทรนด์นี้ทรงผมจะเป็นผมยาวมีความพลิ้วไหว เพิ่มลูกเล่นด้วยการเติมช่อผมสีม่วงเพื่อให้ดูมีมิติ การแต่งหน้าจะเน้นที่ตาแบบสโมกกี้อายจะเน้นเสื้อผ้าชุดสีดำแต่ให้ความรู้สึกโก้ เครื่องประดับสร้อยคอยาว ๆ สีดำให้ดูโก้แบบน่าค้นหา

จะเห็นได้ว่าทุกทรงมีแรงบันดาลใจมาจากภาวะโลกร้อน สีจะเน้นความเป็นธรรมชาติกลับสู่ธรรมชาติ สีดำ-เทา สีน้ำตาลไม่ฟอก แต่งหน้าสีนู้ด ปากไม่มีสีหรือเป็นสีธรรมชาติ รองเท้า กระเป๋า เข็มขัด ผ้าพันคอ ถ้ารู้จักหยิบรู้จักใช้ก็สามารถนำมาเป็นเครื่องประดับได้หมดเน้นความเรียบง่าย เบาสบาย แต่แฝงความโก้ไว้ในตัว

ขอขอบคุณข้อมูลจาก โพสต์ทูเดย์
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

อ่านเพิ่มเติม...
 
เคล็ดลับ! เลือกทรงผมให้เข้ากับหุ่น

วันนี้จะพาคุณสาว ๆ ทั้งหลายมาฟังเคล็ดลับดี ๆ ในการเลือกทรงผมให้เข้ากับหุ่นของตัวเอง สาว ๆ บางคนอาจจะยังสงสัยในตัวเองอยู่ว่า เรารูปร่างแบบนี้ทรงผมแบบไหนกันนะที่จะทำให้เราดูได้บ้าง วันนี้คุณคงจะหมดปัญหาแล้วล่ะค่ะ เพราะเรามีเคล็ดลับมาฝาก

รูปร่างผอมสูง

ถ้าคุณไว้ทรงผมซอยสั้นกุดคุณจะดูเหมือนหัวเข็มหมุดเก็บทรงผมทรงนี้ไว้ให้สาวขี้เล่นเขาไว้กันเถอะ ทรงผมที่เหมาะกับคุณ คือ ทรงผมยาวแค่คางหรือยาวกว่านั้น เพราะจะทำให้คุณดูเป็นผู้หญิงมากขึ้น ส่วนลุคที่ดูแล้วเซ็กซี่สำหรับคุณคือผมยาวเคลียไหล่ดัดอ่อน ๆ ให้ดูเป็นลอนสวย

คนรูปร่างเล็ก

ทรงผมที่ยาวเกินไปไม่เหมาะกับคนตัวเล็กเพราะจะดูเหมือนเด็กที่ผมยาว นึกภาพออกมั้ยแบบเด็กแปดขวบ แต่ผมยาวมากกว่าจะดูเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว และจะไม่มีใครเข้าใจผิดว่าคุณเป็นเด็กวัย 12 แน่ ถ้าคุณเลือกไว้ทรงผมที่ดูเรียบหรูอย่าง ทรงผมบ็อบ แค่ระวังว่าอย่าให้สั้นเกินไปจะได้ไม่ได้ดูเป็นทอมบอย


หน้าอกใหญ่

ทรงผมที่เหมาะกับคุณถ้าจะให้ดูดีรับกันไปหมดทั้ง หน้าตา และ หน้าอก ต้องทรงผมยาวและเป็นคลื่น จะช่วยดึงสายตามาที่ทรงผมคุณหน้าอกก็จะไม่กลายเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาลอีกต่อไป

ถ้าคุณรวบผมตึงและคุณไม่อยากให้หน้าอกหน้าใจเป็นจุดเด่นเน้นแทนใบหน้า ห้ามรวบผมตึงเด็ดขาด เพราะเมื่อผมถูกดึงขึ้นไปด้านบนหน้าอกคุณก็จะกลายเป็นจุดเด่นขึ้นมาทันที

รูปร่างตรง ๆ แบบผู้ชาย


เนื่องจากคุณไม่มีส่วนโค้งส่วนเว้าอยู่แล้ว การไว้ทรงผมซอยสั้นกุดจะทำให้คุณดูแมนเกินเหตุไว้ทรงผมยาวเลยคางจะดีกว่าจะเป็นทรงผมยาวตรง ๆ หรือดัดปลายก็ยังได้


ขอขอบคุณข้อมูลจาก สยามดารา
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

อ่านเพิ่มเติม...
 
เส้นผมสวยด้วยเคล็บลับ "กาแฟ"

กาแฟนั้นถึงแม้จะมีคาเฟอีนที่ช่วยในการแก้ง่วงนอนได้แล้ว คุณรู้ไหมค่ะว่า กาแฟ นั้นยังสามารถช่วยทำให้เส้นผมของคุณสวยได้อีก แต่คงอาจต้องมีตัวช่วยเพิ่มนิดหน่อยซึ่งได้แก่ ไข่แดง เอามาต๊อกใส่ในกาแฟอุ่น ๆ เลือกเอาแต่เพียงไข่แดงเท่านั้น (ส่วนไข่ขาวก็ไม่ต้องเอาไปทิ้งเอาไปแช่เย็นไว้พอกหน้าได้) จากนั้นให้เหยาะน้ำมันมะกอกลงไปสักเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความลื่น และถ้าจะให้เวิร์คก็เติมน้ำผึ้งลงไปหน่อยเพื่อช่วยให้เส้นผมดกดำเป็นเงางาม

เตรียมส่วนผสมนี้ไว้ทั้งหมดเสร็จแล้วไปสระผมให้สะอาด จากนั้นนำส่วนผสมที่ว่านี้มาชะโลมผมหมักไว้สัก 10 นาที หลังจากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาดจะช่วยให้ผมสลวยเป็นเงางาม สุขภาพดี เหมาะกับคนที่ชอบวุ่นวายกับการกัดสีผมจนสุขภาพผมเสีย

ดูแลผมด้วยสูตรนี้เดือนละครั้งรับรองนางแบบโฆษณาเส้นผมทั้งหลายยังต้องชิดซ้ายไปเลย



ขอขอบคุณข้อมูลจาก สยามดารา
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

อ่านเพิ่มเติม...
 
เส้นผมสวยแข็งแรง กับ เคล็ดลับนี้!

สาว ๆ ที่ชอบไว้ผมยาวและสนใจในการดูแลเส้นผมให้แข็งแรงและสวยอยู่เสมอ ไม่ควรพลาดเคล็ดลับการดูแลเส้นผมสวยให้แข็งแรง เพราะเส้นผมที่สวยมีสุขภาพย่อมเพิ่มความมีเสน่ห์ให้กับคุณสาว ๆ อย่างที่คุณอาจไม่รู้เนื้อรู้ตัวกันเลยทีเดียว ว่าแล้วเราก็มาเริ่มกันเถอะค่ะ

- เริ่มจากการเลือกแชมพูสระผม บางท่านคิดว่าแชมพูสระผมที่มีวิตามินสูงจะดีต่อสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะ แต่คุณผู้อ่านทราบไหมคะจริง ๆ แล้วเจ้าวิตามินที่ว่ามักจะมีโมเลกุลที่ใหญ่เกินกว่าจะซึมเข้าสู่หนังศีรษะ เพื่อไปบำรุงเส้นผมของเราได้ หรืออย่างแชมพูสระผมที่มีส่วนผสมของซิลิโคนนั้นเมื่อใช้ไปนานวันเข้าก็จะเกิดการสะสมจนทำให้เกิดปัญหาผมอ่อนแอหลุดร่วงไปได้เช่นกัน

- ควรนวดศีรษะไปพร้อม ๆ กัน
ในขณะที่เรากำลังสระผมเพื่อเป็นการกระตุ้นเส้นเลือดที่อยู่บริเวณหนังศีรษะรวมถึงสารอาหารและออกซิเจนให้ไปเลี้ยงรากผมได้อย่างทั่วถึง

- หลังจากสระผมเสร็จแล้ว ไม่ควรเช็ดผมด้วยการขยี้แรง ๆ เพราะจะทำให้เส้นผมยิ่งพันกันหวียากและยังเป็นการทำร้ายเกล็ดผมด้วย ขอแนะนำว่าทางที่ดีควรใช้มือบีบน้ำออกก่อนหลังจากนั้นใช้ผ้าขนหนูห่อผมเอาไว้จนผมหมาดแล้วค่อยปล่อยผมลงใช้หวีห่าง ๆ ค่อย ๆ สางผมอย่างเบามือที่สุด

- เมื่อผมแห้งแล้ว ลองใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้รูดผ่านเส้นผมเบา ๆ จากรากจรดปลาย ถ้ารู้สึกว่าสากไม่ลื่นแสดงว่าแชมพูสระผมนั้นแรงกับเส้นผมเกินไป

- การเป่าไดร์ผม
ไม่ควรกระทำทันทีที่ผมยังเปียกโชกควรรอให้ผมแห้งพอหมาด แล้วค่อยใช้ไดร์เป่าผมส่ายไปมาให้ทั่วศีรษะอย่าเป่าไดร์ส่วนใดนานจนเกินไป

การให้ความสำคัญกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ (ที่บางครั้งเราอาจหลงลืมไป) อาจช่วยเราได้ในระยะยาวหมั่นทำจนกระทั่งเป็นเรื่องปกติในการสระผมครั้งต่อ ๆ ไป เพียงเท่านี้คุณก็จะมีสุขภาพผมที่ดีเยี่ยมได้


ขอขอบคุณข้อมูลจาก สยามดารา
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

อ่านเพิ่มเติม...
 
เส้นผมยาวสวยด้วยสมุนไพรไทย

อย่ามองข้ามสมุนไพรไทยเด็ดขาดค่ะ เพราะนอกจากจะหาง่ายมีอยู่ทั่วไปให้เห็นแล้วรู้ไหมค่ะว่า สมุนไพรไทย บ้างชนิดสามารถช่วยให้เส้นผมที่ยาวช้าของคุณสามารถยาวเร็วและสวยได้ค่ะ โดยที่คุณอาจไม่ต้องเพิ่งผลิตภัณฑ์ราคาแพงที่วางขายอยู่ตามท้องตลาด หรือ ห้างสรรพสินค้า เลยค่ะ แถมสมุนไพรไทยยังมีราคาถูกอีกด้วย

ใช้ดอกไม้มีกลิ่นหอมตามชอบใจไม่ว่าจะเป็นดอกไม้สดอย่าง ดอกมะลิ (เลือกที่กำลังจะบาน) กุหลาบ (เลือกที่บานเต็มที่) ดอกแก้ว ดอกพุด เป็นต้น นำมาแช่ทิ้งไว้ในน้ำมันมะกอกนาน 3 - 6 ชั่วโมง ถ้าจะให้หอมมากอาจแช่ทิ้งไว้นานถึง 1 คืนก็ได้ นอกจากนี้อาจจะใช้ผิวมะกรูดหรือผิวมะนาวบีบลงไปผสมด้วยเล็กน้อย จากนั้นให้นำส่วนผสมดังกล่าวมาหมักผมทิ้งไว้นานประมาณ 15 - 20 นาที แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาดอาจใช้สูตรที่ทำจากดอกไม้แห้งก็ได้ โดยจะต้องนำดอกไม้แห้งไปเคี่ยวกับน้ำมันมะกอกจนได้ส่วนผสมเช่นเดียวกัน

น้ำมันมะกอก - ประกอบไปด้วยสารที่ช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ ให้ผมนุ่มลื่นเงางาม วิตามินเอและอีจะช่วยป้องกันการทำลายเส้นผมจากแสงแดดและอนุมูลอิสระ

ผมนุ่มสลวยมีน้ำหนัก

ใช้กล้วยหอมที่สุกค่อนข้างจะงอมนำเอามายีหรือปั่นผสมกับน้ำมันมะกอก นำมาใช้หมักผมที่แห้งหมาด ๆ แล้วทิ้งไว้เป็นเวลานาน 15 - 20 นาที เมื่อล้างออกแล้วให้ใช้มะกรูดเผาคั้นเอาน้ำมาชโลมผม นอกจากจะช่วยให้ผมมีน้ำหนักและสปริงตัวได้อย่างเป็นธรรมชาติแล้วยังช่วยให้ผมมีกลิ่นหอมและไม่แห้งแตกปลายอีกด้วย

กล้วยหอม - มีองค์ประกอบของสารเพคตินที่จะช่วยเคลือบเส้นผมให้ผมนุ่มมันเงานุ่มลื่น โดยแร่ธาตุต่าง ๆ อาทิ ฟอสฟอรัส แคลเซียม ฯลฯ จะช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะป้องกันเส้นผมถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ

บำรุงผมไม่ให้ร่วง

ป้องการผมหลุดร่วงโดยบำรุงผมให้แข็งแรงถึงรากผมด้วยการใช้ขิงแก่นำมาบดแล้วห่อด้วยผ้าขาวบาง จากนั้นนำเอาไปอบไมโครเวฟก็ได้ นำห่อขิงที่อบร้อนนั้นมาคลึงที่หนังศีรษะให้ทั่วเป็นเวลานานประมาณ 15 - 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด การประคบดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นรากผมให้ผมที่งอกขึ้นมามีรากผมที่แข็งแรง และไม่หลุดร่วง


ลดความมันของผม

ด้วยการใช้มะนาวหรือมะกรูดผสมกับน้ำเปล่านำส่วนผสมดังกล่าวมาชโลมผมแล้วไม่ต้องล้างออก อาจใช้สูตรน้ำส้มสายชูแทนได้แต่ต้องล้างออก

มะกรูด - มีองค์ประกอบของสารไนอาซีน เหล็ก ฟอสฟอรัส แคลเซียม โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และกรดอินทรีย์อื่น ๆ ที่ช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะทำให้เส้นผมนุ่ม มีน้ำหนัก เงางาม ดกดำ และไม่มีรังแค ช่วยปรับค่า pH ของเส้นผมที่มีค่าความเป็นด่างสูง ซึ่งเกิดขึ้นจากการใช้แชมพูอีกทั้งยังช่วยบำรุงผมไม่ให้หงอกก่อนวัย

ปกป้องผมจากรังแค

หากอยากมีเรือนผมสุขภาพดีที่ปราศจากรังแคและอาการคันศีรษะหลังจากสระผมปกติแล้ว ให้ใช้น้ำซาวข้าวเหนียวหรือข้าวกล้องปริมาณ 1 ถ้วย นำมะกรูดเผากับมะนาวประมาณ 3 - 4 ผล มาแช่ในน้ำซาวข้าวดังกล่าว แล้วบีบเอาน้ำออกนำมาหมักผมทิ้งไว้ประมาณ 15 - 20 นาทีแล้วไม่ต้องล้างออก

ฟื้นฟูผมเสียสู่สภาพปกติ

บำรุงผมเสียให้กลับคืนสู่ผมที่มีสุขภาพดีได้ด้วยการนำว่านหางจระเข้มาปอกเปลือกนำไปปั่นให้ละเอียด แล้วนำมาหมักผมไว้เป็นเวลานาน 15 - 20 นาที หรืออาจจะใช้ตะไคร้ให้นำมาปั่นแล้วเอาน้ำมาหมักผมที่แตกปลายให้กลับสู่สภาพปกติได้ดี

ทำสีผมสวย

เช่นเดียวกับการเปลี่ยนสีผมด้วยการใช้เฮนน่าผสมกับไข่แดง น้ำมันมะกอก กาแฟหรือชาโบราณก็ได้ แต่ไม่ควรใช้ชาจีนผสมทั้งหมดให้เข้ากันแล้วทิ้งเอาไว้นาน 12 ชั่วโมง ส่วนผสมจะมีลักษณะคล้ายโคลน ให้นำส่วนผสมดังกล่าวมาหมักผมไว้นานประมาณ 1 ชั่วโมง จะช่วยปรับสีผมให้ได้ออกมาเป็นสีโค้ก โดยถ้ายิ่งหมักทิ้งไว้นานกว่านั้นหรือหมักบ่อยเข้าผมก็จะมีสีออกแดงยิ่งขึ้น ทั้งนี้ถ้าบีบมะนาวลงไปในส่วนผสมดังกล่าวด้วยก็จะทำให้สีที่ทำเกาะติดผมดียิ่งขึ้น แต่คนผมแห้งไม่ควรใช้มะนาวเนื่องจากกรดจะไปกัดผม

ไข่ - มีองค์ประกอบของเลซิติน โปรตีน ธาตุเหล็ก วิตามินเอ ดี และอี คอเลสเตอรอล และแอนติออกซิแดนต์ ที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะทำให้หนังศีรษะและเส้นผมแข็งแรงมีสุขภาพดี


ขอขอบคุณข้อมูลจาก สยามดารา
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

สมุนไพรไทย 2010

อ่านเพิ่มเติม...
 
ไดร์ผมเองไม่ยากอย่างที่คิด

หากคุณสาว ๆ ที่ชอบไดร์ผมเป็นชีวิตจิตใจและอยากจะเซฟเงินในกระเป๋าในช่วงเศรษฐกิจที่ไม่ปกติเช่นนี้ด้วย นั้นเราลองหันมาฝึกการไดร์ผมด้วยตัวเองกันเถอะค่ะ แต่ก่อนที่เส้นผมจะตรงสวยได้นั้นเส้นผมต้องได้รับการบำรุงและดูแลที่ดีก่อนค่ะ ว่าแล้วมาดูวิธีไดร์ด้วยตัวเองกันดีกว่าค่ะ

1. หลังสระผม เช็ดผมให้แห้ง แล้วใช้มูส หรือ Thickening Cream ลูบให้ทั่วเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้กับเส้นผม

2. สางผม โดยใช้หวีซี่ห่าง ๆ หวีผมให้ทั่วเพื่อมูสจะได้ช่วยเพิ่มความพองตัวและกระจายทั่วถึงตั้งแต่รากจรดปลายผม

3. แบ่งผม แบ่งผมออกเป็น 5 ส่วนเท่า ๆ กัน รวบผมขึ้นมาติดกิ๊บไว้แล้วไดร์ทีละส่วน


4. แปรงแล้วเป่า แกะช่อผมออกมาแล้วสอดแปรงกลมขนาดใหญ่ลงใต้ผมส่วนนั้นค่อย ๆ ลากแปรงลงมาตรง ๆ จากโคนถึงปลายอย่างใจเย็น โดยใช้ความร้อนและลมปานกลาง ถ้าลมแรงหรือร้อนเกินไปจะทำให้ผมแห้งฟูไม่เรียบตรงอย่างที่ต้องการ จากนั้นจึงวางแปรงที่ด้านบนแล้วแปรงลงมาในขณะที่เป่าให้แห้งจะช่วยเพิ่มความนุ่มสลวยให้กับเส้นผมทำแบบเดียวกันกับเส้นผมช่ออื่น ๆ จนครบ

5. แต่งทรงให้เรียบสลวย ถ้าคุณเป็นคนผมหนาให้บีบเจลหรือครีมแต่งผมใส่ที่ฝ่ามือแล้วลูบเบา ๆ ที่เส้นผม จะช่วยกำราบผมตั้งชี้ได้ ส่วนคนผมเส้นเล็กเซรั่มแบบไม่มีน้ำมันสามารถใช้ได้ดี? แต่แวกซ์หรือครีมใส่ผมที่มีความมันมาก ๆ จะทำให้เส้นผมลีบเยิ้มและหมดสวยได้

ด้วยขั้นตอนและเคล็ดลับง่าย ๆ นี้ ก็ช่วยให้คุณมีผมสวยพลิ้วได้ทันใจ ด้วยตัวคุณเองค่ะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก สยามดารา
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

อ่านเพิ่มเติม...
 
นวด 8 วิธีผมสวย

เคล็ดลับการดูแลเส้นผมนั้นไม่ได้มีเฉพาะในเรื่องของทรีทเมนต์เท่านั้น แต่เรามีเคล็ดลับ การดูแลเส้นผม ด้วยศาสตร์การนวดหนังศีรษะเพื่อฟื้นฟูสุขภาพเส้นผมของอินเดีย ซึ่งเรียกว่า คิโรธารา (Shirotara) ศาสตร์การนวดอย่างง่าย สามารถทำควบคู่ไปกับการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมเพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและการไหลเวียนของโลหิต เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้คือผมสวยสมใจจะลองนำไปนวดให้คนรู้ใจก็ได้ไม่ว่ากัน กับ นวด 8 วิธีผมสวย


ขั้นตอนที่ 1 นวดวนทั่วทั้งศีรษะ

เป็นท่านวดเพื่อเป็นการส่งผลิตภัณฑ์บำรุงผมที่ใช้ซึมซาบเข้าบำรุงหนังศีรษะเต็มที่ โดยใช้ปลายนิ้วทั้ง 10 โอบรอบหนังศีรษะแล้วนวดทวนเข็มนาฬิกา โดยลงน้ำหนักให้ทำกันทุกนิ้วทำซ้ำ 3 รอบ

ขั้นตอนที่ 2 กระตุกเส้นผม

เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อหนังศีรษะอีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตและน้ำเหลืองช่วยให้ผ่อนคลาย เริ่มจากจับผมเป็นชุด ๆ โดยเริ่มจากหน้าผากช่วงกึ่งกลางศีรษะแล้วใช้นิ้วพันเส้นผมตามที่แบ่งไว้ กระตุกปอยผมนั้นเป็นจังหวะ 3 ครั้ง ต่อเนื่องทำเช่นนี้ทั่วทั้งศีรษะแต่ระวังอยากกระตุกแรง

ขั้นตอนที่ 3 ผ่อนคลายจากโคนจรดปลายผม

ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดลงบนบริเวณขมับและให้นิ้วหัวแม่มือวนอยู่ที่บริเวณท้ายทอยนวดวนยกขึ้นให้ทั่วทั้งศีรษะ โดยไล่จากท้ายทอยขึ้นข้างบนจากนั้นลูบเส้นผมขึ้นจากโคนจรดปลาย

ขั้นตอนที่ 4 นวดกดจุดทั่วทั้งหนังศีรษะ

ย้ำให้ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมทำงานได้ดียิ่งขึ้นใช้นิ้วทั้ง 10 นวดกดจุดจากตรงกลางศีรษะวางน้ำหนักไว้ที่กึ่งกลางศีรษะไล่ลงมาถึงท้ายทอยและแยกไปที่ข้างใบหู

ขั้นตอนที่ 5 นวดใต้ท้ายทอยให้ผ่อนคลาย

ใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างกดที่ท้ายทอยประมาณ 3 วินาที แล้วลากออกด้านข้างตามแนวฐานกะโหลกศีรษะไปจนถึงปลายติ่งหูทำซ้ำ 3 ครั้ง

ขั้นตอนที่ 6 ปลอดปล่อยความเมื่อยล้า

ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดนวดบริเวณท้ายทอยไล่ลงมาสู่ต้นคอ จากนั้นกดค้างไว้ 3 นาทีและเว้นระยะห่างแบ่งเป็น 3 จุด ทำซ้ำ 3 ครั้ง และไม่ควรทำย้อนขึ้น

ขั้นตอนที่ 7 กดจุดให้หลับสบาย

ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดบริเวณท้ายทอยเพียงจุดเดียวกดค้างไว้ประมาณ 3 วินาทีแล้วจึงค่อย ๆ คลายน้ำหนักลง ทำซ้ำ 3 ครั้ง และหากใช้มืออีกข้างประคองศีรษะของผู้ที่ได้รับการนวดจะเป็นการช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและหลับสบายยิ่งขึ้น

ขั้นตอนที่ 8 ผ่อนคลายทั่วทั้งตัว

บีบนวดกล้ามเนื้อโดยเริ่มจากบริเวณไหล่ไล่ลงมายังบริเวณต้นแขนและบีบนวดเป็นจังหวะสม่ำเสมอไล่ลงมาเรื่อย ๆ และนวดวนบริเวณกลางฝ่ามือก่อนไล่ลงจนที่ปลายนิ้วเป็นอันเสร็จพิธีการ


รู้หรือไม่

เวลาเลือกซื้อแชมพูสระผมควรเลือกตามสภาพหนังศีรษะ เช่นหากคุณมีหนังศีรษะมันแต่ปลายแห้งก็เลือกแชมพูสำหรับหนังศีรษะมันแล้วมาเติมความชุ่มชื้นให้ปลายผมด้วยคอนดิชันเนอร์ชนิดที่ไม่ต้องล้างน้ำออกจะเวิร์คกว่า

1. Matrix BiolageOil Control
ชุดบำรุงดูแลหนังศีรษะมันทรงประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี Glycine ที่สกัดจากกรดอะมิในช่วยแก้ไขมีปัญหาความมันส่วนเกินบนหนังศีรษะให้ความรู้สึกสดชื่นยาวนาน

2. KERASTASE Nectar therminque
ทรีทเมนต์สำหรับสาวผมแห้งที่ช่วยปกป้องเส้นผมจากความร้อนในการจัดแต่งทรง ไม่ว่าจะเป็นการเป่าไดร์การม้วนดัดหรือแม้แต่การรีดผมตรงด้วยสารป้องกันความร้อนที่ทำหน้าที่คล้ายแผ่นฟิล์มเคลือบปกป้องเส้นผม และเก็บกักความชื้นไว้จะทำทรงไหนผมก็ไม่เสียง่าย ๆ แล้ว

3. BC Q10 Night Spray
ทรีทเมนต์มาสค์แบบสเปรย์สำหรับผมเส้นเล็กคืนความเงางามดูอ่อนเยาว์ให้เส้นผมให้เส้นผมแข็งแรงไม่ขาดเปราะง่ายด้วยเทคโนโลยีสโลว์รีลิสคิวเท็นคอมเพล็กซ์ ทำหน้าที่ปล่อยสารบำรุงอย่างช้า ๆ ในขณะที่คุณหลับ เพียงสเปรย์ให้ทั่วทั้งศีรษะและเส้นผมทั้งไว้ 10 นาทีก่อนเข้านอน

4. ELSEVE RE-NUTRITION NIGHT SERUM
เซรั่มบำรุงผมยามค่ำคืน ด้วยส่วนผสมของ Royal Jelly หรือนมผึ้งที่มีสารอาหารกว่า 10 ชนิด ช่วยให้ผมแห้งเสียกลับมานุ่มสวยเงางามมีน้ำหนักยิ่งขึ้น



ขอขอบคุณข้อมูลจาก slim up

ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

(วิธีผมสวย)(ผมสวย)(การดูแลเส้นผม)2010

อ่านเพิ่มเติม...
 
การใช้ "เลเซอร์" ลบรอยสัก

ในปัจจุบันนี้คนไทยส่วนใหญ่นิยมการสักที่ร่างกายกันมากขึ้น โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นทั้งผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งแตกต่างกับสมัยก่อนที่การสักนิยมจะนิยมในหมู่ผู้ชายเป็นส่วนมาก ซึ่งจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความคงกระพันตามความเชื่อ

เมื่อมีการสักมากขึ้นก็ต้องมีคนมาลบรอยสักเพิ่มขึ้นตามอาจจะเป็นเพราะจะต้องสมัครเข้างานหรือสมัครเข้าเป็นทหารตำรวจ เราลองมาดูกันสิว่าการลบรอยสักทำได้อย่างไร

รอยสักนั้นทางการแพทย์แยกเป็น 2 ประเภท

รอยสักโดยช่างสมัครเล่น (Amateur Tattoos) เป็นรอยสักซึ่งมักเป็นรอยสักสีเดียว เช่น สีดำ เป็นรอยสักซึ่งไม่ลึกมากนัก เช่น การสักยันต์ เพื่อความคงกระพัน

รอยสักโดยช่างอาชีพ (Professional Tattoos) เป็นรอยสักซึ่งทำโดยช่างอาชีพมักจะมีหลายสี เช่น แดง เขียว เหลือง ดำ สีแต่ละสีมีความคมชัดสูงและมีความลึกของเม็ดสีมากกว่า


การลบรอยสักด้วยเลเซอร์

เป็นหนึ่งในวิธีการลบรอยสักซึ่งมีความนิยมทำเนื่องจากมีผลข้างเคียงต่ำ และผลที่ออกมาสามารถลบรอยสักได้มากและสีเคียงกับผิวหนังเดิม

กลไกในการรักษาแพทย์ก็จะเลือกชนิดของเลเซอร์ให้เหมาะสมตรงกับสีของรอยสัก ซึ่งแต่ละสีก็จะมีความจำเพาะกับเลเซอร์แต่ละความยาวคลื่น ซึ่งแสงเลเซอร์ก็จะไปทำให้เม็ดสีในผิวหนังแตกออกและถูกขจัดออกทางระบบน้ำเหลือง, ขจัดออกทางผิวหนังตามมา

การลบรอยสักจะทำทุก 3-4 อาทิตย์ต่อ 1 ครั้ง ส่วนจำนวนครั้งนั้นขึ้นอยู่กับเป็นรอยสักชนิดไหน โดยถ้าเป็นรอยสักโดยช่างสมัครเล่นก็สามารถทำการลบออกได้ภายใน 6-8 ครั้ง ส่วนรอยสักโดยช่างอาชีพนั้นต้องใช้จำนวนครั้งในการลบมากกว่าอาจถึง 10 ครั้งขึ้นไป


ส่วนผลลัพธ์ที่ออกมาในรอยสักจากช่างสมัครเล่นผลลัพธ์จะดีกว่ารอยสักโดยช่างอาชีพ ซึ่งอาจจะยังมีรอยสักจาง ๆ หลงเหลืออยู่ที่ผิวหนัง

โดยสรุปก่อนที่จะสักที่ผิวหนังต้องคิดให้ดีทุกครั้งเนื่องจากการลบรอยสักต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายที่สูงนะครับ



ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือสวยด้วยแพทย์
คณะแพทย์ศูนย์โรคผิวหนัง ร.พ.ยันฮี

ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

(เลเซอร์)(ลบรอยสัก)(รอยสัก)2010

อ่านเพิ่มเติม...
 
ก่อนสวยด้วย "โบท็อกซ์"

มารู้จักกับตัวช่วยที่จะทำให้ผู้หญิงคงความสวยหรือแม้แต่สวยกว่าเดิมมีมากมายหลายวิธีให้เลือก ซึ่งหนึ่งวิธีในนั้นก็คือ การทำโบท็อกซ์ แต่ก่อนที่จะตัดสินใจทำนั้นเราได้นำตัวอย่างคนที่เคยทำมาแล้วมาบอกเล่าถึงประสบการณ์ของเธอ พร้อมทั้งเรายังได้ไปขอความรู้จาก พญ.กัญญา เตชะโชควิวัฒน์ แพทย์ด้านผิวพรรณและความงามมาให้คุณได้ทำความรู้จักกับโบท็อกซ์กันก่อนด้วยค่ะ

ทำความรู้จักกับโบท็อกซ์

โบท็อกซ์เป็นสารโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรานำมาใช้รักษาริ้วรอยที่เกิดจากกล้ามเนื้อ คือเมื่อกล้ามเนื้อเราหดเกร็งและเป็นอยู่แบบนั้นบ่อย ๆ เข้ามันก็จะเกิดรอยย่นเราก็ใช้โบท็อกซ์มาเป็นตัวรักษา ซึ่งจะเป็นการฉีดเพื่อไปยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อทำให้กล้ามเนื้อที่เกิดรอยย่นนั้นทำงานน้อยลง ซึ่งคนที่เดินเข้ามาหาหมอส่วนใหญ่จะอายุสามสิบปีไปแล้ว เพราะอ่อนวัยกว่านั้นโดยธรรมชาติเขาจะไม่มีริ้วรอยอยู่แล้ว ยกเว้นว่าเขามีกล้ามเนื้อที่ทำงานมากเกินไป เช่น รอยขมวดคิ้ว ซึ่งบางคนเป็นเหมือนนิสัยไปแล้วว่าเครียดนิดเครียดหน่อยก็ขมวดคิ้วซึ่งก็จะทำให้หัวคิ้วเกิดรอยย่นได้

โดยส่วนใหญ่ในการฉีดโบท็อกซ์ตัวยาจะเริ่มออกฤทธิ์หลังจากที่ฉีดไปแล้วประมาณ 1 อาทิตย์ แล้วก็จะยังคงสามารถอยู่สภาพนั้นได้ประมาณ 4-6 เดือน ซึ่ง ถ้าฉีดโดยแพทย์ที่ชำนาญโอกาสเกิดผลข้างเคียงน้อย แต่ถ้าฉีดโดยผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ก็อาจอันตรายได้อย่างที่เห็นในข่าวอยู่บ่อย ๆ เพราะถ้าเกิดฉีดลึกเกินไปแล้วไปโดนกล้ามเนื้อมัดที่เราไม่ต้องการก็อาจเกิดปัญหา เช่น ตั้งใจมาฉีดหนังตาตกแล้วพลาดไปฉีดเข้าที่กล้ามเนื้อที่ช่วยยกตาก็ทำให้กล้ามเนื้อนั้นอ่อนแรงลงก็จะยิ่งทำให้หนังตาตกยิ่งขึ้น

สแกนโบท็อกซ์ศีรษะจรดปลายเท้า

หน้าผาก รอยย่นบริเวณนี้มักเกิดจากการที่เรายักคิ้วขึ้นการฉีดจะต้องฉีดหลายจุด คือเห็นรอยตรงไหนก็ฉีดที่ตรงนั้นเลย ตรงนี้เป็นจุดที่ฉีดแล้วผลการรักษามักจะอยู่ได้ยาวนานกว่าส่วนอื่น ๆ อาจจะประมาณ 8 เดือน เพราะในชีวิตประจำวันเราไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อตรงนี้มากนัก

หว่างคิ้ว ฉีดเพื่อลดรอยย่นของคนที่ชอบขมวดคิ้ว เช่นคนที่เครียดนิดหน่อยก็ขมวดคิ้วก็จะเกิดริ้วรอยที่บริเวณนี้ได้ง่ายการฉีดจะประมาณ 3-5 จุด สำหรับกรณีคุณนัทตี้ที่ยกมาที่บอกว่าฉีดที่หว่างคิ้วแล้วทำให้ชั้นที่ตาหายไปหมอคิดว่าอาจเกิดเพราะเมื่อฉีดหว่างคิ้วมันจะทำให้คิ้วมีการยกตัวขึ้นชั้นของหนังตาจึงถูกดึงขึ้นมาด้วย

ตีนกา เวลาฉีดหมอจะให้คนไข้ยิ้มแล้วพอเห็นรอยตีนกาตรงไหนเราก็ฉีดไปตรงนั้น ส่วนใหญ่ก็บริเวณหางตาตรงนี้มักเป็นส่วนที่ยาหมดฤทธิ์และคนไข้ต้องมาฉีดใหม่เร็วที่สุด เพราะในชีวิตประจำวันเรามักจะยิ้มกล้ามเนื้อส่วนนี้เลยต้องทำงานเยอะ

ข้างจมูก ปีกจมูก สำหรับคนที่ปีกจมูกบานก็สามารถฉีดเพื่อให้ปีกจมูกลดลงได้ เพราะโดยหลักการแล้วการที่ปีกจมูกเราบานเป็นเพราะกล้ามเนื้อบริเวณนั้นมีการ หดขยาย ซึ่งอาจจะดึงทำให้ปีกจมูกยกขึ้นและจมูกดูใหญ่พอเราฉีดปีกจมูกกล้ามเนื้อนั้นทำงานน้อยลงมันก็จะไม่ยก ปีกจึงดูจมูกเล็ก โดยการฉีดเราจะฉีดข้างละ 1 จุด

หน้าเรียว ฉีดข้างละประมาณ 5 จุด มีสองอย่างคือผู้หญิงที่กรามใหญ่เราก็ไปฉีดตรงกรามเพื่อลดกล้ามเนื้อตรงส่วนนั้นให้เล็กลงรูปหน้าก็จะเรียวขึ้น ใบหน้าบริเวณขากรรไกรเรียวขึ้นในการทำหมอจะให้คนไข้กัดฟัน แล้วกล้ามเนื้อบริเวณกรามก็จะขึ้นมาให้เห็นชัดเจนเราก็จะฉีดไปที่บริเวณนั้น ส่วนอีกอันคือการฉีดยกแก้มส่วนใหญ่คนที่มาฉีดวิธีนี้ก็คืออายุ 40 ปีไปแล้วที่มีการดึงของกล้ามเนื้อคอแล้วทำให้แก้มตกลงมาทำให้ดูมีเนื้อเยอะใหญ่แก้มย้อยการฉีดก็เพื่อให้กล้ามเนื้อที่ดึงแก้มนั้นทำงานน้อยลงโดยจะฉีดที่ขากรรไกรเลย

คอ ฉีดข้างละประมาณ 5-10 จุด ซึ่งจะฉีดเท่าไหร่หมอจะเป็นผู้พิจารณา โดยจะฉีดมากเกินไปก็ไม่ได้เพราะที่คอจะมีกล้ามเนื้อของการกลืน ถ้าฉีดมากหรือลึกเกินไปก็อาจทำให้คนไข้กลืนลำบากส่วนคนที่เข้ามาฉีดโบท็อกซ์ที่คอมักจะเป็นวัย 50 ปีไปแล้วที่เริ่มคอเป็นชั้น ๆ ริ้ว ๆ และมีรอยเหี่ยวย่นที่คอหมอก็จะให้คนไข้กัดฟันเพื่อให้เห็นลำของกล้ามเนื้อ แล้วก็ฉีดไปตามแนวรอยที่ขึ้น

รักแร้ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า (ลดเหงื่อ) ฉีดประมาณ 20 จุด ใช้สำหรับคนที่มีปัญหามีเหงื่อออกเยอะและเกิดจากความผิดปกติของต่อมเหงื่อ เช่น อยู่เฉย ๆ หรืออยู่ในห้องแอร์ก็มีเหงื่อซึ่งจะฉีดแค่ตื้น ๆ ไม่ลึกเหมือนการฉีดริ้วรอย เป็นการฉีดเพื่อลดการทำงานของต่อมเหงื่อเพื่อไม่ให้ผลิตเหงื่อออกไปมาก

น่อง ฉีดให้กับคนที่น่องโตซึ่งการโตจะมี 2 ประเภท คือ โตเพราะอ้วนกับโตเพราะกล้ามเนื้อ การฉีดโบท็อกซ์จะทำในกรณีที่โตเพราะกล้ามเนื้อซึ่งจะเห็นกล้ามเนื้อขึ้นมาเป็นมัด ๆ ในการฉีดลดน่องอาจต้องมาฉีดหลายครั้งหน่อยอาจจะ 3 เดือนมาฉีดสักครั้งหนึ่ง เพราะเราต้องเดินทุกวัน กล้ามเนื้อส่วนนี้ก็ต้องทำงานทั้งวันทุกวัน โดยเฉพาะสาวที่ใส่ส้นสูงยิ่งต้องใช้มาก


อย่าเอาแต่หวังพึ่งตัวช่วยดูแลตัวเองสำคัญที่สุด

อาจเพราะสังคมทุกวันนี้เจริญขึ้นต้องพบปะผู้คนมากมายแล้วหลายคนก็คิดว่าเรื่องหน้าตาเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งถ้าหมอเห็นว่ายังไม่จำเป็นก็อาจให้คำแนะนำในเรื่องของการปฏิบัติตัวต่าง ๆ เช่น งดการสูบบุหรี่เพราะควันบุหรี่ทำให้เกิดริ้วรอยมากขึ้นหรือการเจอแสงแดดที่ทำให้คอลลาเจนถูกทำลายไปจึงควรทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านหรือในคนที่ชอบขมวดคิ้วก็ควรปรับพฤติกรรม หรือถ้าทำไม่ได้ทันทีที่รู้ตัวว่ากำลังขมวดคิ้วก็ให้รีบคลายลงหรือถ้าติดเลิกคิ้วถ้ารู้ตัวก็ต้องหยุดเลิกซะศึกษาข้อมูลให้ดี ๆ แล้วจะสวยอย่างปลอดภัย

ทุกวันนี้คนมักได้ข้อมูลมาผิด ๆ เยอะ บวกกับรักสวยรักงามทำให้บางครั้งเกิดข้อผิดพลาดได้บ่อย ๆ ซึ่งการหาข้อมูลให้มาก ๆ ก่อนการทำอาจจะจากการอ่านหนังสือดูข้อมูลในอินเทอร์เนตแล้วก็นำความรู้นั้นไปปรึกษาคุณหมอว่าถ้าเรารักสวยรักงามแต่เกิดปัญหานี้ ขึ้นเราควรจะทำวิธีไหนก็จะสวยได้แบบปลอดภัยอย่าไปเชื่อแต่คำโฆษณาหรือเสียงลือเสียงเล่าอ้างต่อ ๆ กันมาแล้วเชื่อทันทีโดยไม่หาข้อเท็จจริง ซึ่งแบบนั้นเป็นอันตรายมากค่ะ

คุณนัทตี้ อาชีพ แอร์โฮสเตส อายุ 29 ปี

?ด้วยอาชีพที่ต้องใช้หน้าตาเป็นจุดขายในการให้บริการผู้โดยสารบนเครื่องบิน ดังนั้นดิฉันจึงต้องใส่ใจในบุคลิกรูปร่างและโดยเฉพาะใบหน้าที่เปรียบเสมือนหน้าต่างบานแรกที่ผู้คนจะเห็นเรา แต่ด้วยอายุที่จะเข้าเลขสาม ความหย่อนย้อยก็เริ่มเสาะหาที่อยู่อาศัยบนหน้าตาอยู่ตลอดเวลายิ่งบริเวณดวงตาคือจุดที่เห็นชัดอย่างมาก สังเกตได้ว่าตาคนเราปกติจะมีชั้นเดียวหรือสองชั้น แต่สำหรับดิฉันแล้วมีมากถึง 3-4 ชั้น เพราะมาจากปัจจัยที่อายุมากขึ้นจึงทำให้จำนวนชั้นของตามากขึ้นตาม และถ้าฝืนปล่อยเป็นอย่างนี้รับรองว่าคงจะโดนไล่ออกแน่ ๆ

ดังนั้นจึงพยายามมองหาวิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่อย่าง โบท็อกซ์ มาช่วยบวกกับเพื่อนแนะนำให้ปรึกษาหมอคลินิกดังย่านรามคำแหงดูเพราะมีดาราที่มีชื่อเสียงมาใช้บริการค่อนข้างเยอะ อีกทั้งยังมีใบประกาศนียบัตรรับรองความน่าเชื่อถือจึงลองตัดสินใจทำซึ่งตอนแรกทำเพื่อต้องการให้จำนวนชั้นของตาเป็นปกติ โดยคุณหมอจะฉีดโบท็อกซ์เข้าไปตรงหัวคิ้วประมาณ 2 เข็ม ก่อนอื่นต้องยอมรับก่อนเลยว่าฉีดเข้าไปแล้วในช่วงระยะแรกจะตึงมากจนกระพริบตาไม่ได้ แต่พอผ่านไปประมาณ 3-4 เดือน จะเริ่มเป็นปกติแต่อายุของโบท็อกซ์นั้นจะอยู่ได้ประมาณ 6-8 เดือนเท่านั้น จึงทำให้ต้องมีการฉีดอยู่เรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม

ต่อมาคุณหมอก็เริ่มแนะนำการฉีดโบท็อกซ์ให้รูปหน้าดูเรียวได้สัดส่วนมากขึ้น ต้องขอบอกก่อนว่าสนใจมากเพราะเห็นรูปที่คุณหมอนำมาให้ดูรูปหน้าของคนนั้นเล็กลงและเรียวขึ้นมากและตอนนั้นกำลังมีปัญหาเรื่องใบหน้าค่อนข้างใหญ่อยู่พอดีเลยตัดสินใจทำทันที โดยคุณหมอจะฉีดโบท็อกซ์บริเวณขมับ 2 เข็ม แก้ม 2 เข็มและคางอีก 1 เข็ม ทั้งหมดรวมแล้วประมาณ 5 เข้มหลังจากฉีดไปแล้วหน้าตึงมาก ซึ่งคุณหมอก็ได้แนะนำให้แสดงอารมณ์บนใบหน้าเพื่อจะได้ช่วยให้ยาไหลและลดอาการดึง ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยได้มากปัจจุบันนี้ดิฉันไม่มีปัญหาเรื่องอาการตึงบนใบหน้าอีกเลยแถมยังมีรูปหน้าที่ได้สัดส่วน ไม่เกิดปัญหาผลข้างเคียงอย่างที่เป็นข่าวเพียงแต่ต้องดูแลใบหน้าและไปเติมโบท็อกซ์ทุก 6-8 เดือนเป็นประจำ เนื่องจากโบท็อกซ์จะมีอายุของตัวยามากสุดแค่ 8 เดือนเท่านั้นค่ะ


จริงอยู่ที่ว่าความสวยความงามเป็นเรื่องสำคัญแต่ก็อย่าลืมว่าคุณค่าในการทำงานและการใช้ชีวิตคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ฉะนั้นเพียงคุณดูแลตัวเองด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้สมองปลอดโปร่งพอที่จะคิดหรือมองโลกในแง่บวกแล้วออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงและผิวพรรณเปล่งปลั่ง คุณก็จะสามารถเป็นสาวงามที่คงคุณค่าและเป็นที่อิจฉาของใคร ๆ ได้แล้วค่ะ




ขอขอบคุณข้อมูลจาก สุขภาพดี

ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

(โบท็อกซ์) 2010

อ่านเพิ่มเติม...
 
เรื่องหน้าอกสาวที่ฝืนธรรมชาติเพราะอยากสวย

ถ้าพูดถึงเรื่องหน้าอกสาวที่ฝืนธรรมชาติเพราะอยากสวย เขาทำเพื่อผู้ชายหรือเปล่า ผมว่าก็น้อยนะ ส่วนใหญ่เขาบอกว่าทำเพื่อตัวเอง น้อยคนที่จะบอกว่าแฟนให้มาทำ มีบางคนแฟนไม่อยากให้ทำแต่เขาอยากทำ เหตุผลส่วนใหญ่คืออยากแต่งตัวนั่นแหละ

เมื่อภาพลักษณ์ภายนอกยังเป็นเรื่องที่สังคมให้คุณค่ากันมาก การทำศัลยกรรมตกแต่งจึงกลายเป็นเรื่องแสนธรรมดา คำว่าสวยด้วยแพทย์จึงเป็นความภูมิใจของผู้คนในยุคนี้มากกว่าจะพอใจกับสิ่งที่ธรรมชาติให้มา หรือที่พูดกันเล่น ๆ ว่าธรรมชาติลงโทษ

ที่ได้ยินกับหูจากพี่ร่วมงานสาวคนหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้เล่าว่า ไปเจอคนคุ้นเคยที่ไม่ได้เจอกันนานกลับมีเสียงทักท้วงว่าไม่ได้แต่งหน้าแล้วเหมือนคนใช้ที่บ้านถึงกับอึ้งกันไปเลย นี่แค่ไม่แต่งหน้ายังโดนประณามขนาดนี้จึงไม่แปลกใจเลยที่คนจะเลือกไปทำสวยด้วยแพทย์

นอกจาก หู ตา จมูก ปาก ที่เป็นเครื่องประกอบบนใบหน้าแล้ว เรื่องหน้าอกหน้าใจภายใต้อาภรณ์ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ของสาว ๆ ทั้งที่ใหญ่อยากให้เล็กและเล็กอยากให้ใหญ่หรือหย่อนคล้อยก็อยากให้เต่งตึง

ไม่กี่วันมานี้ก็มีข่าวหญิงสาวฮิตทำศัลยกรรมตกแต่งหัวนมให้เล็กกระจุ๋มกระจิ๋ม และทำสีชมพูเพื่อให้ดูราวกับเป็นเด็กสาวแรกรุ่นเพื่ออะไรนั้นต้องถามคนทำเอง

ไม่ใช่แค่คนไทยแม้แต่ฝรั่งที่เรามักจะคิดว่ามีอะไร ๆ ล้นเหลือกว่าชาวบ้านก็ยังชื่นชอบการทำศัลยกรรมเช่นกัน โดยศัลยแพทย์ฝรั่งรายหนึ่งได้เปิดเผยถึงเรื่องที่หญิงสาวกังวลกันนักหนาอย่างหน้าอกหน้าใจว่า ปทุมถันที่งามอย่างไร้ที่ติหัวนมจะต้องมีลักษณะชี้ฟ้าเล็กน้อยและส่วนยอดจะต้องย่อมกว่าฐานสักหน่อย

อะไรจะปานนั้น!!

ยังมีการพูดกันในแวดวงความงามอีกว่า คาพรีซ์ บูร์เรต์ (Caprice Bourret) ซึ่งเป็นดาราสาวและนางแบบชุดชั้นในชาวอเมริกัน คนนี้เองที่ศัลยแพทย์ผู้ที่กล่าวข้างต้นได้ลงความเห็นว่ามีหน้าอกงามเกือบสมบูรณ์ที่สุดและแอบเหน็บนักร้องสาววิคตอเรีย เบ๊กแคม พอแสบ ๆ คัน ๆ ด้วยว่า มีทรวงอกที่ไม่น่าดูกว่าใครเพื่อน

ค่านิยมนี้เองจึงช่วยไม่ได้ที่จะมีคนหัวใสคิดสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการเช่นนี้มาขาย ลองเดินดูตามห้างสรรพสินค้าหลายแห่งจะมีการวางจำหน่าย สบู่ ครีม ที่ทาอวัยวะภายใต้ร่มผ้าอย่างโจ่งแจ้ง เช่น สบู่ หรือ ครีมทาให้หัวนมเป็นสีชมพู ที่เขียนภาษาอังกฤษกำกับไว้บนกล่องว่า "Pink nipple cream หรือ Pink nipple soup" มาวางขายกันเกลื่อน สนนราคาเพียงชิ้นละ 350 บาท หากใครสนใจเข้าไปเลือกดูรับรองว่าคนขายจะบรรยายสรรพคุณจนแทบจะคว้ามาลองทากันเดี๋ยวนั้นทีเดียว

"แบบครีมนี่ เด็กมหาวิทยาลัยใช้กันเยอะเลยนะ เด็กบางคนขาวจั๊วะอย่างกับคุณหนูก็ยังมาซื้อของเรา เค้าว่าของเค้าดำแต่เอาครีมเราไปทาแล้วสีจางลง" แม่ค้าโฆษณาสรรพคุณ



หน้าอกนานารูปแบบ

"เรื่องแบบนี้ถึงมันจะอยู่ในเสื้อผ้าแต่ใครก็อยากให้ขาวสวยทั้งนั้น ก็เหมือนกับปัญหา ขาหนีบ รักแร้ดำ นั่นแหละ คนผิวคล้ำก็ใช้ได้ผลนะ" แม่ค้าสาวโน้มน้าวต่อเมื่อเห็นลูกค้าสนใจ

ในห้างเดียวกันก็มีสถานเสริมความงามอีกจำนวนมากที่มีบริการทำยอดถันสีชมพู โดยวิธีการสักการโฆษณาของสถานที่แบบนี้มักจะบอกว่าร้านตัวเองทำราคาถูกและใช้สีอย่างดีนำ เข้าจากอเมริกาพร้อมทั้งมีสเปรย์ยาชาเอาไว้พ่นเวลาสักเพื่อไม่ให้เจ็บมากด้วย

ด้วยคำเชิญชวนเช่นนี้ทำให้ความสวยราคาถูกเป็นที่ถูกอกถูกใจสาวน้อยสาวใหญ่จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวส่วนความสวยที่ต้องจ่ายแพงกว่า สาว ๆ สมัยนี้ขอเลือกใช้บริการจากศัลยแพทย์ที่มีความชำนาญตามโรงพยาบาลใหญ่ ๆ มากกว่า

นายแพทย์กรีชาติ พรสินศิริรักษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาศัลยกรรมตแต่งเล่าว่า เรื่องของการทำหัวนมให้เล็กนั้นไม่ได้ฮิตอย่างที่ตกเป็นข่าวหน้าหนึ่งแต่ก็มีคนมาทำเรื่อย ๆ ส่วนมากจะเป็นคนที่หัวนมบอดและแม่บ้านที่มีลูกแล้วส่วนวัยรุ่น หรือสาวไซต์ไลน์ นั้นไม่ฮิตทำ

"คนที่มาตกแต่งหัวนมส่วนมากจะเป็นแม่บ้านที่มีลูกมีสามีแล้วหัวนมใหญ่ขึ้นยาวขึ้น เขาอาจจะอยากทำให้เล็กเหมือนเดิมก็เลยมาทำหรือคนที่หัวนมบอดเขามามาให้หมอดึงขึ้นเพื่อให้มีหัวนมเหมือนคนปกติ แต่อัตราคนที่มาตกแต่งหัวนมไม่เยอะเท่าคนมาทำนมให้ใหญ่" หมอกรีชาติอธิบาย

ในทางการแพทย์นั้นอธิบายว่า การทำหัวนมให้เล็กลงจะทำโดยการตัดแต่งหนังบางส่วนออกและเย็บขอบเข้าให้เล็กลง ซึ่งจะดูเป็นรูปหัวนมแบบธรรมชาติเหมือนเดิมจะไม่มีผลกระทบความรู้สึกทุกอย่างยังเหมือนเดิม ยกเว้นคนหัวนมบอดแล้วมาดึงขึ้นวิธีนี้อาจจะเกิดอาการชาหรือไม่สามารถเลี้ยงน้ำนมบุตรได้เพราะบางกรณีดึงไม่ขึ้นต้องตัดท่อน้ำนม

ส่วนการทำสีชมพูได้รับการอธิบายว่า ไม่ใช่การศัลยกรรมแต่เป็นการสักมีมาทำเช่นกันแต่มีน้อยและก็ไม่ใช่เด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ที่มีลูกแล้วหัวนมคล้ำขึ้นก็อยากจะมาทำให้หัวนมสีชมพู

"จริง ๆ แล้วทำหัวนมสีชมพูทำไม่ได้หรอกมันเป็นการใช้เลเซอร์ยิงเพื่อให้ผิวลอกผิวที่ขึ้นมาใหม่ก็จะสีชมพูได้พักหนึ่ง แต่นาน ๆ มันก็ดำอีก ธรรมชาติเป็นอย่างนั้นเราไม่สามารถกลับสู่สภาพหัวนมวัยรุ่นได้เป็นไปไม่ได้แต่ปรับแต่งได้นิดหน่อย"

"บางคนก็ใช้การสัก การสักก็มีหลายระดับ ถ้าจะให้ปลอดภัยก็ต้องทำกับแพทย์แต่เท่าที่เห็นก็สักออกมาไม่เหมือนสีชมพู มันจะออกสีส้ม ๆ ผลกระทบจะมีหรือไม่ก็ต้องดูสีที่ใช้สักต้องเป็นสีที่ปลอดภัย" หมอกรีชาติกล่าว

ส่วนใครที่ยังข้องใจเรื่องสบู่ หรือ ครีมทางหัวนมชมพู หมอกรีชาติ บอกว่า ครีมเหล่านี้ ส่วนมากจะเป็นกรดทั่วไป หลักการคือให้หนังชั้นเดิมลอกส่วนจะอันตรายหรือไม่นั้น ต้องดูว่ามีสารเคมีผสมแค่ไหนบางรายใช้ครีมที่มีสารเคมีมากเกินไปกรดก็กัดหัวนมจนกระดำกระด่างน่าเกลียดกว่าเดิม

"จริง ๆ แล้วเด็กสาวก็ไม่ได้มีหัวนมชมพูทุกคนนะต้องผิวดีจริง ๆ ขนาดคนสวย ๆ ก็สีน้ำตาลธรรมดา ถามว่าทำไมคนชอบมาทำหัวนมสีชมพูเหรอความรู้สึกว่าสีชมพูดูอ่อนไหวดีมั้งดูดึงดูดละมั้ง" หมอกรีชาติว่า

หมอกรี ชาติบอกว่า ตั้งแต่เป็นหมอศัลยกรรมตกแต่งมาคนที่มาทำเกี่ยวกับหน้าอกหลัก ๆ จะมี 3 อย่างคือ หน้าอกเล็กทำให้ใหญ่ ใหญ่ให้เล็ก และยานให้ตั้ง ที่เยอะสุดคือ ทำเล็กให้ใหญ่

เหตุผลส่วนมากที่สาว ๆ บอกกับหมอคือ ขนาดหน้าอกเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้แต่งตัวสวยขึ้น

"เขาทำเพื่อผู้ชายหรือเปล่าผมว่าก็น้อยนะ ส่วนใหญ่เขาบอกว่าทำเพื่อตัวเองน้อยคนที่จะบอกว่าแฟนให้มาทำ มีบางคนแฟนไม่อยากให้ทำแต่เขาอยากทำ เหตุผลส่วนใหญ่คืออยากแต่งตัวนั่นแหละหรือแม่บ้านธรรมดาก็มาเยอะ เขาบอกว่าพอมีลูกแล้วหน้าอกหย่อนยานลง ก็เริ่มไม่มั่นใจก็อยากจะแต่งตัวสวย ๆ ก็มาทำ ยิ่งพวกที่มีลูกแล้วและเลิกกับสามีแล้วมาทำเพื่อเรียกความมั่นใจกับมาสมัยนี้เจอเยอะมาก"

ส่วนการเสริมหน้าอก หมอ...บอกว่า นิยมทำอยู่ 2 วิธี คือเสริมโดยการใส่วัสดุเข้าไปกับการฉีดซีลิโคน ซึ่งวิธีหลังนี้หมอไม่แนะนำเพราะว่าเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องและจะมีผลเสียร้ายแรงตามมาที่สำคัญแก้ไขอะไรไม่ได้ด้วย

ส่วนใหญ่ที่หมอเถื่อนหรือที่รับฉีดกันตามบ้านตามร้านเสริมสวยจะเป็นซิลิโคนเหลว หากใครฉีดรับรองว่าจะมีผลเสียถาวรแก้ไม่ได้ยิ่งฉีดที่นมได้ระยะหนึ่งจะมีก้อนตะปุ่มตะป่ำเต็มอยู่ข้างใน นอกจากจะเสียหายแล้วยังมีผลต่อการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยเพราะจะแยกไม่ออกว่าก้อนที่พบเป็นก้อนอะไรกันแน่

วันนี้การเสิรมหน้าอกมีการพัฒนาถุงซิลิโคนมาหลายรูปแบบทั้งที่เป็นถุงผิวเรียบ ผิวทราย หรือ ทรงของซิลิโคนก็มีให้เลือกหลายแบบ เช่น ทรงกลมสูง ทรงกลมต่ำ ทรงหยดน้ำ

หมอกรี ชาติ อธิบายว่า ซิลิโคนที่ต้องทำผิวทรายเพราะซิลิโคนเป็นสิ่งแปลกปลอม เมื่อใส่เข้าไปในร่างกายแล้วก็จะมีการสร้างพังผืดขึ้นมาห่อหุ้มจนรัดแน่นจะทำให้นมแข็ง แต่ถ้าเราใช้ซิลิโคนผิวทรายเวลาพังผืดมันรัดก็ไม่แน่นเพราะผิวที่ขรุขระของซิลิโคนทำให้เวลาพังผืดรัดมันจะแตกแรงหลายแนว ทำให้รัดไม่แน่นพังผืดที่เกิดก็จะอ่อนมากทำให้นมไม่แข็ง อย่างไรก็ตามผู้ที่เสริมหน้าอกก็ต้องนวดหน้าอกบ่อย ๆ เพื่อไม่ให้นมแข็ง

แม้ว่าการเสริมจะเห็นผลว่านมใหญ่ขึ้นชัดเจนแต่ก็มีข้อเสียอยู่บ้าง

"การเสริมหน้าอกจะต้องแซะด้านข้างนมอาจจะไปโดนเส้นปราสาทที่มาเลี้ยงหัวนม จะมีผลทำให้หัวนมชาคือ ทำให้ความรู้สึกเสียวหรือความรู้สึกอีโรติคมันน้อยลงบางคนก็หายชาใน 3-6 เดือน มีส่วนน้อยประมาณ 10% ที่ไม่หายเลยตลอดชีวิต ฉะนั้นการทำนมก็ต้องมีชาแต่จะทำนายไม่ได้ว่าใครจะชามากชาน้อย แต่บอกได้ว่าถ้าเบอร์ซิลิโคนยิ่งใหญ่ก็เหมือนกับว่าต้องแซะด้านข้างเยอะมันยิ่งโดนเส้นประสาทรอบข้างเยอะคือ ยิ่งใหญ่โอกาสชาก็สูง"

สำหรับราคาค่าทำหน้าอกเริ่มต้นที่ 6 หมื่นบาทขึ้นไป หมอกรีชาติ บอกว่า สถิติการทำศัลยกรรมทุกชนิดทั้งโลกเพิ่มขึ้นทุกปี

"อาจเป็นเพราะเมื่อคนกินดีอยู่ดีมากขึ้นก็จะกลับมาสนใจเรื่องตัวเองเรื่องสวยงามอย่างเกาหลี ญี่ปุ่นก็ทำกันเยอะมาก เกาหลีส่วนใหญ่นิยมตัดกราม ตัดโหนกแก้ม เสริมนม ญี่ปุ่นก็เหมือนกัน"

ส่วนชาวต่างชาติที่นิยมมาศัลยกรรมที่เมืองไทยนี้สถิติสูงสุดที่มาทำคือ มาเสริมนม

หมอกรี ชาติ บอกว่า การทำนมไม่ยากใช้วิธีวางยาสลบทำ 1 ชั่วโมง นอนโรงพยาบาล 1 คืน แล้วก็พันผ้าไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ ก็สามารถเดินเหินได้สบาย

"ถามว่าผู้หญิงชอบสวยไหม เราไปสมัครงานถ้าความสามารถเท่ากันเขาจะเลือกใครคนสวยหรือคนไม่สวย ถึงความรู้ไม่เท่าก็ยังไบแอสนะเขาก็เอาคนสวย ถ้าไม่สวยก็ต้องใช้ความสามารถเยอะ ๆ หน่อย"

เห็นหน้าคู่สนทนาทำหน้าไม่เชื่อหมออธิบายต่อว่า "การเสริมสวยจริง ๆ มันไม่มีอะไรหรอกแค่ทำให้ถูกต้องปลอดภัย เท่านั้นมันก็ไม่เลวร้ายเพราะมันก็สวยขึ้น"


ในยุคที่มีดหมอเนรมิตได้อย่างใจนี้ การทำศัลยกรรมจึงถือเป็นเรื่องของนานาจิตตังแต่ที่สุดแล้วมนุษย์ทุกคนย่อมรู้ว่าไม่มีใครสามารถฝืนกฎเกณฑ์ของธรรมชาติได้อยู่ดี

ดังนั้น การดำรงตนอยู่บนพื้นฐานที่ว่าควรพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด



ขอขอบคุณข้อมูลจาก matichon online

ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

(หน้าอกสาว)(อยากสาย)(ธรรมชาติ)2010

อ่านเพิ่มเติม...
 
ก่อนศัลยกรรม ไม่เสี่ยง! ทำไงน๊า?

ในปัจจุบันนี้มีผู้ให้ความสนใจในการทำศัลยกรรมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าที่ได้รับความนิยมสูงมาก คือ การเสริมจมูก และทำตาสองชั้น ซึ่งเป็นการทำศัลยกรรมเพื่อบุคลิกภาพ (Personality Surgery) เน้นเสริม เติมแต่งเพื่อให้บุคลิกดูดีขึ้น จึงเป็นผลให้วงการศัลยกรรมในบ้านเราเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกันก็เกิดกรณีและปัญหาต่าง ๆ มากมาย

ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเกิดคำถามตามมาว่า จะเลือกทำสวยแบบไม่เสี่ยงก่อนศัลยกรรมทำอย่างไรถึงจะสบายใจและปลอดภัยแน่นอน

นพ.ชลธิศ สินรัชตรนันท์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและนายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย ให้คำแนะนำว่า ถ้าเริ่มคิดว่าจะทำศัลยกรรมสิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงเป็นหลัก คือ เรื่องความปลอดภัย ก่อนอื่นควรต้องศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการทำศัลยกรรมนั้น ๆ ให้มากที่สุด เช่น ถ้าต้องการเสริมจมูกก็ควรรู้ว่าปัจจุบันการเสริมจมูกมีกี่วิธี แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียอย่างไร อะไรเป็นข้อห้าม และเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงรวมถึงการเลือกสถานพยาบาลและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพราะปัจจุบันมีหมอเถื่อน หมอกระเป๋าหิ้ว และคลินิกเถื่อนเกลื่อนเมือง

ทั้งนี้หลักเกณฑ์การพิจารณาสถานพยาบาลและแพทย์เพื่อความปลอดภัยและไม่ต้องเสี่ยง 2 ข้อ คือ มาตรฐานและคุณภาพ

"คำว่ามาตรฐาน หมายถึง 1.สถานพยาบาลต้องถูกกฎหมายมีใบรับรอง 2.แพทย์ต้องเป็นแพทย์แผนปัจจุบันไม่ใช่หมอเถื่อนหรือหมอกระเป๋าหิ้ว เมื่อได้มาตรฐานแล้วสิ่งที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมอีก คือ คุณภาพ โดยต้องดูจากผลงานและประสบการณ์ของหมอที่ผ่านมา อาจถามจากหมอโดยตรงหรือสอบถามผู้รู้ต่าง ๆ ไม่ใช่ดูจากโฆษณาเพียงอย่างเดียวหรืออย่าตัดสินใจเพราะสิ่งจูงใจ เช่น การตัดราคา เป็นต้น"

นอกจากนี้ นพ.ชลธิศ ยังเปิดเผยว่า การทำศัลยกรรมเป็นขบวนการผ่าตัดบนผิวเนื้อของใบหน้าประกอบด้วยการตัด เย็บและเสริม ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ศัลยแพทย์ทุกคนได้ร่ำเรียนมาเหมือนกันแต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ การสร้างสรรค์

"การทำศัลยกรรมเปรียบเสมือนการสร้างสรรค์ประติมากรรม นอกจากฝีมือด้านการผ่าตัดและการเย็บแล้ว ศัลยแพทย์ต้องมีพรสวรรค์และพรแสวงในการสร้างสรรค์ประติกรรมชิ้นนี้ให้สวยงามได้ดั่งใจ"

ความยากของการทำศัลยกรรมจึงอยู่ที่ "เส้นสายลายริ้ว" ซึ่งเป็นเรื่อง "ศิลป์" หลักการเลือกศัลยแพทย์จึงไม่ต่างกับการเลือก "ช่าง" ดังนั้น ผลงานกับประสบการณ์จึงเป็นตัวชี้วัดสำคัญและสามารถรับประกันความผิดพลาดได้เป็นอย่างดี

เมื่อได้สถานที่และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ทำให้เกิดความมั่นใจครบถ้วนแล้ว ข้อปฏิบัติสำหรับก่อนทำศัลยกรรมที่ผู้ทำศัลยกรรมควรทราบคือ

1. ต้องมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีประวัติหรือกำลังป่วยเป็นโรค 3 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มโรคเสี่ยง ได้แก่ โรคหัวใจ ความดัน และเบาหวาน กลุ่มโรคเลือด เช่น เลือดไหลไม่หยุด และกลุ่มติดเชื้อ เช่น ไข้หวัด ไซนัส เป็นต้น หากป่วยต้องรักษาโรคให้หายก่อนจึงจะสามารถทำศัลยกรรมได้ โดยเฉพาะโรคหัวใจที่อาจส่งผลถึงชีวิตได้

2. พักผ่อนให้เพียงพอ

3. ต้องงดน้ำและอาหาร อย่างน้อย 4-6 ชั่วโมงก่อนทำศัลยกรรม เพื่อให้การทำศัลยกรรมในครั้งนั้นราบรื่นไม่ต้องสะดุดหยุดกลางคัน

ส่วนข้อข้องใจที่ผู้ทำศัลยกรรมส่วนใหญ่มักกังวล คือ เรื่องความเจ็บปวดและสุดท้ายก็ขอให้วางยาสลบ เรื่องนี้นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับการทำศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าเป็นการผ่าตัดขนาดเล็กไม่ทำให้เจ็บและปวดมาก ดังนั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญใบหน้าส่วนใหญ่จะไม่วางยาสลบแม้ว่าจะถูกร้องขอจากผู้ทำศัลยกรรมก็ตาม

ทั้งนี้เพราะในกระบวนการผ่าตัดศัลยกรรมบนใบหน้านั้น แพทย์ต้องมีการทดสอบระหว่างทำด้วยว่าผลงานเป็นอย่างไร เช่น การทำตาสองชั้น เมื่อลงมือปฏิบัติการตรวจเช็คความสวยงามจำเป็นต้องให้ผู้ป่วยลืมตาและหลับตา เพื่อเช็คว่าตาทั้งสองข้างเท่ากันและมีขนาดที่พอเหมาะตามความต้องการแล้วหรือยัง แต่เป็นธรรมดาที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเกิดอาการตื่นเต้นหรือกลัวเจ็บ ซึ่งวิธีการที่ถูกต้องคือการให้ยาคลายเครียดประเภทวาเลียม ซึ่งจะให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลาย ขณะทำศัลยกรรมได้

"การวางยาสลบมักใช้กับการศัลยกรรมหน้าอก แปลงเพศ และตัดไขมันหน้าท้องเป็นหลักเนื่องจากเป็นการผ่าตัดใหญ่ไม่ใช่ผ่าตัดบนพื้น ผิวอย่างศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าทั้งนี้ ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่ต้องการศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าไม่ว่าเสริมจมูก ทำตาสองชั้น ดึงหน้าคือต้องใช้วิจารณญาณในการรับฟังคำโฆษณาหรือคำแนะนำจากผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ ประการสำคัญก่อนตัดสินใจทำศัลยกรรมควรสอบถามรายละเอียดจากแพทย์ให้มากที่สุดจนมั่นใจแล้วจึงค่อนตัดสินใจทำ"

หากปฏิบัติตามคำแนะนำที่กล่าวมาอย่างรอบคอบโดยไม่ใจร้อนหรือด่วนตัดสินใจก่อนศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด อย่างน้อยการทำศัลยกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นก็ไม่มีคำว่า "เสี่ยง" หรือ "เสียว" อย่างแน่นอน



ขอขอบคุณข้อมูลจาก มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

(ก่อนศัลยกรรม)(ทำศัลยกรรม)2010

อ่านเพิ่มเติม...
 
มารู้จัก! โบท็อกซ์ ความสวยที่ต้องเสี่ยง

โบท็อกซ์คืออะไร

โบท็อกซ์ (Botox) เป็นชื่อการค้าของสารชีวภาพ โบตูลินุ่มทอกซิน (Botulinum toxin) เป็นสารพิษของเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง (Clostridium botulinum) ซึ่งก่อให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษหากปนเปื้อนอยู่ในอาหารที่รับประทานเข้าไป

แบคทีเรียชนิดนี้จะสร้างสารพิษที่สามารถทำลายปลายประสาทในกล้ามเนื้อ มีผลทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและไม่ทำงานในที่สุด ทางการแพทย์ได้มีการคิดค้นนำผลเสียดังกล่าวมาเป็นยาในการรักษาอาการเกร็งของกล้ามเนื้อในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อให้กล้ามเนื้อส่วนที่เกร็งผ่อนคลายลง เช่น กล้ามเนื้อเกร็งบริเวณต้นคอทำให้ปวดต้นคอมาก บริเวณใบหน้าซึ่งกล้ามเนื้อเกร็งก่อให้เกิดอาการบูดเบี้ยวครึ่งซีก (hemifacial spasm)

โบท็อกซ์ยังมีประโยชน์ทางการแพทย์ใช้ยับยั้งเหงื่อที่ออกมามากผิดปกติ (hyperhidrosis) ที่บริเวณใต้วงแขนและฝ่ามืออย่างเห็นผล อย่างไรก็ตามหากปนเปื้อนในอาหารผู้ที่ได้รับสารพิษชนิดนี้เข้าไปกับอาหารก็จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงทั่วร่างกายได้อันตรายอาจถึงตายได้เพราะอาจมีผลทำให้กล้ามเนื้อบริเวณทรวงอกอ่อนแรงไม่สามารถควบคุมการหายใจได้


โบท็อกซ์กับความสวย

โบตูลินุ่มทอกซิน ได้ถูกนักวิทยาศาสตร์นำมาทำให้บริสุทธิ์นอกจากใช้เป็นยารักษาโรคแล้วยังมีการนำมาใช้ประโยชน์ทางอ้อมโดยนำมาฉีดเข้าใต้ผิวหนังบริเวณหน้าผาก หางตา ร่องแก้ม มุมปาก ปลายคาง เพื่อลดเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่นบนหน้าฝากและรอยตีน หลักการคือสารโบท็อกซ์จะถูกฉีดเข้าใต้ผิวหนังบริเวณที่ต้องการภายในระยะเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ กล้ามเนื้อใต้ผิวหนังบริเวณดังกล่าวจะคลายตัวอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อผิวที่ทำให้เกิดร่องและริ้วรอยจะผ่อนคลายทำให้ร่องที่ลึกจางลงและริ้วรอยลดลง แพทย์ผิวหนังจะเป็นผู้ประเมินขนาดของยาว่าต้องฉีดในปริมาณมากน้อยเพียงใดฉีดกี่เข็มจึงจะเห็นผล ผลที่ได้รับโดยทั่วไปจะอยู่ได้นานประมาณ 3-4 เดือน และหากยังต้องการผลต่อเนื่องอีกก็ต้องกลับไปให้แพทย์ฉีดใหม่อีกทุก ๆ 3-4 เดือน ค่าใช้จ่ายต่อครั้งรวมค่ายาค่าแพทย์ประมาณ 25,000 - 30,000 บาทเป็นอย่างน้อย ถ้าริ้วรอยมากต้องฉีดยามากค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้น


ความเสี่ยงหรืออันตรายจากการฉีดโบท็อกซ์

อยู่ตรงที่อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น บางคนอาจมีไข้และปวดศีรษะอยู่หลายสัปดาห์ เกิดอาการฟกช้ำบริเวณเข็มฉีดยา อาการหนังตาตก (ptosis) อันเกิดเนื่องจากสารพิษโบตูลินุ่มทอกซินแทรกซึมเข้าสู่กล้ามเนื้อบริเวณ เปลือกตาบน บางคนเกิดภาพซ้อนในการมอง ตาแห้ง บางคนอาจมีผลเพียง 3-4 วันแรก แต่บางรายก็อาจมีอาการหนังตาตกอยู่นานได้ ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์และแม่ลูกอ่อนที่อยู่ระหว่างการให้นมบุตรไม่ควรฉีดโบทอกส์รวมทั้งคนป่วยที่มีอาการเกี่ยวข้องกับระบบปลายประสาทอักเสบต่าง ๆ และคนป่วยที่ได้รับยารักษาโรคบางชนิดซึ่งอาจมีผลทำให้อาการข้างเคียงรุนแรงมากขึ้น

บางรายการฉีดโบท็อกซ์ก็อาจไม่ได้ผลตามที่ต้องการและอาจต้องฉีดซ้ำ 2-3 ครั้ง แม้ว่าจะมีรายงานทางการแพทย์ว่าการฉีดโบทอกส์จะค่อนข้างปลอดภัยเพราะเป็นการฉีดเฉพาะที่ก็ตาม แต่ความเสี่ยงในการเกิดอาการข้างเคียงขั้นอ่อนจนถึงรุนแรงมากก็มีอยู่ในรายงานทางการแพทย์ไม่น้อยเพราะความสมบูรณ์ของร่างกายแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน หากผิวหน้าสวยเพียงชั่วคราวแต่ต้องเดินหนังตาตกหรือมีปัญหาอื่นแทรกซ้อนตามมาคงไม่ค่อยเข้าท่า สู้สวยแบบมั่นใจตามวัยที่เหมาะสมโดยไม่ต้องเสี่ยงจะสบายใจและไม่เสียเงินดีกว่านะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

(โบท็อกซ์)(ความสวย)2010

อ่านเพิ่มเติม...
 
ข้อควรรู้และสิ่งที่ต้องระวัง! หากคิด "นมเด้ง"

ร่างกายของผู้หญิงโดยธรรมชาติผิวหนังภายนอกและกล้ามเนื้อภายในของเต้านมจะทำหน้าที่เหนี่ยวรั้งน้ำหนักของเต้านมไว้ให้ตั้งขึ้นและเต่งตึงเสมือนหนึ่งเป็นเสื้อยกทรงธรรมชาติ แต่เมื่อสรีระของร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น มีการเพิ่มของน้ำหนักตัวอย่างมากมายหรือหญิงในวัยใกล้หรือในวัยหมดประจำเดือนเต้านมจะหย่อนยานอย่างชัดเจน

สาเหตุสำคัญมาจากปัจจัยเหล่านี้ ผู้ลดน้ำหนักตัวอย่างฮวบฮาบผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากอ้วนมักจะมีไขมันสะสมพอกพูนบริเวณเต้านมมาก เมื่อน้ำหนักลดอย่างฮวบฮาบส่วนที่หายไปก่อนคือไขมันส่วนเกินนั่นเอง ผิวหนังภายนอกที่เคยต้องขยายและอุ้มน้ำหนักเต้านมและไขมันส่วนเกินไว้ก่อนหน้านั้นจึงห้อยและหย่อนยานตามสรีระนั่นเอง เพราะกล้ามเนื้อภายในเต้านมไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพิ่มเติม

หญิงในวัยใกล้และในวัยหมดประจำเดือน

เต้านมหย่อนยานได้เนื่องจากสาเหตุหลักคือการลดลงของปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนในกระแสเลือด ฮอร์โมนเอสโตรเจนถูกผลิตและปลดปล่อยออกจากต่อมเนื้อเยื่อและอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเข้าสู่กระแสเลือดไปยังเนื้อเยื่อและส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่มีสถานีรับ (Receptors) ฮอร์โมนชนิดนี้ หน้าที่สำคัญของเอสโตรเจนคือควบคุมการเจริญเติบโตของเต้านม รังไข่ ช่องคลอดและการเจริญพันธุ์ของผู้หญิง นอกจากนั้นยังมีความสำคัญยิ่งต่อการเสริมสร้างเนื้อเยื่อของกระดูกป้องกันกระดูกพรุนซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเปราะและแตกหักของกระดูก


ไม่อยากให้เต้านมหย่อนยานก่อนวัยควรทำอย่างไร

ไม่ควรลดน้ำหนักตัวอย่างฮวบฮาบควรจำกัดอาหารไขมันควบคู่ไปกับการออกกำลังกายที่เหมาะสม จะช่วยลดไขมันส่วนเกินพร้อม ๆ กับการกระชับกล้ามเนื้อภายในให้เต่งตึงได้ดี

สำหรับหญิงในวัยทองซึ่งร่างกายมีการผลิตเอสโตรเจนลดน้อยลงตามธรรมชาติ อาจจะเสริมด้วยอาหารที่มีส่วนผสมของ?ไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen) คำว่า ?ไฟโต' แปลว่าพืช หมายถึงสารที่มีลักษณะและคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน แม้ว่าจะมีประสิทธิผลต่ำกว่าฮอร์โมนถึง 100 - 1,000 เท่าก็ตาม จะพบมากในถั่วเหลือง นมถั่วเหลือง เต้าหู้ และสมุนไพรอื่น ๆ เช่น กวาวเครือ เป็นต้น อย่างไรก็ดีจากการวิจัยทางการแพทย์พบว่า การที่ร่างกายได้รับสารไฟโตเอสโตรเจนเข้าไปในร่างกายนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย

ข้อดีสำหรับหญิงในวัยทองคือ สามารถทดแทนฮอร์โมนที่ลดน้อยลงได้บ้างแม้ว่าจะไม่ดีเท่าที่ร่างกายผลิตขึ้นเอง แต่ก็พบว่าสามารถกระตุ้นให้เต้านมเต่งตึงขึ้นผิวมีน้ำมีนวลขึ้นอาการหงุดหงิดลดน้อยลง

ข้อเสียคือ ไฟโตรเอสโตรเจนแม้ว่าจะมีฤทธิ์ต่ำกว่าเอสโตรเจนมากก็จริง แต่ก็สามารถเข้าแข่งขันกับเอสโตรเจนของร่างกายในการเข้ายึดสถานีรับ (Receptor) เอสโตรเจนตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ และหากไฟโตเอสโตรเจนสามารถเข้าสถานีได้จะมีผลทำให้ฤทธิ์ของฮอร์โมนเอสโตรเจนต่อร่างกายลดลงซึ่งกลับเป็นผลเสียมากกว่าผลดี


ดังนั้นผู้ที่อยู่ในวัยเด็กและวัยเจริญพันธุ์ไม่สมควรจะรับประทานอาหารที่มีไฟโตเอสโตรเจนมากเกินไปหรือไม่ควรหาซื้อผลิตภัณฑ์นมเด้งที่มีส่วนผสมของไฟโตเอสโตรเจนมาทาถูนวดที่เต้านม เพราะจะให้ผลในทางตรงกันข้ามได้หญิงในช่วงตั้งครรภ์และให้นมบุตรก็เช่นกัน ไม่ควรรับประทานหรือทาถูเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของไฟโตเอสโตเจน ผู้ที่มีปัญหาโรคทางเต้านมทั้งหลายก็ควรจะระวังเช่นกัน

คิดอยากให้นมเด้งอ่านตรงนี้ก่อน

เอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนที่มีความสำคัญมากมายต่อการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่นเดียวกับเซลมะเร็งก็เจริญเติบโตได้ดีมากอย่างรวดเร็วด้วยเอสโตรเจน ดังนั้นการที่ร่างกายได้รับเอสโตรเจนหรือสารที่คล้ายคลึงกับเอสโตรเจนจากภายนอกร่างกายไม่ว่าจะโดยการรับประทานหรือทาถูจึงมีความเสี่ยงต่อการเจริญเติบโตของเซลมะเร็งไม่มากก็น้อย เพราะไม่ใช่สิ่งที่ร่างกายผลิตขึ้นเองโดยธรรมชาติผู้ที่อยากสวยจึงพึงสังวรไว้ด้วย และหากจะซื้อ ครีมนมเด้ง ก็ควรจะพิจารณาให้ดีก่อนใช้



ขอขอบคุณข้อมูลจาก? มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

(นมเด้ง)(ครีมนมเด้ง)2010

อ่านเพิ่มเติม...
 
การลบริ้วรอยอย่างได้ผลกับ "Aramis"

เมื่ออายุที่เริ่มมากขึ้นสิ่งมาพร้อมกับอายุคงหนีไม่พ้นริ้วรอยเหี่ยวย่นโดยเฉพาะผิวหน้า แม้ผิวที่ร่วงโรยตามอายุหากคุณไม่ชอบใจแต่ว่าอะไรสมกับวัยก็คงจะไม่เป็นไรเท่าไร แต่หากว่าริ้วรอยที่เกิดขึ้นบนใบหน้ามาเยือนก่อนกำหนด จนทำให้คุณดูแก่เกินวัยอันควรทั้งที่ความจริงแล้วอายุของคุณยังไม่มากเท่าไรยังไม่ควรมีริ้วรอยมากขนาดนั้น เห็นทีจะทำเฉยต่อไปไม่ได้แล้วค่ะ

โดยทั่วไปการดูแลผิวหน้าอย่างเหมาะสมถูกวิธีในแต่ละช่วงวัยย่อมทำให้คุณมีผิวพรรณที่สวยงามตามวัย แต่บางทีเผลอใส่ใจน้อยไปนิดริ้วรอยเหี่ยวย่นก็มาเยือนเสียแล้ว ใครที่เจอปัญหาทำนองนี้คงต้องรีบหาทางแก้ไขเสียแต่เนิ่น ๆ อย่าปล่อยให้ริ้วรอยเล่นงานจนเสียสุขภาพจิต

การลบริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้ามีวิธีแก้ไขอยู่หลายวิธีแต่วิธีที่จะนำมากล่าวถึงในที่นี้เป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดนั่นคือ การนำเครื่องเลเซอร์ "Aramis" มาช่วย ลบริ้วรอย บ้านเราอาจจะรู้สึกว่าเป็นของใหม่แต่จริง ๆ แล้วปัจจุบันเครื่องเลเซอร์ชนิดนี้เป็นที่นิยมและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการแพทย์ประเทศแถบยุโรป



ทีนี้มารู้จักเครื่องเลเซอร์ "Aramis" รวมถึงคุณสมบัติของมันกันค่ะ เชื่อว่ายังมีอีกหลายท่านที่คาใจว่าเจ้าเครื่องที่ว่านี้มีดีจริงหรือ?

เครื่องเลเซอร์ "Aramis" ถือเป็นนวัตกรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างคลื่นความร้อนและความเย็นเพื่อให้ผิวหน้ารู้สึกสบายปราศจากความเจ็บหรืออันตรายใด ๆ จึงนับเป็นมิติใหม่ในการต่อต้านริ้วรอยที่อ่อนโยนต่อผิวหน้าอย่างแท้จริง

เครื่องเลเซอร์ "Aramis" มีคุณสมบัติช่วยในการลบริ้วรอยบริเวณรอบตา รอบปาก อีกทั้งยังช่วยในการลบริ้วรอยบริเวณรอบตา รอบปาก อีกทั้งยังช่วยกระชับรูขุมขนให้กลับคืนสู่วัยสาวดังเดิมโดยอาศัยหลักการใช้คลื่นความร้อนผ่านลงสู่ผิวหนังชั้นลึก (เดอร์มิส) โดยตรง และขณะที่เครื่องเลเซอร์กำลังทำงานนั้นก็จะมีส่วนที่กระจายความเย็นมาสู่ผิวหนังชั้นบนให้มีการกระตุ้นเซลล์สร้างเส้นใยคอลลาเจนและเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับผิวหน้า

ด้วยคุณสมบัติที่ว่ามาดังกล่าว ผู้เข้ารับการรักษาก็จะสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของผิวหน้าทีละน้อยใน ครั้งแรกหรือครั้งที่ 2 และจะเป็นที่พึงพอใจมากขึ้นตามลำดับในการรักษาครั้งต่อ ๆ ไปค่ะ

สำหรับขั้นตอนการลบริ้วรอยด้วยเครื่องเลเซอร์ "Aramis" นั้นไม่มีอะไรยุ่งยากเลย แถมยังใช้เวลาไม่นานครั้งหนึ่งก็ประมาณ 10-15 นาทีเท่านั้น ส่วนการทำแต่ละครั้งควรเว้นระยะห่างประมาณ 3-6 สัปดาห์

อีกสิ่งหนึ่งที่หลายท่านอยากทราบก็คือ ภายหลังการทำมีความยุ่งยากในการดูแลหรือไม่โดยปกติหลังจากทำเลเซอร์ "Aramis" แล้วไม่ต้องมีการดูแลเป็นพิเศษใด ๆ ผู้เข้ารับการรักษาสามารถแต่งหน้าไปทำงานได้ตามปกติทันทีค่ะ

อ่านมาถึงบรรทัดนี้ คงทำให้หลาย ๆ ท่านค้นพบคำตอบในการรักษาริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้ามากขึ้นอย่าปล่อยให้โอกาสดี ๆ ในชีวิตผ่านพ้นไปตามกาลเวลาเลยผิวสวยปราศจากริ้วรอยเป็นเรื่องที่รอช้าไม่ได้ค่ะ



ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือสวยด้วยแพทย์

ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

(ลบริ้วรอย)(ริ้วรอย)(Aramis)2010

อ่านเพิ่มเติม...
 
ไขข้อสงสัยใน "การทำรีแพร์"

สาว ๆ หลายคนที่ผ่านการมีบุตรหรืออายุที่เริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยแล้วคิดว่าส่วนนั้นไม่ค่อยฟิตกระชับเหมือนที่ผ่านมา และบางคนก็ถึงกับขาดความมั่นใจหรือบางคนเริ่มจะมีปัญหากับคู่สมรสจนอยากจะแก้ปัญหานั้นให้ได้ แต่จะให้เดินไปหาหมอสูติเพื่อรับคำปรึกษาก็ยังรู้สึกอายอยู่ วันนี้จึงไปเคาะประตูห้องของ พญ.วิทัศศนา เขตต์กลาง สูตินารีแพทย์ เพื่อไขข้อข้องใจความรู้เรื่องการทำรีแพร์ คืนความสาวมาให้คุณอีกครั้ง


การรีแพร์ คืออะไร


คำว่า รีแพร์ มันก็คือ การซ่อมแซม ในที่นี้เราหมายถึงการผ่าตัดซ่อมแซมแก้ไขช่องคลอดที่มักเกิดภาวะหย่อนยานหลังการคลอด ซึ่งโดยทั่วไปมันก็จะมี 2 วิธี คือ


การทำรีแพร์ด้านเดียว เป็นการทำเฉพาะด้านหลังของช่องคลอดตำแหน่งเดียวกับการกรีดตอนคลอดยาวเข้าไปข้างในอันนี้ทำในรายที่ไม่มีการยึดของช่องคลอดมากนัก


การทำรีแพร์สองฝั่ง คือทำที่ผนังบนกับผนังล่างของช่องคลอด วิธีนี้ในสมัยก่อนจะใช้แก้ปัญหาไอจามปัสสาวะเล็ดด้วย แต่เดี๋ยวนี้จะเลิกใช้ไปแล้วและเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นแทนซึ่งจะให้ผลที่ดีกว่า การทำรีแพร์วิธีนี้มักใช้กับในรายที่ช่องคลอดมีการยืดมากหรือผ่านการมีบุตรมาแล้ว 2 คนขึ้นไป


นึกภาพง่าย ๆ เหมือนเราซ่อมแซมเสื้อผ้า อย่างกระโปรงตัวนี้เอวหลวมไป 4 นิ้วโดยทั่วไปเราอาจจะเย็บเข้าแค่ฝั่งเดียวก่อนก็จะตัดผ้าออกไป 4 นิ้วเลย หรืออาจจะเย็บเข้าสองข้างก็ตัดออกข้างละ 2 นิ้ว แล้วเอามาชิดกันใหม่ซึ่งในการเย็บก็จะค่อย ๆ เย็บเป็นชั้นขึ้นมา คือ ยึดชั้นกล้ามเนื้อล่างสุดชั้นกล้ามเนื้อเหนือขึ้นมา และชั้นสุดท้ายจะเป็นชั้นผิวในของช่องคลอด


ใครควรใช้วิธีไหน

การประเมินว่าจะใช้วิธีไหนก็ต้องมีการตรวจภายใน แพทย์ผู้ตรวจจะมีตัวสกอล์วัดที่ชัดเจนว่าลักษณะหย่อนยานขนาดนี้ควรจะทำแบบไหน แต่เนื่องจากนี่เป็นกึ่งศัลยกรรมความงามจึงจะอิงความพึงพอใจของคนไข้เป็นสำคัญ ส่วนใหญ่ก็คือเขาอาจจะมีปัญหากับคู่สมรสจึงเดินเข้ามาปรึกษาและตัดสินใจที่จะทำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นที่สำคัญที่สุดคือคนไข้ต้องได้รับการตรวจภายในว่าไม่มีอะไรผิดปกติก่อน เช่น มดลูกไม่โต ไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับอวัยวะในอุ้งเชิงกราน รังไข่ไม่ได้มีปัญหา ไม่มีเนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูกไม่มีก้อน ซึ่งถ้าตรวจแล้วเจอหมอจะแนะนำคนไข้ให้รักษาอาการเหล่านี้ก่อน เพราะจริง ๆ แล้วการทำรีแพร์เป็นเรื่องของความพึงพอใจอย่างที่บอกไปทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ ถ้ายังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติการมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้มีปัญหาก็ไม่จำเป็นต้องทำยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือเหมือนคุณทำจมูกไม่ทำคุณก็ยังสามารถหายใจได้ทำหรือไม่ทำเป็นความพึงพอใจส่วนตัว


วัยไหนบ้างที่เดินมาเคาะประตูห้องคุณหมอ

อายุที่เดินเข้ามาหาหมอจะมีตั้งแต่อายุยี่สิบปลาย ๆ ไปจนถึงเจ็ดสิบกว่า ช่วงวัยที่เข้ามามากคือ 35-45 ปี แล้วถ้าจะให้แยกให้ลึกลงไปอีกก็คือ สำหรับคนที่อายุน้อย ๆ นั้นมักจะเป็นผู้ที่ผ่านการมีลูกมาแล้วส่วนกรณีผู้ที่อายุมากมักเข้ามาด้วย การมีภาวะมดลูกหย่อนซึ่งส่งผลให้เขาอุจจาระปัสสาวะยากก็เลยใช้วิธีการทำรีแพร์เข้ามาช่วยจัดการปัญหานั้น

มีคู่นอนเยอะทำให้เกิดปัญหานี้จริงไหม


ในความคิดเห็นของหมอสูติคิดว่ามันก็ไม่น่าจะเกี่ยวมากมาย แต่ว่าสำหรับคนไข้จะให้ความสำคัญกับตรงนี้ค่อนข้างเยอะเหมือนกัน คือเขาอาจจะคิดว่าเขามีเพศสัมพันธ์มานานๆ แล้วมันจะยืด ซึ่งในทางการแพย์ก็จะยอมรับว่ามันอาจจะเกิดการฉีกขาดของกล้ามเนื้อบางส่วน บ้าง แต่ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรมากขนาดนั้น โดยส่วนตัวของหมอเองคิดว่าคนไข้กลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องทำ เพราะถ้าทำก็จะทำยาก ที่สำคัญคือหมอไม่อยากให้คนไข้คิดเรื่องนี้มากจนเกินไป


ถ้าจะทำรีแพร์ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

ก่อนการทำถ้าเป็นไปได้หมอจะแนะนำให้คนไข้ตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูกให้เรียบร้อยซะก่อน ถ้ามีโรคประจำตัวก็อาจต้องปรึกษาหมออายุรกรรมร่วมด้วยเพราะในรายที่คนไข้เป็นเบาหวานก็ต้องพิจารณาว่าเขาจะสามารถผ่าตัดได้ไหม ถ้าไม่มีปัญหาอะไรสามารถผ่าตัดได้ก็ต้องงดน้ำงดอาหารก่อนการผ่าตัด 6 ชม. ถ้าทานยาอยู่เป็นประจำ เช่น ยาคุมกำเนิด หรือทานอาหารเสริมบางตัว วิตามินบางชนิดอาจแนะนำให้หยุดทานก่อนการผ่าตัดเพราะพวกนี้จะส่งผลให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น


ลงมือผ่าตัดทำรีแพร์

สำหรับเวลาในการผ่าตัดถ้าเป็นการทำด้านเดียวจะใช้เวลาประมาณ 45 นาที แต่ถ้าสองด้านก็ประมาณชั่วโมงครึ่ง ส่วนการพักฟื้นถ้าด้านเดียวส่วนใหญ่คนไข้จะสามารถกลับไปพักรักษาตัวต่อที่บ้านได้ แต่ใน 2-3 วันแรกควรจะนอนพักให้มาก ๆ อย่าเพิ่งออกไปไหน ถ้าสามารถพัก 1 สัปดาห์ได้ยิ่งดี ส่วนถ้าเป็นการทำรีแพร์แบบสองด้านก็ต้องนอนโรงพยาบาล 4 วัน แล้วถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็สามารถกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้แล้ว

การทำรีแพร์จะต่างจากการผ่าตัดวิธีอื่นคือมันเป็นแผลที่แช่อยู่ในน้ำ คือบริเวณนั้นมันจะมีน้ำคัดหลั่งจากช่องคลอดก็เลยจะมีเชื้อแบคทีเรียเฉพาะของมันอยู่แล้วไหนจะอุจจาระ ปัสสาวะอีก หรือในบางคนที่มีตกขาวมากอยู่แล้ว อาจมีเชื้อราหรือแบคทีเรียบางตัวซ่อนเร้นอยู่ก็เลยต้องมีการดูแลค่อนข้างจะพิเศษ แล้วแผลจำเป็นต้องโดนน้ำ ต้องทำความสะอาดเพราะว่ายิ่งไม่ทำความสะอาดจะยิ่งแย่บางคนเห็นการผ่าตัดชนิดอื่นโดนน้ำไม่ได้ก็เลยไม่ทำความสะอาดก็จะยิ่งทำให้แผลมีโอกาสที่จะเกิดการอักเสบหรือติดเชื้อได้ง่ายยิ่งขึ้นอีก อย่างที่ต่างจากการผ่าตัดวิธีอื่นคือการผ่าตัดอื่น ๆ หมอจะแนะนำคนไข้ให้รีบขยับลุกเดินเพื่อไม่ให้เกิดพังผืดขึ้น แต่รีแพร์ต้องพยายามนอนให้นิ่งที่สุดเพราะการขยับอาจจะก่อให้เกิดการห้อเลือดได้ แต่ถ้า 2-3 วันแรก ขยับตัวให้น้อยที่สุดนอนให้นิ่งที่สุดโอกาสที่แผลจะหายเร็วจะมีมากกว่า


การดูแลหลังการทำ

การดูแลหลังจากนั้นคนไข้สามารถอาบน้ำฟอกสบู่ภายนอกได้ตามปกติ ถ้าเกิดมีการตกขาวมีกลิ่นเยอะก็อาจจะให้นั่งแช่น้ำอุ่น 15 นาทีก่อนนอน วิธีนี้จะทำให้น้ำได้เข้าไปซะล้างบางส่วนที่ภายใน เพราะในการผ่าตัดมันอาจจะมีเลือดออก ซึ่งเป็นอาหารที่ดีของแบคทีเรียซึ่งทำให้เกิดกลิ่นแล้ว 6 อาทิตย์หลังทำหมอก็จะนัดมาตรวจอีกครั้งเพื่อเช็คว่าแผลเรียบร้อยดีไหม ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ค่อยมีปัญหาอะไร แล้วหลังจากนั้นก็จะแนะนำให้คนไข้ตรวจภายในตามปกติ นอกนั้นก็ใช้ชีวิตตามปกติได้เลย

คงไขข้อข้องใจเรื่องการทำรีแพร์ไปได้เยอะเลยใช่ไหมคะซึ่งจะทำหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละบุคคลไป แต่เหนือสิ่งอื่นใดอย่าลืมนะคะว่าการที่ความรักจะยืนยาวหรือไปสิ่งสำคัญที่สุดคงไม่ใช่เรื่องนั้นแต่เป็นการอยู่ด้วยกันด้วยความรักและเข้าอกเข้าใจกันมากกว่าค่ะ



ขอขอบคุณข้อมูลจาก สุขภาพดี
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

การทำรีแพร์)(ทำรีแพร์)(การรีแพร์)2010

อ่านเพิ่มเติม...
 
8 วิธีดูแลผมสวยเมื่อเข้าหน้าฝน

ฝนตกก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เส้นผมเสียได้นอกเหนือจากแสงแดด คลอรีน และยิ่งเข้าหน้าฝนยิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่ต้องเจอกับสภาพฝนตกเป็นประจำและคงไม่มีสาว ๆ คนไหนที่อยากจะมีผมแห้งเสีย วันนี้จึงนำเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการดูแลรักษาเส้นผมมาฝากสาว ๆ ด้วย 8 วิธีดูผมสวยอย่างง่าย ๆ ด้วยตัวเองที่บ้าน

1. เริ่มจากการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผม ต้องมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีค่าความเป็นด่างที่สมดุล เช่น ครีมนวดผมต้องมีคุณสมบัติปรับสภาพเส้นผมให้ชุ่มชื่นและล้างออกได้ง่าย

2. เวลาสระผมจะต้องนวดหนังศีรษะไปพร้อมกัน เพราะจะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนโลหิตที่หนังศีรษะดีขึ้น ให้น้ำมันตามธรรมชาติไปหล่อเลี้ยงเส้นผมหรืออาจนวดระหว่างวันด้วยหวีแปรงไม้

3. เมื่อผมเปียกชื้นอาจเป็นปัญหาหนึ่งที่สาว ๆ อย่างเราต้องกังวล เพราะเวลาผมแห้งก็จะฟูฉะนั้นอาจพกไดร์เป่าผมตัวจิ๋วไว้ในกระเป๋าหรือที่ทำงานสักอัน นอกจากจะได้ผมสลวยแล้วเป็นอีกทางหนึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นหวัดได้เป็นอย่างดี

4. เวลาเป่าผมให้แห้ง ควรเป่าผมจากบนลงล่างเพราะเกล็ดผมจะเรียงตัวตามธรรมชาติทำให้เส้นผมเรียงตัวสวยและเรียบเงางามไม่ชี้ฟู

5. สาวใดที่นิยมไดร์ผมให้ตรง ดัดผมด้วยโรลไฟฟ้าและรีดผมด้วยไฟฟ้าต้องระวังเรื่องไฟดูดและควรใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องเส้นผมจากความร้อนด้วยเสมอ

6. ถ้าจำเป็นต้องหวีผมขณะที่เปียก ควรใช้หวีซี่ห่าง ๆ จะช่วยให้เส้นผมขาดน้อยลงได้

7. การกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ช่วยให้เส้นผมมีสุขภาพที่ดีด้วยเช่นกัน ควรเลือกอาหารจำพวก ผัก ผลไม้ และควรดื่มน้ำให้มากหลีกเลี่ยงอาหารที่ผ่านกระบวนการขัดสีรวมทั้งพยายามงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่ ก็จะเรียกได้ว่าเป็นการบำรุงให้ผิวและผมสวยใส

จากภายในสู่ภายนอกนั่นเอง

8. ถ้าต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง ควรปกป้องเส้นผมจากแสงแดดด้วยการสวมหมวก หรือทาครีมปรับสภาพผมทิ้งไว้เมื่อต้องออกแดดจากนั้นค่อยล้างออกตามปกติ


นอกจากนี้ปัญหาของสภาพผมสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่าการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สะเปะสะปะ ซึ่งสามารถนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปปรับใช้ที่บ้านได้

สาวผมมัน นำว่านหางจระเข้มาฝานเปลือกออกแล้วนำเนื้อเจลไปปั่น จากนั้นตักมา 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำมะนาว 1 ช้อนชาและแชมพูที่ใช้อยู่อีก 1 ถ้วยตวง แล้วนำไปสระผมตามปกติจะช่วยให้เส้นผมมีสมดุลไม่แห้งและมัน

สาวผมแห้ง นำอโวคาโด 1 ผล ปอกเปลือกและบดให้ละเอียดผสมกับกะทิจนเป็นเนื้อเดียวกันใช้หมักผมหลังจากสระผมเรียบร้อยแล้ว โดยนวดให้ทั่วศีรษะใช้หวีซี่ห่าง ๆ แปรงผมให้เป็นระเบียบ ทิ้งไว้ 15 นาทีจึงล้างออก

สาวผมไม่มีน้ำหนัก ควรใช้น้ำส้มสายชูเศษหนึ่งส่วนสองถ้วยตวงผสมน้ำเปล่า 1 ถ้วยตวงและน้ำมันอัลมอนด์ 1 ช้อนโต๊ะเข้าด้วยกัน จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้มานวดเส้นผมและหนังศีรษะขณะเปียกให้ทั่ว ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วจึงล้างออก

ส่วนสาวที่มีปัญหารังแค หลังจากสระผมด้วยแชมพูขจัดรังแคตามปกติแล้วนำชาโรสแมรี่ที่ทิ้งไว้จนเย็นมาล้างผมในน้ำสุดท้าย หรือใช้ชาโรสแมรี่ผสมกับแชมพูในอัตราส่วน 70 ต่อ 30 หรือใช้แชมพูซึ่งมีส่วนผสมจากน้ำมันมานูก้าทีทรี ไรม์ การสระผมทุกครั้งต้องแน่ใจว่าได้ล้างแชมพูออกจนหมด เพราะสารตกค้างจะเร่งให้หนังศีรษะผลิตน้ำมากและทำให้รากผมมัน


ขอขอบคุณข้อมูลจาก matichon online

ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

(วิธีดูแลผม)(หน้าฝน)2010

อ่านเพิ่มเติม...
 
สูตรลับเร่งผมยาวสวย

ขั้นตอนแรก

สระผมและนวดผมให้เรียบร้อยใช้ผ้าขนหนูค่อย ๆ ซับน้ำบนเส้นผม ห้ามขยี้ผมเด็ดขาด โดยเฉลี่ยแล้วผมคนเราจะยาวประมาณครึ่งนิ้วต่อเดือน

ดังนั้นถ้าอยากให้ผมยาวเร็วขึ้นแสกผมไว้ซัก 5-6 แถว บีบวิตามินอีแบบแคปซูลสำหรับทาหน้านำมาทาตามรอยแสกนวดบำรุงให้ทั่วหนังศรีษะผมจะยาวเร็วขึ้น อย่าลืมที่จะทำทรีทเม้นท์สัปดาห์ละครั้งเพราะจะทำให้มีสุขภาพผมที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน



การทำทรีทเม้นท์หมักผมแบบธรรมชาติ

บดกล้วยหอมผสมกับน้ำผึ้งพอกให้ทั่วทั้งศรีษะทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออก อีกสูตรหนึ่งคือ คั้นดอกอันชัญสดกับน้ำสะอาด จนได้น้ำอันชัญสีน้ำเงินอมม่วงหมักผมทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออก สูตรนี้จะทำให้ผมดูดกดำเงางาม

ถ้าเป็นคนผมแห้งต้องการให้ผมดูเงางามใช้แฮร์โค้ต 2-3 หยด ชโลมและนวดให้ทั่วศรีษะ แต่ถ้าเป็นคนผมมัน ไม่ควรทำวิธีนี้



ขอขอบคุณข้อมูลจาก เดลินิวส์

ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

(เร่งผมยาว)(ผมยาวสวย)2010

อ่านเพิ่มเติม...
 
เชื่อไหม๊! "พืชผัก" บำรุงเส้นผมได้

"ผัก" นอกจากจะมีคุณประโยชน์มากมายในการบริโภคเข้าไปแล้วยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ อีก ที่สามารถนำไปใช้ในการประกอบการดำรงชีวิต เช่น ในสมัยก่อนยังไม่มีแม้แต่แชมพูสระผมเหมือนอย่างในปัจจุบันนี้ ในหมู่บ้านต่าง ๆ ก็ได้นำพืชผักพื้นบ้านนี้มาใช้ในการทำความสะอาดเส้นผมพืชผักเหล่านี้ ได้แก่ มะกรูดนำไปย่างไฟ ผักส้มป่อยย่างไฟ มะขาม ลูกมะเฟือง ใบหมี่ ใบรางจืด นำส่วนประกอบเหล่านี้มาต้มรวมกัน จะได้ยาสระผมที่มีคุณค่าช่วย บำรุงเส้นผม ได้อาทิเช่น

มะกรูด มีกลิ่นหอมช่วยขจัดรังแคไม่คันศีรษะผมลื่นเป็นมัน

ส้มป่อย มีกลิ่นหอมเย็น

มะขาม ชำระล้างเหงื่อไคลให้สะอาดหมดจด

มะเฟือง ผมลื่นดำเป็นมันเส้นผมไม่กรอบแดง

รางจืด ผมลื่นเป็นมันไม่ร่วง

ใบหมี่ ทำให้เกิดฟองเมือกลื่นมีกลิ่นหอม


กล่าวกันว่า การสระผมและบำรุงเส้นผมแบบพื้นบ้านเช่นนี้ ในหลายหมู่บ้านตามชนบทยังมีคนเฒ่าคนแก่ทำใช้เอง จนปัจจุบัน องค์กรภาครัฐและภาคเอกชนบางแห่งได้มีการสนับสนุนให้นำมาประยุกต์เอาความรู้ตรงนี้มาใช้ โดยได้เลือกพืชบางตัว เช่น มะกรูด ใบหมี่ ผสมกับว่านหางจระเข้ เป็นต้น

ความสำคัญของผักที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนไทยมิใช่แค่มีสารอาหารหรือนำไปทำเป็นยาสระผมบำรุงเส้นผมเท่านั้น ยังมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้อีกด้วยพืชผักเหล่านี้นำมาใช้บรรเทาอาการไข้ ไข้หวัด ปวดท้อง ปวดกระดูก ปวดกล้ามเนื้อ ฯลฯ และนำมาบริโภคเพื่อส่งเสริมฟื้นฟูสภาพร่างกาย อีกทั้งนำมาชำระล้างคราบเหงื่อไคล ความปวดเมื่อยให้เหือดหายในรูปของยาอบ ยาประคบ ยานวด พืชผักบางชนิดใช้กินเป็นอาหารก็ได้เป็นยาก็ได้ เช่น สะระแหน่ ขมิ้น พริกไทย ดีปลี ตำลึง ผักบุ้ง เล็บครุฑ

จะว่าไปแล้วระบบการแพทย์พื้นบ้านชนบทในขณะนี้เริ่มถูกลืมเลือนไปจากความทรงจำเสียแล้ว โดยมีการแพทย์แผนปัจจุบันเข้ามาแทนที่ประชากรก็เลยหันไปรับบริการทางการแพทย์สมัยใหม่ ซึ่งอยู่บนความคิดที่ว่าถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ทั้งตัวยาและบุคลากรที่ให้บริการอีกทั้งการรักษาก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็วเห็นผลทันใจ ในขณะที่การรักษาแบบพื้นบ้านเป็นไปอย่างช้า ๆ และยุ่งยากพอสมควรหากจะว่ากันตามจริงแล้วบางครั้งเราก็จำเป็นจะต้องพึ่งระบบการแพทย์แผนใหม่เพื่อการรักษา ในขณะเดียวกันทางเลือกอีกทางหนึ่งแม้มิใช่จะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพราะหลาย ๆ โรค การรักษาแผนใหม่ก็ให้คำตอบไม่ได้ เพราะวิธีการรักษาครอบคลุมทั้งทางด้านร่างกาย จิตวิญญาณและความสัมพันธ์ทางสังคมตามความเชื่อของมนุษย์นั่นแหล่ะ

ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เชื่อถือสรรพคุณของยาที่ได้จากพืชผักพื้นบ้านเหล่านี้ มักจะบอกว่า ยาผีบอก ได้ผลชะงัดจริง ๆ นะ เพราะลูก ๆ ที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาได้ทุกวันนี้ก็ด้วยวิธีรักษาจากพืชเหล่านี้แหละ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก สยามดารา

ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

(พืชผัก)(บำรุงเส้นผม)2010

อ่านเพิ่มเติม...
 
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 ถัดไป > สุดท้าย >>

หน้า 1 จาก 2