|
"ฝ้า" เมื่อได้ยินคำนี้สาว ๆ หลายคนคงไม่อยากเจอหรือไม่อยากได้ยินเลยด้วยซ้ำ เพราะถ้าบนใบหน้าสาว ๆ ต้องมีฝ้าแล้วคงจะกลุ้มอกกลุ้มใจกันมิใช่น้อยเลยทีเดียว นั้นวันนี้เรามาทำความรู้จักกับเจ้า "ฝ้า" กันเถอะ จะได้เป็นการป้องกันใบหน้าสวย ๆ ของเราไว้ก่อนหรือจะได้หาวิธีแก้ไขกันเพื่อไม่ให้ฝ้ากับมาเป็นอีก
ฝ้า คือ แผ่นสีน้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลเข้มบนใบหน้ามักพบที่แก้ม หน้าผาก จมูก เหนือริมฝีปากและคาง นอกจากนี้อาจพบได้ที่คอและแขนด้านนอกพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายโดยเฉพาะในระหว่างการตั้งครรภ์และในวัย 30 และ 40 ปีขึ้นไป
ฝ้าเกิดจากการที่เซลล์สร้างเม็ดสีซึ่งอยู่ในชั้นหนังกำพร้ามีการสร้างเม็ดสีเมลานินออกมามากผิดปกติ และส่งเม็ดสีให้เซลล์ผิวหนังด้านบนเป็นจำนวนมากกว่าปกติด้วย
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝ้า คือ
ฮอร์โมนการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนจะทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานผิดปกติ เช่น ในระหว่างการตั้งครรภ์หรือวัยหมดประจำเดือนและการได้รับฮอร์โมนจากภายนอกร่างกายทำให้มีโอกาสเป็นฝ้าได้มาก เช่น รับประทานยาคุมกำเนิด การใช้เครื่องสำอางบางชนิดที่มีฮอร์โมนผสมอยู่
แสงแดดหรือรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการกระตุ้นเซลล์ให้สร้างเม็ดสีมากขึ้น ทำให้เกิดฝ้าและมีส่วนสำคัญที่ทำให้ฝ้าเข็มขึ้นอีกด้วย เชื่อว่าเกิดจากแสงอัลตราไวโอเลต A,B และ Visible Light จึงควรหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00-15.00 น.
- ความเครียด สารเคมี (เช่น น้ำมันดิน) น้ำหอม เครื่องสำอาง ก็มีส่วนกระตุ้นให้เกิดฝ้าหรือรอยด่างดำบนใบหน้าได้
- ผู้ที่เป็นโรคบางชนิด เช่น เนื้องอกของรังไข่ โรคแอลดิสัน ก็อาจทำให้หน้าเป็นฝ้าดำได้เช่นกัน
- พันธุกรรม อาจมีส่วนเกี่ยวข้องในผู้ที่เป็นฝ้าที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน
- ผลข้างเคียงจากยา เช่น ยากันชัก เป็นต้น
วิธีการรักษาฝ้า
ควรแนะนำข้อปฏิบัติตัวแก่ผู้ป่วย คือ อย่าถูกแดดมาก (เวลาอยู่กลางแจ้งควรใส่หมวกหรือกางร่ม) ควรหลบแสงไฟแรง ๆ ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำหอมและเครื่องสำอางที่สำคัญควรพักผ่อนให้เพียงพอและอย่าเครียด
การใช้ยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีโดยไม่ทำลายเซลล์สร้างเม็ดสีและเร่งเซลล์ผิวหนังชั้นบนซึ่งมีเม็ดสีเมลานินที่สร้างขึ้นมาแล้วให้หลุดลอกออกไป (ยารักษาฝ้าในปัจจุบันมักประกอบด้วยสารหลายชนิดที่สำคัญคือ ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) กรดวิตามินเอและสเตอรอยด์เป็นยารักษาฝ้าที่มีประสิทธิภาพดีแต่อาจเกิดผลข้างเคียงจากการระคายเคืองได้จึงควรอยู่ในการดูแลของแพทย์)
การป้องกันไม่ให้เกิดฝ้ามากขึ้นโดยหลีกเลี่ยงแสงแดดและใช้ครีมกันแดดที่มีค่าป้องกันสูง หลีกเลี่ยงการได้รับฮอร์โมน เช่น ยาคุมกำเนิด เครื่องสำอาง และน้ำหอมที่มีฮอร์โมนหรือสเตอรอยด์เป็นส่วนผสม
การลอกฝ้าควรใช้ในรายที่แพทย์เห็นสมควรโดยใช้ยาลอกฝ้า ได้แก่ ไฮโดรควิโนนขนาด 2-4% ทาวันละ 2 ครั้งจะช่วยลดการสร้างเม็ดสี ทำให้ฝ้าจางลงได้ยานี้อาจทำให้แพ้ได้ จึงควรทดสอบโดยทาที่แขนแล้วทิ้งไว้ 2-3 วัน(ห้ามล้างออก) ดูว่ามีผื่นแดงหรือไม่ถ้ามีก็ห้ามใช้ยานี้
ใช้ยากันแสง ได้แก่ พาบา (PABA ซึ่งย่อมาจาก Para-amin Benzoic Acid) ทาตอนเช้าหรือก่อนออกแดด ควรใช้ชนิดที่มีความสามารถในการกรองแสง (Sun Protective Factior/SPF) มากกว่า 15 ขึ้นไป ยานี้อาจทำให้แสบตา แสบจมูก เป็นสิวหรือแพ้ได้ โดยทั่วไปมักจะต้องใช้เวลาเป็นเดือนกว่าอาการจะดีขึ้นและจะต้องใช้ยากันแสงไปเรื่อย ๆ เพื่อป้องกันการกลับเป็นฝ้าอีก ถ้าไม่ดีขึ้นใน 1-2 เดือน หรือแพ้ยาที่ทารักษาฝ้าหรือสงสัยเป็นโรคอื่นควรปรึกษาแพทย์ทางโรคผิวหนัง การใช้แสงเลเซอร์ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาจากแพทย์
เรื่องควรรู้เกี่ยวกับฝ้า
1. ฝ้าที่เกิดจากการตั้งครรภ์ โดยการกินหรือฉีดยาคุมกำเนิดอาจหายได้เองหลังคลอดหรือหลังหยุดใช้ยาคุมกำเนิด (อาจใช้เวลาเป็นสองเท่าของระยะเวลาที่กินยาคุมกำเนิด เช่น ถ้ากินยาอยู่นาน 1 ปี ก็อาจใช้เวลาถ้า 2 ปี กว่าฝ้าจะหาย)
2. ฝ้าอาจมีสาเหตุจากโรคที่ซ่อนเร้นภายในร่างกาย เช่น เนื้องอกของรังไข่ โรคแอดดิสัน เป็นต้น นอกจากนี้ โรคเอสแอลอี ก็อาจมีผื่นแดงขึ้นที่แก้มคล้ายรอยฝ้าได้ ดังนั้นถ้าพบมีอาการผิดสังเกตอื่น ๆ เช่น อ่อนเพลีย เป็นลมบ่อย ปวดข้อ ผมร่วง เป็นไข้เรื้อรัง เป็นต้น ควรปรึกษาแพทย์
3. ยารักษาฝ้าบางชนิดอาจมีสารเคมีที่ทำลายเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocytes) ทำให้หน้าขาววอกเป็นรอยแดงหรือเป็นรอยด่างอย่างน่าเกลียด ดังนั้น จึงควรระมัดระวังอย่าซื้อยาลอกฝ้ามาทาเองอย่างส่งเดช โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาที่โฆษณาว่าทำให้หายได้ทันที ยาลอกฝ้าที่ผสมสารปรอทอาจทำให้ฝ้าจางลงแต่อาจมีอันตรายจากการสะสมปรอทที่ผิวหนังและในร่างกายได้
4. ในการรักษาฝ้าอาจต้องใช้เวลานานเป็นแรมเดือนหรืออาจไม่มีทางรักษาให้หายขาด เพียงแต่ใช้ยากันแสงและยาลอกฝ้าทาไปเรื่อย ๆ ถ้าหยุดยาอาจกำเริบได้ใหม่ สำหรับฝ้าที่อยู่ตื้อ ๆ (สีน้ำตาลหรือน้ำตาลเข้ม) มักจะรักษาได้ผลดีแต่ฝ้าที่อยู่ลึก (สีน้ำตาลเทาหรือสีดำ) อาจได้ผลช้าหรือไม่ได้ผลเลย
5. การลอกหน้า ขัดผิว ตามร้านเสริมสวยทั้งน่ากลัวแล้วยังอาจเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น การแพ้ส้มผัส จึงไม่แนะนำให้ไปลอกหน้า ขัดผิว
เรื่องควรรู้เกี่ยวกับกระ
กระ จัดเป็นเรื่องปกติของคนเอเชียผิวใครไม่มีกระต่างหากที่ถือเป็นเรื่องแปลก กระจะเกิดขึ้นในคนที่มีผิวขาวโดยมีแสงแดดเป็นตัวกระตุ้น และมีกรรมพันธุ์เป็นพื้นฐาน
เป็นเรื่องจริงที่ว่า ถ้าไม่ถูกแสงแดดก็จะไม่เกิดกระ ดังนั้นเราจะพบการเป็นกระเฉพาะบริเวณที่ถูกแสงแดด อาทิ เช่น ใบหน้า คอ แขน เป็นต้น และกระจะมีสีเข้มและมีจำนวนมากขึ้นในฤดูร้อนที่แดดแรงและจะจางลงในฤดูหนาว
วิธีการรักษากระแบ่งเป็น 2 แนวคิด คือ
หมอจะพยายามเตือนให้คนไข้หลีกเลี่ยงแสงแดดและทายากันแดด (SPF30) ทุกวัน หรืออาจจะใช้ครีม Whitening ไปทาเพื่อให้สีกระจางลง
หมอจะยิงเลเซอร์ให้คนไข้ซึ่งกระก็จะหายไปแต่ค่าใช้จ่ายจะสูงมากและหลังจากยิงเลเซอร์แล้วจำเป็นอย่างยิงที่จะต้องดูแลตัวเองไม่ให้ถูกแสงแดดหรือไอแดดมิฉะนั้นก็มีสิทธิ์ที่จะกลับมาเป็นอีก
ขอขอบคุณข้อมูลจาก first
(รักษาฝ้า)2010
|
กลูต้าไธโอน ทำให้ "ผิวขาว" จริงหรือ?
ในหมู่สาว ๆ ทั้งหลายที่ชอบความขาว อาจจะรู้จักกับคำว่า "กลูต้าไธโอน" ซึ่งเป็นสารที่สามารถทำให้ผิวพรรณของคุณขาวขึ้นได้ แต่คุณสาว ๆ อาจไม่รู้ว่าผลข้างเคียงของมันเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นควรทำการศึกษาก่อนที่ผิวพรรณดี ๆ ของคุณแทนที่จะดีขึ้นกลับแย่ลงได้
แม้คุณหมอจะออกมาเตือนว่ามันไม่เป็นอย่างนั้นถึงขั้นที่ อย.และแพทย์สภาออกกฎข้อบังคับห้ามแพทย์นำมาฉีด เพราะเป็นการหลอกลวงผู้บริโภค แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีใครอยากฟังและกลับยิ่งแพร่ระบาดมากขึ้น
นายแพทย์ชลทิศ สินรัชตานันท์ นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย กล่าวให้ข้อคิดกับสาวที่อยากสวยว่า ขอให้ยึดหลักสำคัญว่าการฉีดสารหรือสิ่งต่าง ๆ เข้าร่างกายนั้นมีหลักสำคัญข้อเดียวคือ นำเข้าสู่ร่างกายก็ต้องสามารถเอาออกได้ ถ้าเอาเข้าแล้วเอาออกไม่ได้หรือไม่สลายตัวไปเองถือว่าไม่ปลอดภัยทั้งสิ้น เพราะเป็นสิ่งแปลกปลอม
ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดในเรื่อง "กลูต้าไธโอน" นั้น นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทยบอกว่า เท่าที่ทราบมีการขายเกลื่อนตามเว็บไซต์ ราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงเป็นหมื่นบาท ที่น่ากลัวคือมีการแนะนำวิธีฉีดและอวดอ้างสรรพคุณจนทำให้คนที่อยากขาวเกิดความสนใจ และซื้อหาไปทดลองทั้งฉีดและกินเพื่อให้ตัวขาวก็ขอแจ้งให้ทราบว่าไม่เป็นความจริง
นายแพทย์ชลทิศ บอกว่า ความจริงแล้วปกติร่างกายจะสร้างกลูต้าไธโอนได้เองจากสารอาหารธรรมชาติที่รับประทานเข้าไป เช่น เนื้อสัตว์ ผักสีเขียว รวมทั้งสมุนไพรอย่างอบเชย เป็นต้น เนื่องจากมันมีหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระหรือสารพิษต่าง ๆ จากร่างกาย นอกจากนี้ยังป้องกันความเสื่อมและเพิ่มภูมิต้านทานในร่างกายอีกด้วย
ถึงแม้การฉีดกลูต้าไธโอนจะไม่ส่งผลอันตรายโดยตรงกับร่างกาย แต่การใช้เข็มฉีดเข้าตัวเองกันอย่างแพร่หลาย โดยไม่ระมัดระวังและคำนึงถึงสุขอนามัยแล้ว อาจทำให้เกิดการติดเชื้อและปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีกนับไม่ถ้วน
นั่นก็เป็นคำกล่าวเตือนจากคุณหมอในแวดวงความสวยงามโดยตรง รู้แล้วก็อย่าปล่อยให้โดนหลอกต่อไปโดยไม่จำเป็น
ขอขอบคุณข้อมูลจาก ไทยรัฐ ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
ทำความสะอาดผิวหน้า ให้หมดจดสดใส
วันนี้พาคุณสาว ๆ มา ทำความสะอาดผิวหน้า ให้หมดจดสดใส ไร้ความหมองคล้ำ กระชับรูขุมขน ในผิวหน้าของคุณดูขาวสว่างกระจ่างใสริ้วรอยไม่ถามหา ให้ผิวหน้าของคุณได้ขาวเนียนนุ่มกับขั้นตอน ทำความสะอาดผิวหน้า ให้หมดจดสดใส มาเริ่มกันเลยค่ะ
โดยเริ่มกันตั้งแต่ในขั้นตอนแรก คือ การทำความสะอาด (Cleansing) ด้วยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ในการชำระล้างที่เหมาะสมกับสภาพผิวของตัวคุณเอง และทำความสะอาจผิวหน้าอย่างนุ่มนวลทั้งตอนเข้าและโดยเฉพาะในเวลาก่อนเข้านอน หากคุณแต่งหน้าจัดอยู่เป็นประจำซึ่งการล้างหน้าที่ถูกวิธีนั้นให้หมุนขึ้นและวนออกเพื่อเป็นการเปิดและชำระล้างสิ่งอุดตันและสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่ติดอยู่ในรูขุมขนให้หลุดออกในขณะนวดล้างทำความสะอาด
ขั้นตอนต่อมาที่ช่วยล้างผิวหน้าอย่างล้ำลึก (Deep Cleanser) คือหลังจากการล้างหน้าตามปกติอาจยังมีสิ่งสกปรกที่ยังหลงเหลืออยู่ การมาร์คหน้าพอกหน้านั้นจึงเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งในการกระตุ้นการชำระล้างได้อย่างล้ำลึก อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิวให้ขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออก ขจัดน้ำมันส่วนเกินและสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่ตกค้างอยู่ในรูขุมขนให้หมดไปลดการอุดตันของรูขุมขนซึ่งเป็นสาเหตุของสิวเสี้ยนและยังช่วยป้องกันการเกิด สิวหัวขาว (สิวเม็ดข้าวสาร) ได้เป็นอย่างดีช่วยให้ผิวพรรณสะอาดอย่างล้ำลึก ผิวแลดูสดใสเปล่งปลั่ง
ทำความสะอาดผิวหน้า
ปรับสภาพผิวให้เนียนเรียบกระชับ (Toners) การใช้โทนเนอร์เช็ดผิวหน้าเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งสามารถคืนความสมดุลและปรับสภาพผิวได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งยังเป็นเกราะป้องกันผิวจากเชื้อแบคทีเรียทำให้ผิวสดชื่อสดใสและเปล่งปลั่ง อีกทั้งยังเป็นกระชับผิวให้รูขุมขนเล็กลงช่วยควบคุมน้ำมันส่วนเกินบริเวณ หน้าผาก จมูก คาง (T-ZONE) ให้การแต่งหน้าได้คงทนยิ่งขึ้น
บำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื่นด้วยครีมบำรุง (Moisturizer) ขาดไม่ได้เลยสำหรับอาหารผิวด้วยการเลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่เหมาะกับสภาพผิวพรรณของคุณ การบำรุงให้ความชุ่มชื้นกลับคืนสู่ผิวด้วยครีมบำรุงผิวนั้นถือเป็นการคืนความชุ่มชื่นสร้างความยืดหยุ่นสำหรับผิวชั้นนอก เพื่อคงความเปล่งปลั่งช่วยให้ผิวเก็บกักความชุ่มชื้นช่วยให้ผิวมีน้ำหล่อเลี้ยงได้ถึงผิวชั้นใน ให้ผิวเนียนนุ่มไม่แห้งตึงสวยสมบูรณ์แบบสาวผิวสวยได้ไม่ยากเลยล่ะค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือสวยด้วยแพทย์ ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
ทำความสะอาดผิวหน้า
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
ดูแลผิวหน้ามัน ให้สวยใสในน่าร้อน
วันนี้มีเรามีคำแนะนำในการ ดูแลผิวหน้ามัน ให้สวยใสในช่วงน่าร้อนแบบนี้ โดยเฉพาะคุณสาว ๆ หน้ามัน ต้องฟังไว้และห้ามพลาดเด็ดขาดถ้าพลาดอดสวยไม่รู้ด้วยนะ? เพราะน่าร้อนอย่างนี้ยิ่งทำให้คุณสาว ๆ หน้ามันเร็วเป็นเหตุให้แต่งหน้าไม่ติด ผิวหน้าเป็นมันแววแบบนำไปทอดไข่ได้เลย และที่สำคัญความมันยังเป็นบ่อเหตุให้เกิด หน้าดำ สิว และจุดด่างดำตามมาอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นมา ดูแลผิวหน้ามัน ให้สวยใสในน่าร้อนกันเถอะค่ะ
ผิวมัน เป็นผิวที่มีความมันมากเป็นพิเศษโดยเฉพาะบริเวณที่โซน คือ หน้าผาก จมูก คาง เนื่องจากต่อมไขมันทำงามากกว่าปกติจึงทำให้รูขุมขนใหญ่ผิวหน้าดูหยาบหมองคล้ำไม่สดใส ไดอารี่ความงามมีสูตรดูแลผิวมันให้คุณสาว ๆ ได้นำไปบำบัดผิวพรรณในฤดูร้อนนี้ค่ะ
สูตรบำรุงผิวหน้ามัน ด้วยการนำแตงกวา 2 ลูก ปอกเปลือกแล้วล้างให้สะอาดนำมาปั่นให้ละเอียดผสมกับน้ำมะนาวครึ่งช้อนโต๊ะ และไข่ไก่ 2 ฟอง (ใช้แต่ไข่ขาว) ปั่นส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันแล้วนำส่วนผสมนี้มาชโลมนวดเบา ๆ ให้ทั่วใบหน้า เว้นรอบดวงตาและริมฝีปากพอกทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที จึงล้างหน้าตามปกติช่วยบำรุงให้ผิวมันเปล่งปลั่งลดความมันได้ค่ะ
สูตรกระชับรูขุมขน คุณอาจจะเลือกใช้กล้วยหอมสุก แตงกวา มะเขือเทศ อย่างใดอย่างหนึ่ง จากนั้นนำมาปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เติมนมเปรี้ยวหรือน้ำผึ้งลงไปผสมกันแล้วปั่นให้ละเอียดเนียนนำมาพอกให้ทั่วใบหน้าและลำคอทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออก สูตรนี้จะช่วยกระชับรูขุมขนและบำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื่นขึ้นค่ะ
คืนความสดใสให้ผิวมัน ด้วยการนำนมเปรี้ยวที่แช่เย็นจัดนำมาพอกหน้าแล้วนวดคลึงเบา ๆ ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วใช้ผ้าขนหนูนุ่ม ๆ ค่อย ๆ เช็ดออกเพียงแผ่วเบา สูตรนี้จะช่วยให้ใบหน้าที่ซีดเซียวหมองคล้ำแลดูสดชื่นเปล่งปลั่งขึ้นได้ค่ะ
อบไอน้ำให้ผิวสะอาดกระจ่างใส ให้คุณเตรียมชามอ่างหรือหม้อชนิดที่มีปากกว้างแล้วใส่น้ำลงไปพร้อมทั้งหยดน้ำมันหอมแบบอโรมาเธอราปีลงไป สัก 5-10 หยด สาว ๆ ผิวมันให้เลือกใช้กลิ่นโรสแมรี่ ลาเวนเดอร์ หรือเปปเปอร์มินต์ (จะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่น) จากนั้นให้นำหม้อยกขึ้นตั้งไฟต้มให้เดือดแล้วยกลง ใช้ผ้าขนหนูคลุมศีรษะลงมาถึงใบหน้าเป็นกระโจมแล้วนำใบหน้าไปอังกับไอน้ำ ให้ใบหน้าอยู่ห่างจากปากหม้อประมาณ 1 ฟุต อังใบหน้านานประมาณ 5-10 นาที ซึ่งการอบไอน้ำจะเป็นการทำความสะอาดใบหน้าได้อย่างล้ำลึกช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งมีชีวิตชีวาในหน้าร้อนนี้ค่ะ
ที่สำคัญการล้างหน้าบ่อยจนเกินไปจะยิ่งเป็นการไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นกว่าเดิม แถมยังไปกระตุ้นให้สิวอักเสบได้ง่ายขึ้นอีกด้วยล่ะค่ะ ถ้าคุณไม่ได้มีกิจกรรมแบบผ่านร้อนผ่านหนาวมากนักใช้กระดาษซับมันคอยซับความมันออกไปก็จะดีกว่า อย่าแต่งหน้าเสียหนาเตอะเลือกใช้เครื่องสำอางที่ไม่ก่อให้เกิดสิวและการอุดตันรูขุมขนทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาดหมดจด เพียงเท่านี้ฤดูร้อนนี้คุณก็สามารถเป็นเจ้าของผิวหน้าที่สวยใสไม่มันวาวได้ไม่ยากแล้วล่ะค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือสวยด้วยแพทย์ ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
ดูแลผิวหน้ามัน
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
สูตรสครับขัดผิว
หากว่าใครอยากรู้ สูตรสครับขัดผิว แบบเบสิก ๆ ง่าย ๆ ก็ต้องปฏิบัติตามข้อต่อไปนี้แบบง่าย ๆ กันไปเลยกับเคล็ดไม่ลับในการปฏิบัติตัวกับ สูตรสครับขัดผิว รับรองว่าคุณได้สูตรนี้ไปแล้วผิวคุณจะแลดูสดใสและเปล่งปลั่งอย่างแน่นอนค่ะ
สครับผิวสัปดาห์ละครั้ง
ความถี่ในการสครับผิวที่เหมาะสม คือ 2 สัปดาห์/ครั้ง สำหรับผิวธรรมดาในช่วงเย็นของวัน ส่วนผิวมันสครับได้บ่อยกว่า คือ สัปดาห์ละครั้ง และสำหรับผิวแห้ง สามารถสครับผิวได้ 2 - 3 สัปดาห์/ครั้ง คนเราจะผลัดเซลล์ที่ตายแล้วทุก ๆ 28 วัน การสครับออกไปแต่พอดีจึงช่วยเผยผิวใหม่ที่สะอาดน่ามองได้
เลือกเนื้อสครับธรรมชาติ
สครับเนื้อหยาบอาจทำให้ผิวถลอกได้ทางที่ดีควรเลือกเนื้อบีทเล็ก ๆ ที่มาจากธรรมชาติอย่าง รำข้าว สารสกัดจากหม่อน เมล็ดมะขาม น้ำตาล เปลือกมะกรูด มะขามป้อม ตะไคร้ ฯลฯ ที่ช่วยขจัดเซลล์ผิวได้อย่างอ่อนโยน และยังช่วยเพิ่มคุณค่าให้ผิวอีกด้วย
เลือกสมุนไพรให้เหมาะกับผิว
เพราะสารสกัดที่ผสมในเนื้อสครับมีความแตกต่างกันไปสมุนไพรบางชนิดดีต่อผิวแห้ง เช่น น้ำผึ้ง แตงกวา ว่านหางจระเข้ ส่วนผิวมันและผิวมีสิวควรเลือกผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะยม มะเฟือง มะกรูด มะขาม เป็นต้น เพื่อให้สมุนไพรได้ดูแลผิวอย่างถูกต้อง
เมื่อใกล้ออกแดด
เมื่อเตรียมจะไปเที่ยวทะเลควรงดการสครับผิวก่อนออกแดดประมาณ 2 วัน เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวถูกแสงแดดทำลายมากเกินไป และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์การป้องกันแสงแดดทุก ๆ 4 ชั่วโมง รวมทั้งการสเปรย์ผิวให้ชุ่มชื่นตลอดการออกแดด
หากอยากจะจะสครับผิวขัดผิวในครั้งต่อไปก็อย่าลืม สูตรสครับขัดผิด ที่นำมาฝากนี้ด้วยนะค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก เดลินิวส์ ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
สูตรสครับขัดผิว
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
อาหาร เพื่อ "ผิว" กับ ลมหนาว
หากว่าถึง ลมหนาว มาเยือนคราใดแล้วปัญหาผิวแห้งยอมตามมา แต่หากอยากเตรียมตัวก่่อนถึง ลมหนาว และยังชุ่มชื่นสดใสจากข้างใน ก็คงนี้ไม่พ้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ค่ะ
เนื้อปลา
เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมเซลล์ของร่างกายที่เสื่อมโทรม และยังมีเซเลเนียมซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอความชราและความเสื่อมของร่างกาย
น้ำมันมะกอก
น้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันจากพืชที่แม้จะมีแคลอรี่สูงก็จริงแต่มีข้อดีคือ มีกรดไขมันชนิดที่เป็นประโยชน์กับร่างกายสูงและเป็นไขมันชั้นดี ซึ่งเป็นตัวควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และที่สำคัญในน้ำมันมะกอกยังประกอบด้วยวิตามินเอและอีที่เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ทำให้ผิวดูอ่อนวัยคงความชุ่มชื้นและเนียนนุ่ม
เมล็ดข้าวและธัญพืช
ไม่ว่าจะเป็นข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ด ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วดำ งา นอกจากจะมีวิตามินบีสูงแล้ว ยังมีวิตามินอี ซึ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ซึ่งจะช่วยสร้างและรักษาความแข็งแรงของเซลล์ มีงานวิจัยระบุว่า วิตามินอี ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวและช่วยปกป้องความเสียหายที่เกิดจากมลภาวะให้แก่ผิว
ผลไม้และผักสด
ผักสดมีวิตามินเอช่วยทำให้ผิวหนังไม่แห้งและยังสดใสเปล่งปลั่งอยู่เสมอ และยังมีวิตามินซีซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างเส้นใยคอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ผิวพรรณของใบหน้าดูเต่งตึงมีความยืดหยุ่น ผักสดและผลไม้จึงควรเป็นอาหารที่คุณควรบรรจุไว้ในเมนูอาหารทุกมื้อของคุณ ผลไม้ที่มีวิตามินซีมาก ได้แก่ ส้ม มะนาว มะเขือเทศ สับปะรด ฝรั่ง ส่วนผักและผลไม้ที่มีวิตามินเอมาก ได้แก่ กล้วย มะละกอ ฟักทอง แครอท
น้ำเปล่า
น้ำทำหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับทุกระบบภายในร่างกายและหากร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้ผิวพรรณไม่สดใส การดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้วโต ๆ เป็นวิธีที่ทำให้ผิวผ่องแบบไม่ต้องลงทุนมาก เพราะน้ำจะช่วยรักษาความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและยังป้องกันผิวหย่อนยานจากการลดน้ำหนักอย่างฮวบฮาบอีกด้วย
ตัวอย่างเมนูอาหารเพื่อผิวผ่อง
มื้อเช้า : สลัดผลไม้ราดด้วยโยเกิร์ตหรือสลัดผักสดกับน้ำสลัดใส
มื้อเที่ยง : ปลาจาระเม็ดนึ่ง แกงเลียง ข้าวกล้อง
มื้อว่าง : นมถั่วเหลืองหรือน้ำผลไม้คั้นสด ๆ
มื้อเย็น : ลาบเห็ด ซุบเต้าหู้ ข้าวกล้อง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก teenpath ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
ผิวสวย หน้ากิ๊ก ด้วย มะพร้าว
ประโยชน์จากน้ำมะพร้าวมีมากมายเหลือเกิน หากสาว ๆ คนไหนยี้ ผลไม้อย่างมะพร้าวแล้วก็คุณอาจจะต้องเสียใจเมื่อได้รู้ประโยชน์ของมัน? เพราะนอกจากจะอร่อยแล้วยังทำให้ผิวพรรณของเราสวยได้อีก
อุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด
น้ำมะพร้าวถือเป็นเครื่องดื่มเกลือแร่จากธรรมชาติ (Natural Mineral Drink) เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด เช่น โพแทสเซียม เหล็ก โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ทองแดง กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ และวิตามินบี แถมยังมีน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้เป็นพลังงานได้ทันทีอีกด้วย
ชะลออาการอัลไซเมอร์
การดื่มน้ำมะพร้าวทุกวันจะช่วยชะลออาการอัลไซเมอร์ได้จากผลงานวิจัยของ ดร.นิซาอูดะห์ ระเด่นอาหมัด อาจารย์ประจำภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า ในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนคล้ายฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตรเจนสูง ซึ่งมีผลช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อมในสตรีวัยทอง นอกจากนี้การดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำทุกวันยังสามารถช่วยสมานแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้นกว่าปกติและไม่ทิ้งรอยแผลเป็น
ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง
ผิวสวยด้วยการดื่มน้ำมะพร้าวถือเป็นจุดเด่นที่ไม่ควรมองข้าม เพราะน้ำมะพร้าวสามารถช่วยเสริมสร้างความสวยใสของผิวพรรณทำให้เปล่งปลั่งและขาวนวลขึ้นจากภายในสู่ภายนอก เพราะในน้ำมะพร้าวมีเอสโตรเจนอยู่ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น และชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ ไม่เพียงเท่านี้ในน้ำมะพร้าวยังสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ได้ดี แถมยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกาย จึงช่วยให้ผิวพรรณผ่องใสอีกทั้งความเป็นด่างของน้ำมะพร้าวยังช่วยปรับสมดุลของร่างกายในช่วงที่มีความเป็นกรดสูง ทำให้กลไกการทำงานของระบบภายในเป็นปกติ ส่งผลให้มีสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก
สปอร์ตดริ๊งค์จากธรรมชาติ
น้ำมะพร้าวมีปริมาณเกลือแร่ที่จำเป็นสูงรวมทั้งมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาความอ่อนเพลียเนื่องจากอาการท้องเสียหรือท้องร่วงได้ จึงจัดเป็นสปอร์ตดริ๊งค์ (Sport Drink) สามารถดื่มหลังการสูญเสียเหงื่อจากการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย นอกจากนี้ในประเทศไต้หวันและประเทศจีนยังนิยมดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อลดอาการเมาหลังการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย
รู้อย่างนี้แล้ว หันมาหาน้ำมะพร้าวดื่มกันดีกว่าเพื่อสุขภาพที่ดี
ขอขอบคุณข้อมูลจาก เดลินิวส์ ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
ประโยชน์จากการ "ขัดผิว"
สาว ๆ ทราบหรือไม่ค่ะว่าการขัดผิว นั้นมีประโยชน์หลายอย่าง นอกจากจะช่วยให้ผิวสะอาดแล้วยังช่วยในเรื่องของการหมุนเวียนเลือดที่อยู่ภายในให้หมุนเวียนได้ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ผิวพรรณของคุณดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลอีกด้วยค่ะ
ปกติผิวจะมีการผลัดเซลล์ผิวทุก 2-4 สัปดาห์ แต่เมื่ออายุเกิน 20 ปี การผลัดเซลล์ผิวจะช้าลงทำให้เกิดปัญหาริ้วรอยและผิวหมองคล้ำ การขัดผิวด้วยฟองน้ำ เกลือขัดผิว แปรง หรือวิธีอื่น ๆ จึงช่วยให้เซลล์ผิวผลัดตัวเร็วขึ้น ทำให้ผิวดูกระจ่างใส
- ผิวแห้ง การขัดผิวที่เสื่อมสภาพออกจะช่วยให้ครีมบำรุงผิวซึมซาบเข้าสู่ชั้นผิวผิวจึงไม่แห้งตึง
- ผิวผสม ลดปัญหาการเกิดสิวช่วยให้สีผิวเรียบเนียนสม่ำเสมอ - ผิวมัน ช่วยให้รูขุมขนสะอาดขึ้นลดการอุดตันและลบเลือนรอยดำจากสิว
- ผิวที่มีริ้วรอย กระตุ้นกระบวนการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติให้ทำงานดีขึ้น ช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยและความหมองคล้ำ ผิวจึงดูสดใสและอ่อนวัยขึ้น
- ผิวที่ไม่เรียบเนียน ช่วยลบเลือนจุดด่างดำและริ้วรอยที่เกิดจากสิว
- ผิวแตกลายหรือผิวเปลือกส้ม การขัดผิวด้วยฟองน้ำนุ่ม ๆ หรือใยบวบธรรมชาติที่แช่น้ำจนนิ่ม ในบริเวณที่ผิวแตกลาย เป็นคลื่น เป็นลอน ทุกวัน จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตและลบเลือนริ้วรอยให้จางลงได้
การขัดผิวหน้าควรทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และขัดผิวกายเดือนละ 1-2 ครั้ง โดยวนมือเป็นวงกลมเบาื ๆ หลังขัดผิวควรหามอยส์เจอไรเซอร์มาเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว รู้อย่างนี้แล้วสาว ๆ คนไหนอยากมีผิวสวยอย่าลืมหันมาขัดผิวกันดีกว่า
ขอขอบคุณข้อมูลจาก เดลินิวส์ ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
ขัดผิว 2010
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
แอปเปิ้ล นอกจากจะเป็นผลไม้ที่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพแล้วรู้ไหมค่ะว่า ยังสามารถช่วยบำรุงผิวพรรณที่อยู่ภายนอกได้อีกด้วย อร่อยและยังได้ประโยชน์อีกต่างหาก
ผิวอ่อนโรย ทำให้ผิวที่ดูอ่อนโรยสดชื่นขึ้นอย่างรวดเร็วลองนวดใบหน้าและลำคอด้วยเนื้อแอปเปิ้ลสด ๆ
สำหรับบำรุงผิวธรรมดา ปอกเปลือกแอปเปิ้ลบดให้ละเอียดและผสมกับครีมเปรี้ยว น้ำมันมะกอก (หรือน้ำมันข้าวโพด หรือน้ำมันเมล็ดทานตะวัน) หนึ่งช้อนชาและแป้งข้าวโพดหนึ่งช้อนชาทาลงบนใบหน้าและทิ้วไว้ 20 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น
เพื่อผิวร่วงโรย พอกหน้าด้วยแอปเปิ้ลอบหรือต้มบดละเอียดผสมกับน้ำมันมะกอกและน้ำผึ้งหนึ่งช้องชา เพื่อทำให้ผิวยึดหยุ่นและชะลอกระบวนการร่วงโรยของผิว
มือหยาบกร้าน ใช้แอปเปิ้ลสดปอกเปลือกนวดลงสัก 2-3 นาที จากนั้น ล้างมือและทาครีมให้ความชุ่มชิ้น
ส้นเท้าแตก หั่นแอปเปิ้ลเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าต้มในนมจนเป็นส่วนผสมข้น ๆ ทาส่วนผสมลงบนส้นเท้า ปิดทับด้วยทิชชู ทิ้วไว้ 30 นาที ก่อนล้างออกส้นเท้าจะนุ่มนวลขึ้น
ขอขอบคุณข้อมูลจาก Lisa ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
มีข้อมูลจาก น.พ.นิโคลัส เพอริโคน ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังและเป็นผู้แต่งหนังสือ The Wrinkle Cure บอกไว้ว่า จำนวนของผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งผิวหนังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากสถิติเมื่อก่อน 1 ใน 10,000 คน ปัจจุบัน พบเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 93 คน
สาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ส่วนหนึ่งก็คงจะเป็นเพราะอุณหภูมิของโลกที่สูงมากขึ้นทุก ๆ วัน จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก รังสีอัลตราไวโอเล็ตทั้ง UVA และ UVB สามารถผ่านมากระทบกับผิวหนังเรามากขึ้นเหตุก็เนื่องมาจากชั้นโอโซนถูกทำลายไปมาก
แล้วเราจะสามารถป้องกันให้ผิวเราปลอดภัยจากโรคมะเร็งผิวหนังได้อย่างไร ผมมีวิธีครับ
1. ยอมรับในสิ่งที่ธรรมชาติให้มา
หลายคนอยากมีผิวสวยใสไร้ที่ติใบหน้าขาวผ่องเป็นยองใยก็เลยสรรหาผลิตภัณฑ์ที่จะเป็นตัวช่วยให้ผิวหน้าขาวขึ้น แต่ทราบไหมว่าผลิตภัณฑ์ไวเทนนิ่งพวกนี้จะเข้าไปหยุดการทำงานของเมลาโนไซด์ทำให้ผิวหนังของเราบางลง เมื่อเราไปถูกแสงแดดกระทบนาน ๆ เข้า แม้จะแค่ครั้งหรือสองครั้งก็ตามก็มีสิทธิ์ที่จะทำให้มีแนวโน้มของการเกิดมะเร็งผิวหนังได้
2. อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
อาหารเสริมมีส่วนช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันรังสีอัลตราไวโอเล็ตมากขึ้นอย่างเช่น เบต้าแคโรทีน สามารถทำให้ผิวพรรณผ่องใสมีสารป้องกันอนุมูลอิสระลดความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง? เพราะสารแคโรทีนอยด์จะไปสะสมที่ผิวหนังทำให้สามารถป้องกันรังสีอัลตราไวโอเล็ตได้มากกว่าเดิม หรือจะเป็นวิตามินซีก็มีส่วนช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งต่อต้านอนุมูลอิสระ และยังส่งเสริมให้ร่างกายนำเอาวิตามินอีไปใช้เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ทรงประสิทธิภาพอีกด้วย
3. หลีกให้พ้นสารเคมี
ทราบกันดีอยู่แล้วว่า สารเคมีต่าง ๆ ที่ตกค้างตามผิวหนังล้วนมีโอกาสที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ ดังนั้นเราควรจะหลีกเลี่ยงให้พ้นสารเคมีเหล่านี้ แต่ถ้าจำเป็นที่จะต้องเกี่ยวข้องกับสารเคมีก็ควรที่จะมีการป้องกันด้วยเสื้อผ้าที่ปิดมิดชิด
4. หลีกเลี่ยงแสงแดด
การอยู่ท่ามกลางแสงแดดเป็นเวลานาน ๆ จะทำให้ผิวหนังของเราเกิดอาการถูกแดดเผา และผู้ที่ถูกแสงแดดเป็นประจำอาจจะมีผลทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดฝ้าแดดและมะเร็งที่ผิวหนัง ดังนั้นเราควรที่จะหลีกเลี่ยงการออกแดดโดยเฉพาะในเวลาตอนกลางวัน
5. กันไว้ก่อนพ่อสอนไว้
หากจำเป็นที่จะต้องออกไปข้างนอกรังสี UVA และ UVB ที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน อาจจะส่งผลให้ผิวหนังเราไหม้ได้ ดังนั้น จึงควรที่ปกป้องผิวหนังด้วยครีมกันแดดยิ่งปัจจุบันครีมกันแดดก็ไม่เหนียวเหนอะหนะเหมือนเมื่อก่อนจึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่ใช้ ครีมกันแดด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก Mix ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
สาวน้อยสาวใหญ่ทั้งหลายอาจจะปรารถนาให้ตัวเองมีผิวสวยสุขภาพดี จึงมักจะหาสิ่งต่าง ๆ มาประทินผิวพรรณให้สวยงามอยู่เสมอ แต่คุณสาว ๆ จะรู้หรือไม่นะว่าการ "นอน" นั้น สามารถที่จะช่วยให้ผิวพรรณของคุณสาว ๆ ก็สวยได้เช่นเดียวกัน ถ้าอยากให้ ผิวสวย ก็ต้องนอนให้เกิดประสิทธิภาพ แล้วจะนอนอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพล่ะ ฟัง ๆๆ
นพ.กฤษธิพร เพ็งสุข ผู้เชี่ยวชาญเรื่องผิวหนังและสุขภาพความงามจากศูนย์ความงามนิรันดาคลินิกกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า การสูบบุหรี่ ดื่มแอกอฮอล์ ความเครียด หรือโดดแดดจัดบ่อย ๆ นั้นจะทำให้ผิวพรรณดูแก่ก่อนวัย รวมทั้งการนอนหลับที่ไม่เพียงพอด้วยค่ะ เพราะการนอนหลับเป็นสิ่งที่จะทำให้ร่างกายสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ ถ้านอนหลับไม่เพียงพอผิวพรรณก็จะโทรมตามไปด้วย สังเกตได้ชัดเจนว่า ผู้ที่นอนหลับไม่พอจะมีใบหน้าหมองคล้ำหรือมีถุงใต้ตาดูไม่น่ามองเอาเสียเลย
หากเรานอนหลับอย่างเพียงพอร่างกายจะสามารถหลั่งสารเมลาโทนินออกมาได้ดี ซึ่งสารนี้จะถูกสร้างออกมามากในตอนกลางคืนช่วงที่เรานอนหลับนั่นเอง สารเมลาโทนินจะช่วยปกป้องเซลล์ผิวหนังจากสารอนุมูลอิสระต่าง ๆ และยังช่วยชะลอความชราภาพที่จะมาเยือนผิวหนังของเราด้วย แถมยังช่วยรักษาความอ่อนเยาว์ทำให้ดูสดชื่นแจ่มใส
ทีนี้หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วการนอนหลับอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นอย่างไร วันนี้เรามีคำตอบค่ะ
1. นอนให้ถูกเวลาและปริมาณ
แต่ละวัยจะมีช่วงเวลาที่เหมาะสมในการนอนไม่เท่ากัน อย่างถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็ต้องการเวลาพักผ่อนประมาณ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน ถ้านอนไม่พอความอยากนอนของเราก็จะไปสะสมเพิ่มในวันต่อ ๆ ไป ดังนั้นควรนอนให้ได้ปริมาณเวลาที่เหมาะสมค่ะ นอกจากนี้ก็ไม่ควรเข้านอนเกิน 4 ทุ่ม เพราะในฮอร์โมนต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายจะสร้างตามเวลาที่กำหนด ถ้านอนดึกร่างกายจะไม่สามารถผลิตฮอร์โมนออกมาได้อย่างเต็มที่นั่นเอง
2. นอนให้ถูกที่ถูกสิ่งแวดล้อม
สิ่งแวดล้อมก็มีความสำคัญกับประสิทธิภาพของการนอนนะคะ ถ้าเกิดมีเสียงรบกวนหรือมีแสงสว่างมากเกินไป ก็อาจทำให้นอนไม่ต่อเนื่อง หลับ ๆ ตื่น ๆ ประสิทธิภาพการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอก็จะลดลง
3. นอนให้ถูกท่า
ท่านอนที่ดีที่สุดสำหรับผู้ต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้า คือ ท่านอนหงายค่ะ ส่วนท่านอนตะแคง และนอนคว่ำจะทำให้เกิดแรงกดทับ โดยเฉพาะที่แก้มและคาง เรียกให้ริ้วรอยมาเยือนก่อนวัยพร้อม ๆ กับรอยตีนกาเนื่องจากผิวบริเวณรอบดวงตาจะบอบบางมาก
อีกประโยชน์ของท่านอนหงายคือ เป็นท่านอนที่ไม่มีอะไรมากดทับหน้าอกทำให้หายใจสะดวก กระดูกสันหลังวางในแนวธรรมชาติ ท่านอนหงายที่จะทำให้หลับสบายอาจจะใช้หมอนใบเล็ก ๆ ทรงต่ำ มารองใต้คอหรือหนุนศีรษะเพื่อพยุงกระดูกสันหลังให้อยู่ระดับเดียวกับที่นอน เหยียดแขนออกห่างตัวจะช่วยให้หายใจได้คล่อง และกล้ามเนื้อหลัง ไหล่ คอ จะผ่อนคลายดีที่สุดค่ะ (ยกเว้นผู้ป่วยหรือสตรีมีครรภ์)
นอกจากนี้ เรามีเคล็ดลับสวยก่อนนอน มาฝากคุณผู้หญิงกันด้วย
1. เลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะ
จะใช้ผลิตภัณฑ์อะไรควรดูสภาพผิวเป็นสำคัญ ถ้าผิวแห้งก็เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีครีมน้ำนมเติมความชุ่มชื่นให้ผิว ถ้าผิวธรรมดาหรือผิวมันให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำผึ้งจะช่วยปรับสภาพผิวให้เหมาะสม
2. การล้างหน้า
เวลาล้างหน้าไม่ควรใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้งเพราะทั้งสองนิ้วจะมีแรงกดบนใบหน้ามาก ควรใช้นิ้วกลางและนิ้วนาง หมุนนิ้วออกเป็นวงกลม ตั้งแต่คางนวดเบา ๆ ไล่ขึ้นไปตามแก้มไล่จากบริเวณจุดกลางไปตามลายกล้ามเนื้อออกไปทางด้านข้าง ไล่ขึ้นไปที่หน้าผาก เป็นการต้านแรงโน้มถ่วง อาจจะเน้นบริเวณร่องข้างจมูก เพื่อหลีกเลี่ยงสิวเสี้ยน
3. การลงคลีนซิ่ง
ควรลงทิ้งไว้ประมาณ 30 วินาที ถึง 1 นาที เพื่อให้ตัวครีมไปละลายสิ่งสกปรกคราบไขมันต่าง ๆ ที่อุดตันอยู่
4. การล้างออก
ให้วักน้ำขึ้นมาเอาน้ำแปะบนผิวหน้าอย่าพยายามถูเพราะจะยิ่งไปกดใบหน้าของเราทำให้เกิดริ้วรอยได้ รู้เคล็ดลับข้างต้นแล้วอย่าลืมนำไปลองใช้ดูนะคะ จะได้สวยและมีผิวพรรณอ่อนเยาว์ตลอดเวลาค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก โพสต์ทูเดย์ ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
ผิวหน้ามัน นั้นสาว ๆ หลายท่านคงจะเกิดความรำคาญใจอย่างมาก เพราะนอกจะเหนียวจะเนอะแล้วยังทำให้เครื่องสำอางที่เมคอัพลงไปไม่ค่อยติดทนแถมเป็นคราบอีกต่างหาก ทำให้ผิวใส ๆ หลังล้างต้องไม่สดใสแล้วยังได้สิวอุดตัดมาเป็นเพื่อนคู่ใจอีก มาดูถึงสาเหตุของ ผิวหน้ามัน กันดีกว่าเพื่อจะได้หาวิธีป้องกันกัน
พันธุกรรม
หากสาวๆ มีผิวหน้ามันเงามาตั้งแต่กำเนิด ควรทำใจยอมรับและเลือกหาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผิวคุณจะดีที่สุด
การลดความอ้วน
สาว ๆ บางคนอาจนึกไม่ถึงว่าการลดความอ้วนก็ส่งผลกระทบให้สาว ๆ หน้ามันได้นะ
ระดับฮอร์โมนในร่างกาย
รู้มั้ยว่าฮอร์โมนเกี่ยวข้องกับความเครียดโดยตรง หากสาว ๆ เครียดลองสังเกตดูสิว่าช่วงนั้นหน้าจะแลดูหมองคล้ำไม่สดใส ทาแป้งก็ไม่ติดทน ลองหันมาทำจิตใจให้สบายและมองโลกในแง่ดีให้มากขึ้น คิดไว้เสมอว่าทุกปัญหามีทางแก้เสมอนะ
การตั้งครรภ์
เพราะยาสำหรับสตรีมีครรภ์บางชนิดหรือภาวะการเปลี่ยนแปลงในร่างกายขณะตั้งครรภ์อาจทำให้ร่างกายมีการผลิตน้ำมันส่วนเกินมากเกินกว่าปกติได้
ยาคุมกำเนิด
ยาคุมกำเนิดบางตัวมีสาระสำคัญที่ส่งผลให้ผิวผลิตน้ำมันส่วนกินมากเกินความจำเป็น
เครื่องสำอางบางชนิด
เครื่องสำอางบางชนิดอาจไม่เหมาะกับคนผิวมัน ก่อนใช้ควรหาข้อมูลผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เสียก่อนว่ามีผลทำให้ผิวหน้ามันมากน้อยแค่ไหน เพราะหากผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นที่เกินควร อาจได้ของแถมเป็นสิวตามมาได้
สภาพอากาศ
เช่น ความร้อน ความขึ้นของสภาวะอากาศ หากอยู่ท่ามกลางสภาวะอากาศร้อนและเต็มไปด้วยมลพิษแน่นอนว่าความมันเงาย่อมมาเคาะประตูเยือนผิวหน้าเป็นแน่
ในวัยรุ่นมักมีผิวหน้ามันเนื่องจากฮอร์โมนที่มีการเปลี่ยนแปลงในวัยซึ่งส่งผลให้ผิวมักจะมันง่ายกว่าผิวในวัยอื่น ๆ โดยทั่ว ๆ ไม่เมื่ออายุมากขึ้นผิวจะเริ่มแห้งความมันเงาบนใบหน้าจะลดลง เพราะต่อมไขมันจะมีการผลิตน้ำมันน้อยลง แต่ถ้าหากคุณกำลังตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงวัยหมดประจำเดือนภาวะฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปในร่างกายจะส่งผลให้ต่อมไขมันมีการผลิตน้ำมันมากขึ้นผิวหน้าคุณจะมันวาวแลดูไม่สวยสดใส หลายคนมักมีผิวมันบางบริเวณ ส่วนมากมักจะมันช่วงทีโซน (คือในบริเวณหน้าผาก จมูก และคาง) ผิวชนิดนี้เรียกว่าผิวผสม ผู้ที่มีผิวมันควรใส่ใจดูแลปรนนิบัติผิวให้มากขึ้น นอกจากจะช่วยให้ใบหน้านวลเนียนน่าสัมผัสแล้วยังช่วยเพิ่มบุคลิกภาพและความประทับใจเมื่อแรกเห็นได้อีกด้วย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก slim up ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
สาว ๆ รู้ไหมค่ะว่า การทำความสะอาดหน้าด้วยโฟมแล้วตามด้วยการใช้โลชั่นเช็ดผิวเป็นประจำทุกวันนั้นยังไม่เพียงพอต่อผิว คุณควรจะทำความสะอาดเพิ่มเติมด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่เข้มข้นขึ้นกว่าปกติ เช่น มาสก์สำหรับสาวผิวมัน เพราะนอกจากผิวจะสะอาดหมดจดแล้วยังช่วยดูดซับความมันบนใบหน้าอีกทั้งยังปรับสมดุลของผิวและยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
ขั้นตอนการมาสก์หน้า
- ทำความสะอาดผิวให้สะอาด การมาสก์หน้าไปบนใบหน้าสกปรก เสมือนลงยาขัดเงาไปบนพื้นผิวที่สกปรก
- ก่อนใช้มาสก์แต่ละยี่ห้ออ่านขั้นตอนการใช้อย่างละเอียด โดยเฉพาะวิธีการ ระยะที่ใช้มาสก์หน้า และวิธีการชำระออก แต่ละยี่ห้ออาจมีวิธีแตกต่างกัน
- ทามาสก์จำนวนพอควรไปบนใบหน้า อย่าขี้เหนียวเกินไป
- หลีกเลี่ยงบริเวณรอบดวงตาและริมฝีปาก เพราะผิวบริเวณนี้บอบบางที่สุด
- หลังจากทาล้างมาสก์ออกแล้ว เซลล์เก่าจะถูกขจัดออกไป จึงควรทาครีมบำรุงทันที เพราะผิวจะซึมซับมอยส์เจอไรเซอร์ได้อย่างรวดเร็ว
ขอขอบคุณข้อมูลจาก monypedia ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
ถึงแม้ว่าผิวหนังรอบดวงตาของเรานั้นจะเป็นส่วนที่ดูจะบอบบางที่สุดของร่างกาย แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องเสียเงินเพิ่มเพื่อซื้อครีมทารอบดวงตาโดยเฉพาะเสมอไป หากว่าคุณใช้ครีมทาหน้าที่มีส่วนผสมของน้ำอยู่ในปริมาณสูง และไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ คุณก็สามารถใช้ครีมนั้นทารอบดวงตาด้วยได้โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อครีมทาตาให้ สิ้นเปลือง แต่เพื่อเป็นการป้องการการแพ้หรือระคายเครื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ คุณก็ควรตรวจสอบให้ดีก่อนว่าครีมที่ใช้ทาหน้านั้น มีส่วนผสมของน้ำหอมอยู่หรือเปล่า
เพราะนั่นคือสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้ผิวรอบดวงตาเกิดอาการระคายเคือง ส่วนสารกันแดดอย่างซิงค์ออกไซด์และไทเทเนียมไดออกไซด์กลับไม่ก่อให้เกิด อาการแพ้มากนัก แต่ถ้าคุณมีผิวแพ้ง่ายก็ควรหลีกเลี่ยงที่จะใช้กับผิวรอบดวงตาจะเป็นการดี กว่า และจงจำไว้ด้วยว่าการทาครีมรอบดวงตานั้น จะต้องทำอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยใช้นิ้วนางลูบไล้เบาๆ จากหัวตาไปหางตา เพราะนิ้วนางเป็นนิ้วที่มีแรงน้อยที่สุด จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่ทำให้ผิวรอบดวงตาต้องเป็นปัญหาจากการทาครีมแรงๆ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก lisa ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
สาวกลัว แสงแดด และ กลัวดำ ฟังทางนี้ไว้เลยนะจ๊ะ! "ครีมกันแดด" นั้นสำคัญฉะไหน หากว่า ครีมกันแดด ที่คุณสาว ๆ ซื้อมาแบบว่า ถ้าใช้ไม่ถูกวิธีจะทำให้ประสิทธิภาพในครีมกันแดดทำงานได้ไม่เต็มที่และเป็นเหตุให้ผิวคุณเสียได้ค่ะ ฉะนั้นเรามาฟังทิปส์ดี ๆ กันดีกว่าค่ะ
ทิปส์ วิธีใช้ "ครีมกันแดด" ที่ถูกต้อง
1. การทาครีมกันแดดนั้นหากจะให้ได้ประสิทธิภาพตามที่กำหนดก็ต้องใช้ปริมาณครีมราว 1 ช้อนชาหรือประมาณ 2 ข้อนิ้วมือ สำหรับทาหน้าและคอ แนะนำให้แบ่งทา 2 รอบค่ะ
2. ทาครีมกันแดดก่อนออกแดดราว 15 นาที เพื่อให้ครีมกันแดดยึดติดกับผิวได้ดีกว่า และถ้าอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน ๆ ก็ควรทาครีมกันแดดซ้ำทุก 2 ชั่วโมง
3. หากต้องมีกิจกรรมกลางแดดต่อเนื่องหรือเล่นกีฬากลางน้ำกลางแดดควรเลือกครีมกันแดดชนิดกันน้ำ และทาครีมกันแดดซ้ำ ทุก 2 ชั่วโมง
4. ต้องทาครีมกันแดดเป็นประจำสม่ำเสมอ
โดยสรุป การหลีกเลี่ยงแสงแดดสามารถลดปัญหาที่เกิดจากแสงแดดได้ดีที่สุด นอกเหนือจากนี้ควรป้องกันแสงแดดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น ใช้ร่มเวลาที่ต้องออกแดด และการใช้ครีมกันแดดเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดควรเลือกให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ร่วมกับวิธีการใช้ที่ถูกต้อง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก lisa ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
คุณรู้หรือไม่ค่ะว่าความสวยความงามสิ่งไหนเอ่ย...ที่คุณหรือผู้หญิงหลาย ๆ คนมักจะมองข้ามไป วันนี้เรานำสิ่งที่คุณหรือผู้หญิงหลาย ๆ คนมักจะมองข้ามไปมาบอก
ไม่ใช้ครีมบำรุงไม่ใช้ครีมกันแดด
ครีมบำรุงและครีมกันแดด คือ การป้องกันและดูแลผิวหน้าในระยะยาวที่ดีที่สุด แม้ว่าครีมที่เลือกใช้จะไม่ได้ผสมสารสกัดราคาแพงแต่การเติมน้ำให้ผิวและตามด้วยป้องกันแสงแดดในทุก ๆ ครั้งที่ออกจากบ้านจะช่วยยืดอายุผิวได้นาน และยังป้องกันริ้วรอย ฝ้า กระได้ดี
เกาะตามกระแส
ผลิตภัณฑ์ความงามที่ซื้อตามคำบอกเล่าอาจไม่เหมาะกับเรา อย่างเมคอัพที่สีไม่เข้ากับผิว โลชั่นที่ไม่เหมาะกับสภาพผิว หรือสินค้าที่ราคาแพงเกินจริงแต่สามารถมองหาของดีใกล้เคียงได้ตั้งมากมาย
ไม่ดูอายุผลิตภัณฑ์
ควรใช้ผลิตภัณฑ์ความงามตามอายุของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ สังเกตได้จากฉลากข้างขวดที่จะบอกว่าใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพภายในกี่ปีซึ่งผลิตภัณฑ์สูตรธรรมชาตินั้นจะอายุสั้นกว่าประมาณ 2-3 ปีตามเงื่อนไขของธรรมชาติ
ชอบแต่ไม่ได้ใช้
เผลอซื้อผลิตภัณฑ์ความงามมาสะสมไว้จนใช้แทบไม่ทันสุดท้ายก็ต้องทิ้งไปเพราะหมดอายุ ครั้งหน้าลองจดลิสต์ของที่ต้องการจริง ๆ ทุกครั้ง จะได้ไม่เผลอไปซื้อให้เสียดายเงิน
ลืมนึกถึงผลกระทบอื่น ๆ
ข้อนี้สำคัญเพราะเป็นการดีจะคิดหน้าคิดหลังก่อนซื้อ เช่น เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดูดีน่าใช้แต่กลับบรรจุในแพคเกจที่ชวนทำลายสิ่งแวดล้อมไม่สามารถรีไซเคิลได้แถมยังใส่สารเคมีมากเกินจำเป็นและใช้วัสดุที่ฟุ่มเฟือย
ขอขอบคุณขอมูลจาก เดลินิวส์
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
(ความสวย)(ความงาม)(ครีมบำรุง)2010
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
ถึงแม้เศรษฐกิจจะทำพิษทำให้สาวๆ หลาย ๆ คนคงต้องระมัดระวังในเรื่องการจับจ่ายใช้สอยในเรื่องของเงินในกระเป๋ากันอย่างมาก แต่การจะปิดตัวเองมากเกินไปและไม่ให้ซื้ออะไรมาปรนเปรอความสุขให้ตัวเองก็อาจทำให้คุณรู้สึกไม่ค่อยจะมีความสุขในชีวิตก็เป็นได้
ฉะนั้นถ้าคุณอยากใช้ครีมทาหน้าราคาแพงหรือครีมบำรุงและตั้งใจจะใช้ดูแลผิวหน้าของคุณทุกวันก็ทุ่มทุนซื้อไปเถอะนาน ๆ ซื้อใช้ทีก็ถือเป็นการให้รางวัลตัวเองทางหนึ่งดีกว่าซื้อของถูกมาแล้วใช้แค่สองสามครั้งแล้วไม่แตะมันอีกเลย
แต่ด้วยความที่เป็นของแพงคุณก็ต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุดอย่างแรกเลยคือใช้ในปริมาณที่พอดีผู้คนส่วนใหญ่จะคิดว่าการทาเยอะ ๆ ยิ่งส่งผลดี แต่จริง ๆ แล้วการใช้มากเกินไปก็อาจทำให้ผิวเกิดอาการระคายเคืองได้ผลิตภัณฑ์ที่เรามักใช้ในปริมาณที่มากเกินไปก็คือเคลนเซอร์ มอยสเจอไรเซอร์ และครีมทาตา
นอกจากนี้ก็ควรยืดอายุครีมทาหน้าให้นานขึ้นโดยอย่าเก็บไว้ในห้องน้ำ เพราะความชื้นอาจทำให้ส่วนผสมต่าง ๆ แตกตัวได้คุณควรเก็บไว้ในตู้เย็นหรืออย่างน้อยที่สุดก็ในห้องนอนในบริเวณที่แสงแดดส่องไม่ถึง
ขอขอบคุณขอมูลจาก lisa
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
(ครีมบำรุง)(ครีมทาหน้า)(ดูแลผิวหน้า)2010
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
การขัดผิวหน้านั้นเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ผิวของเรานั้นไม่หมองคล้ำ แต่ว่าจะมีเช่นไรในการเลือกซื้อให้ถูกกับผิวหน้าเพราะฉันเราควรจะมาทำความรู้จักกันก่อน
เลือกสูตรอ่อนโยน ใช้สครับที่มีส่วนผสมของผงขัดขนาดเล็ก (ซึ่งโดยปกติมักจะมีคำว่า Microdermabrasion Scrubs ปรากฏอยู่ด้วย) หรือแบบที่มีส่วนผสมของ กรดอัลฟ่า-ไฮดร็อกซี่ หรือเอนไซม์จากผลไม้ต่าง ๆ เพื่อขจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วออกไป
ขัดผิวก่อนนอน กรดไกลโคลิก กรดอัลฟ่า-ไฮดร็อกซี่ หรือ กรดเบต้า-ไฮดร็อกซี่ ที่เป็นส่วนผสมในสครับส่วนใหญ่นั้น มักทำให้ผิวหน้าของคุณไวต่อแสงแดดมากขึ้นได้ ฉะนั้นก็ควรใช้ในเวลากลางคืนและใช้ครีมกันแดดที่ป้องกันได้ทั้งรังสียูวีเอและยูวีบีในตอนกลางวัน
ขัดผิวตอนแห้ง ๆ หลังจากล้างหน้าเสร็จแล้วก็ซับหน้าให้แห้งแล้วรอซักสองสามนาทีก่อนลูบไล้สครับลงบนผิวหน้า และควรนวดเบา ๆ เป็นแนววงกลมช้า ๆ เพื่อป้องกันอาการระคายเคืองที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ขอขอบคุณขอมูลจาก lisa
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
(ขัดผิวหน้า)(หน้าหมองคล้ำ)2010
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
ผู้หญิงในแต่ละวัยล้วนแล้วแต่มีความต้องการของผิวที่แตกต่างกัน ฉะนั้นเพื่อผิวเปล่งปลั่งสวยงามของสาววัยเลข 2 ให้เปล่งประกายได้อย่างเต็มที่ เราจึงแนะนำวิธีในการดูแลผิวสาววัยเลข 2 ที่เหมาะกับคุณมาฝาก
วัยสร้างความแตกต่างอย่างมากในความงามของหญิงสาวแต่ใช่ว่าหญิงสาวในวัยที่ยังมีความเปล่งปลั่งตามธรรมชาติอยู่มากอย่างสาววัยเลข 2 จะสามารถลอยนวลจากกิจวัตรการดูแลความงานทั้งหลายแหล่ไปได้ เพราะในช่วงวัยเลข 2 การผลัดเซลล์ผิวของคุณจะลดลงไปราว 28 เปอร์เซ็นต์ และปัจจัยหลายอย่างภายนอกก็เริ่มที่จะส่งผลอย่างมากต่อผิวรวมถึงคุณยังสามารถมีปัญหาสิวมากวนใจได้อยู่ ซึ่งหญิงสาวบางคนในวัยนี้อาจเป็นมือโปรเรื่องของการดูแลผิวแต่ก็ยังมีอีกจำนวนมากที่ใหม่ต่อการดูแลผิวพรรณอย่างเต็มรูปแบบ ให้เราได้เติมเต็มข้อมูลแก่คุณในเรื่องเหล่านี้เพื่อที่คุณจะประเมินได้ว่าอะไรที่คุณสามารถทำได้เพื่อจะทำให้มันดีขึ้น
ผิวคุณเป็นประเภทไหน
อย่างแรกก็คือ คุณต้องรู้ก่อนว่าผิวของคุณเป็นประเภทไหน ผิวมัน ผิวแห้ง หรือผิวผสม เพื่อที่คุณจะได้แน่ใจว่าคุณได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผิวของคุณ ไม่ว่าผิวของคุณจะเป็นประเภทไหนคุณสามารถมีผิวแพ้ง่ายด้วยก็ได้ ในขณะเดียวกันถ้าผิวคุณแพ้ง่ายคุณจะพบว่าผิวของคุณมีปฏิกิริยาต่อผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ และส่วนผสมบางอย่างได้ง่าย ถ้าคุณมีผิวแพ้ง่ายคุณควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนและออกแบบมาเพื่อผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ
ดูแลรักษาผิวอย่างไร
ตอนนี้เมื่อคุณรู้จักประเภทผิวของคุณแล้วก็ถึงเวลาที่จะพูดถึงกิจวัตรในการที่จะดูแลผิวที่คุณต้องไม่ละเลยก็คือ การให้ความชุ่มชื่นแก่ผิว ถึงแม้ว่าผิวคุณจะยังมีความเปล่งปลั่งตามธรรมชาติอยู่มากก็ตามคุณควรใช้มอยสเจอไรเซอร์เป็นประจำและหลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อนที่จะทำให้ผิวแห้ง ผิวที่ไม่ได้รับความชุ่มชื่นเพียงพอจะผลิตน้ำมันออกมากเกินไปและทำให้ผิวเกิดสิวเห่อขึ้นมาได้ ในวัยที่คุณควรเริ่มใช้อายครีมได้แล้วเพื่อปกป้องการเกิดริ้วรอยเล็ก ๆ รอบดวงตาซึ่งมักจะเริ่มเกิดขึ้นในวัยนี้
แต่ในวัยเลข 2 คุณยังไม่จำเป็นต้องใส่ใจมากนักกับการใช้ผลิตภัณฑ์แอนตี้เอจจิ้ง ไม่เพียงแต่มันจะทำให้กระเป๋าฉีกแล้วมันยังไม่จำเป็นอีกด้วย แต่บางอย่างที่ขอแนะนำให้เพิ่มเข้ามาไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยใดก็ตามก็คือการขัดผิวเป็นประจำทุกสัปดาห์ คุณควรต้องจัดการผิวที่ตายแล้วซึ่งสะสมตัวอยู่บนผิวชั้นนอกออกไปโดยใช้ผลิตภัณฑ์ขัดผิวหน้าสัปดาห์ละ 1-3 ครั้ง ขึ้นอยู่กับประเภทผิวของคุณจะช่วยกำจัดเซลล์เก่าผิวใหม่ให้เผยตัวออกมาและอย่าลืมดูแลผิวกายของคุณด้วย การใช้บอดี้สครับจะทำให้คุณมีผิวกายที่เรียบเนียนนุ่มละมุนเช่นกัน การมาส์กหน้าสัปดาห์ละครั้งก็จะเป็นการทำความสะอาดรูขุมขนอย่างล้ำลึกและทำให้รูขุมขนเล็กลงได้
สิวเจ้าปัญหา
สำหรับสาววัยหมายเลข 2 บ่อยครั้งเมื่อพวกเธอนึกว่าได้ผ่านพ้นช่วงวัยแห่งการมีสิวไปแล้ว สิวก็โผล่ขึ้นมาบนใบหน้าเสียอย่างงั้น ฉะนั้นนี้คือสิ่งที่คุณต้องใส่ใจเพื่อไม่ให้สิวเป็นปัญหากวนใจในช่วงวัยนี้
- ความสะอาด อย่าเข้านอนโดยไม่ได้ล้างเครื่องสำอางออกโดยเด็ดขาดและควรทำความสะอาดผิวโดยไม่ให้ผิวแห้งตึงหรือชำระล้างน้ำมันออกตามธรรมชาติของผิวมากจนเกินไป
- การอุดตันของรูขุมขนที่เป็นสาเหตุสำคัญของสิว จึงควรดูให้ดีว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้มีส่วนผสมที่อาจอุดตันรูขุมขนได้หรือเปล่า (เช่น ปิโตเลียมหรือลาโนลิน) และอาจใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยขัดลอกเซลล์ผิวบ้าง เพื่อป้องกันรูขุมขนอุดตันแต่ไม่ควรใช้มากเกินไป การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารที่มีฤทธิ์ขัดลอกผิว (เช่น เอเอชเอ กรดซาลิไซลิก เรตินอยด์) มากเกินไปสามารถทำให้ผิวมีการขัดลอกเซลล์ผิวมากจนเกินอาการระคายเคืองได้
- อย่าแกะสิว อย่าเสี่ยงกับการคุ้ยแคะแกะสิวที่จะทำให้การติดเชื้อแพร่กระจายไปและเกิดแผลเป็น วิธีดูแลอย่างง่าย ๆ ก็คือ ทำความสะอาดผิวตามปกติและใช้ผ้าขนหนูอุ่น ๆ ประคบสิวสักครู่ จากนั้นจึงแต้มสิวหรือโลชั่นรักษาสิวที่มีส่วนผสมที่ฆ่าเชื้อและทำให้ผิวแห้ง เช่น กรดซาลิไซลิก ซัลเฟอร์ หรือเบนซอยล์เพอร์ออกไซด์ เป็นต้น
แสงแดดตัวร้าย
หนึ่งในวิธีการรักษาความเปล่งปลั่งและอ่อนเยาว์ของผิวพรรณเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก็คือ การอยู่ให้ห่างจากแสงแดดเป็นประจำทุกวัน รังสียูวีเป็นเหตุให้เกิดความร่วงโรยได้มากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ และตอนนี้ก็เป็นช่วงเวลาสำคัญของการปกป้องผิวจากแสงแดดเพราะความเสียหายจากแสงแดดที่เกิดขึ้นในช่วงวัยเลข 2 จะทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควรจุดด่างดำและแม้กระทั่งมะเร็งผิวหน้า คุณจึงควรทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวันไม่ว่าจะโดนแดดจัดหรือไม่ก็ตามและคุณจะสังเกตุเห็นได้ชัดเจนเมื่อคุณเข้าสู่วัยเลข 3
กฎ 5 ข้อ ของการดูแลผิว
ถ้าคุณไม่ละเมิดกฏทั้ง 5 ข้อนี้ รับรองได้ว่าคุณจะเป็นเจ้าของผิวอ่อนเยาว์ไปอีกนานแม้พ้นวัยเลข 2 ไปแล้วก็ตาม
1. ดื่มน้ำให้พอ ทำให้ร่างกายได้รับคสามชุ่มชื่นและช่วยไม่ให้ผิวแห้ง การบริโภคสารให้ความหวานแทนน้ำตาลทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ ฉะนั้นดื่มน้ำให้มากขึ้นถ้าคุณกินสารให้ความหวนพวกนี้
2. กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ อาหารดี ๆ จะให้ประโยชน์ทั้งร่ายกายและผิวพรรณโดยเฉพาะผักและผลไม้ที่ป้องกันสิวไม่ให้แก่ก่อนวัยเนื่องจากมันมีสารอนุมูลอิสระจำนวนมาก
3. ขยับตัวซะบ้าง การออกกำลังทำให้โลหิตไหลเวียนได้ดีและนำสารอาหารมายังสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ต้องระวังการสะสมตัวของน้ำมันและคราบเหงื่อที่จะทำให้เกิดสิวหรือผดผื่นได้ง่าย ทางแก้คืออาบน้ำทันที่หลังจากที่ออกกำลังกายเสร็จ
4. นอนให้พอ ผลเสียที่เห็นได้ชัดคือการเกิดรอยดำใต้ตาฉะนั้นนอนให้พอและพยายามอย่านอนตะแคงท่าเดียวนาน ๆ การกดทับผิวเป็นประจำจะทำให้เกิดรอยย่นได้ในอนาคต
5. อย่าสูบบุหรี่ ไม่ว่าอายุเท่าใดก็ตามการงดสูบบุหรี่จะช่วยลดความเสียหายของผิวได้อย่างมาก
ขอขอบคุณขอมูลจาก lisa
(การดูแลผิว)(ดูแลรักษาผิว)(ผิวเปล่งปลั่ง)2010
|
|
เมื่อเกิดปัญหารอบดวงตาไม่ว่าจะเป็นปัญหา ตาบวม ถุงใต้ตา ใต้ตาคล้ำ หรือแม้แต่ริ้วรอยรอบดวงตา อย่าให้สิ่งเหล่านี้กลายมาเป็นอุปสรรคขวางกั้นความงามบนใบหน้าอีกต่อไป วันนี้เรามาเรียนรู้วิธีการดูแลรอบดวงตาอย่างถูกวิธีกันดีกว่าค่ะ
ในแต่ละวันคุณอาจต้องสบตากับคนนับร้อยผิวรอบดวงตาจึงเป็นส่วนที่คนอื่นจะมองเห็นชัดมากที่สุด ถ้าตาบวมตุ่ยหรือใต้ตาดำคล้ำก็เท่ากับสูญเสียความสวยไปแล้วครึ่งหนึ่ง ถ้าคุณเข้าใจถึงสาเหตุและวิธีแก้ไขอย่างถูกวิธีก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะมีผิวรอบดวงตาที่สวยสะดุดใจ
ตาบวม
อาการบวมใต้ดวงตาเกิดมาจากการที่มีของเหลวมาคั่งอยู่ในบริเวณนั้น ซึ่งมักเกิดขึ้นในตอนตื่นนอนเนื่องจากการสะสมตัวของของเหลวขณะนอนหลับหรือเกิดจากการร้องไห้มาก ๆ เป็นไซนัสมีอาการภูมิแพ้ นอนไม่พอ ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปและอาการบวมน้ำช่วงก่อนมีประจำเดือน
ข่าวดีก็คือ ตาบวมนี้จะเป็นแค่ชั่วคราวและแก้ไขง่ายโดยการนอนหนุนหมอนสูงหรือช่วยเร่งการระบายของเหลว ด้วยการใช้ปลายนิ้วค่อย ๆ กดไล่น้ำบริเวณใต้ตาจากหัวตาออกไปทางหางตาหรือใช้ความเย็นประคบไม่ว่าจะเป็นน้ำแข็ง หรือทาครีม เจล หรือมาส์กบำรุงผิวรอบดวงตาที่แช่ไว้ในตู้เย็น
แต่อย่าสับสนระหว่างถุงใต้ตากับอาการตาบวมเพราะอาการคั่งของของเหลวเช่นนี้ มันอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเดียวกันแต่จริง ๆ แล้วถุงใต้ตาเกิดจากการสะสมตัวของไขมันไม่ใช่ถุงน้ำใต้ตา ซึ่งมักเป็นเรื่องของกรรมพันธุ์หรือเมื่อมีอายุมากขึ้นคุณก็อาจพบกับปัญหานี้ได้เช่นกัน เนื่องเพราะผนังกล้ามเนื้อรอบเบ้าตาอ่อนแอไขมันรอบนอกจึงย้อยออกมารวมตัวด้านหน้าเป็นถุงซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการผ่าตัดหรือถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็อาจบรรเทาได้ด้วยผลิตภัณฑ์กลุ่มที่ช่วยเพิ่มอิลาสตินแต่ผลที่ได้ไม่ถาวรและอาจเห็นผลไม่ชัดเจนเท่า
รอยคล้ำใต้ตา
รอยคล้ำใต้ตาเหมือนหมีแพนด้าแต่ไม่น่ารักเหมือนหมีแพนด้าตัวจริง เป็นอีกปัญหาที่บั่นทอนความงามของสาว ๆ และสาเหตุที่ทำให้ตาคล้ำเช่นนี้มีอยู่ 3 ข้อใหญ่ ๆ ซึ่งมีวิธีแก้แตกต่างกันไปนั่นก็คือ
- โครงสร้างของกระดูกเบ้าตา สาวที่มีเบ้าตาลึกรอยคล้ำจะยิ่งเห็นชัดขึ้น วิธีเดียวที่ช่วยได้ก็คือปกปิดรอยคล้ำซึ่งมักจะเป็นสีออกน้ำเงินด้วยคอนซีลเลอร์ที่มีสีออกเหลือง
- เม็ดสีใต้ผิวหนัง กรรมพันธุ์ทำให้เม็ดสีผิวใต้ตาคล้ำกว่าส่วนอื่น ๆ คุณอาจใช้ครีมบำรุงที่ผสมวิตามินเอช่วยได้บ้าง แต่ต้องซ่อนด้วยคอนซีลเลอร์จะดีที่สุด
- การอักเสบบวมของเส้นเลือด การนอนดึกติดต่อกัน ภูมิแพ้และขาดสารอาหารจะทำให้เส้นเลือดใต้ผิวบาง ๆ มีขนาดใหญ่ขึ้นเพราะเลือดไปคั่งอยู่จึงเห็นความคล้ำชัดเจนสามารถอำพรางได้ด้วยคอนซีลเลอร์อีกเช่นกัน หรือหากมีเวลาก็แปะแตงกวาเย็น ๆ ที่ล้างสะอาดหรือถุงชาแช่เย็นซัก 5-10 นาที ความเย็นจะช่วยทำให้เส้นเลือดหดตัวลงได้แต่ต้องดื่มน้ำให้เพียงพอและเปลี่ยนสไตล์การใช้ชีวิตด้วย
ริ้วรอยรอบดวงตา
ริ้วรอยรอบดวงตาส่วนใหญ่แล้วเกิดขึ้นเนื่องจากวัยมันมีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้เกิดริ้วรอยเมื่อเราอายุมากขึ้น โดยสาเหตุหลัก ๆ ก็คือ การลดลงของคอลลาเจนและอิลาสติน กรดไฮยาลูรอนิกในผิวที่ลดลงและสารอนุมูลอิสระที่ทำลายเซลล์ผิว นอกจากนี้ยังมีการเคลื่อนไหวแสดงอารมณ์ต่าง ๆ บนใบหน้าที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ กัน ก็มีส่วนในการทำให้ริ้วรอยต่าง ๆ แสดงตัวอย่างชัดเจนมากขึ้นด้วย
แต่การดูแลผิวอย่างเหมาะสมด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับดวงตาอย่างเช่น ครีมหรือเจลจะสามารถป้องกันริ้วรอยบาง ๆ รอบดวงตาได้โดยเลือกอายครีมที่ไม่เพียงแต่ให้ความชุ่มชื้นหากมีส่วนผสมที่สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวได้ด้วย
อายครีมป้องกันริ้วรอยได้อย่างดีอายครีมเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันริ้วรอยรอบดวงตาและควรใช้เป็นประจำทุกวัน เนื่องจากผิวบริเวณรอบดวงตามีปริมาณไขมันในผิวต่ำทำให้ผิวใต้ตาสามารถแห้งได้ง่ายเพราะมีปริมาณไขมันในชั้นผิวน้อย อายครีมจะช่วยรักษาทั้งความชุ่มชื้นและป้องกันรวมถึงลดเลือนริ้วรอยที่มีอยู่แล้วให้จางลงไปได้
สิ่งสำคัญไม่แพ้การเลือกอายครีมหรือเจลที่เหมาะกับสภาพผิวก็คือวิธีการทาควรทาอายครีมลงบนผิวแห้งหรือชื้นเล็กน้อยหลังการทำความสะอาดและไม่มีผลิตภัณฑ์อะไรทาอยู่ก่อน เราจึงแนะนำให้ทาอายครีมเป็นอย่างแรกก่อนทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอื่น ๆ ซึ่งควรหลีกเลี่ยงบริเวณบอบบางรอบดวงตาด้วย ในขณะที่ทาครีมเหล่านี้ควรใช้วิธีการตบเบา ๆ ลงบนผิวอย่าลากหรือดึงผิวหนังที่จะทำให้ผิวใต้ดวงตาเพราะเส้นเลือดที่อยู่ใกล้กับผิวในบริเวณนี้มีความบอบบางมาก
การถูหรือดึงผิวรอบดวงตายังสามารถทำให้ความยืดหยุ่นของผิวลดลงและนำไปสู่ความหย่อนคล้อยของผิวและรอยย่นที่มากขึ้นด้วย จึงควรหลีกเลี่ยงการถูหรือดึงผิวบริเวณนี้และใช้นิ้วก้อยหรือนิ้วนางในการทาครีมเนื่องจากเป็นนิ้วที่มีแรงกดน้อยที่สุด
นอกจากนี้เพื่อป้องกันอันตรายจากแสงแดดจึงเป็นไอเดียที่ดีในการทาครีม ซึ่งมีส่วนผสมของสารกันแดดเพื่อปกป้องผิวรอบดวงตาในเวลากลางวันด้วย
ดูแลเปลือกตา
เปลือกตาต้องโดนกระหน่ำเมกอัพหลากชนิดแทบทุกวันคุณจึงลืมไม่ได้ที่จะถนอมเปลือกตาด้วยการชำระล้างเมกอัพและสิ่งสกปรกอื่น ๆ ให้เกลี้ยงก่อนเข้านอน ด้วยการแปะสำลีชุ่มอายเมกอัพรีมูฟเวอร์เพื่อให้อายเมกอัพละลายก่อนค่อย ๆ ปาดลงแล้วเช็ดซ้ำเบา ๆ จนเกลี้ยง จากนั้นอาจใช้คอตตอนบัดชุบอายเมกอัพรีมูฟเวอร์แล้วเช็ดตามขอบตาและซอกมุมเล็ก ๆ ให้สะอาดหมดจดยิ่งขึ้น
ขอขอบคุณขอมูลจาก lisa
(ผิวรอบดวงตา)(ดูแลรอบดวงตา)(รอบดวงตา)2010
|
|
|
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 ถัดไป > สุดท้าย >>
|
|
หน้า 1 จาก 2 |