แต่งงาน งานแต่งงาน พิธีแต่งงาน ประเพณีแต่งงาน ฤกษ์แต่งงาน ไทย จีน คริส เกาหลี มุสลิม เพลงแต่งงาน พิธีกรแต่งงาน
ทดสอบเขียนบทความใหม่
ทดสอบเขียนบทความใหม่ เพื่อตรวจดูว่าระบบทำงานถูกต้องรึไม่
 
ฤกษ์แต่งงาน ปี 2553

ตารางวันดี ฤกษ์ดี ฤกษ์แต่งงาน ในปี พ.ศ. 2553


วันมงคลที่ให้ไว้ตลอดปีนี้ สำหรับผู้ที่จะทำการมงคลงานใดก็ตามจะต้องนำ วัน เดือน ปีเกิดของผู้ที่จะทำการมงคล มาหาวันที่เป็นสิริมงคล กับคู่บ่าวสาว แล้วนำมาผูกเป็นดวงฤกษ์จึงจะเป็นดวงมงคลสำหรับผู้ประกอบการอย่างแท้จริง

มาแล้ว!!! ฤกษ์แต่งงาน ปี 2554

 

ด้วยความรักและปรารถนาดี

โดย อ.วีณา แสนอิสระ

 

วัน สุริยคติกาล จันทรคติกาล ปฏิทินจีน ปีที่ไม่ถูกกัน





ฤกษ์ดี ฤกษ์มงคล ฤกษ์แต่งงาน ปี 2553 เดือน มกราคม
อาทิตย์ 3 มกราคม 2553 อาทิตย์ แรม 3 ค่ำ เดือน 2 19 ค่ำ เดือน 11 ฉลู กับ มะแม
จันทร์ 4 มกราคม 2553 จันทร์์ แรม 4 ค่ำ เดือน 2 20 ค่ำ เดือน 11 ขาน กับ วอก
พฤหัสบดี 7 มกราคม 2553 พฤหัสบดี แรม 7 ค่ำ เดือน 2 23 ค่ำ เดือน 11 มะเส็ง กับ กุน
เสาร์ 9 มกราคม 2553 เสาร์์ แรม 9 ค่ำ เดือน 2 25 ค่ำ เดือน 11 มะแม กับ ฉลู
อาทิตย์ 10 มกราคม 2553
อาทิตย์ แรม 10 ค่ำ เดือน 2 26 ค่ำ เดือน 11 วอก กับ ขาล
เสาร์ 16 มกราคม 2553 เสาร์ ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 3 2 ค่ำ เดือน 12 ขาล กับ วอก
อาทิตย์ 17 มกราคม 2553 อาทิตย์ ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 3 3 ค่ำ เดือน 12 เถาะ กับ ระกา
อาทิตย์ 24 มกราคม 2553 อาทิตย์ ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 3 10 ค่ำ เดือน 12 จอ กับ มะโรง
จันทร์ 25 มกราคม 2553 จันทร์์ ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 3
11 ค่ำ เดือน 12 กุน กับ มะเส็ง





ฤกษ์ดี ฤกษ์มงคล ฤกษ์แต่งงาน ปี 2553 เดือน กุมภาพันธ์
พฤหัสบดี 4 กุมภาพันธ์ 2553 พฤหัสบดี แรม 5 ค่ำ เดือน 3 21 ค่ำ เดือน 12 ระกา กับ เถาะ
เสาร์ 6 กุมภาพันธ์ 2553 เสาร์ แรม 7 ค่ำ เดือน 3
23 ค่ำ เดือน 12 กุน กับ มะเส็ง
จันทร์ 8 กุมภาพันธ์ 2553 จันทร์ แรม 9 ค่ำ เดือน 3 25 ค่ำ เดือน 12 ฉลู กับ มะแม
เสาร์ 20 กุมภาพันธ์ 2553 เสาร์ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน  4 7 ค่ำ เดือน 1 ฉลู กับ มะแม
จันทร์ 22 กุมภาพันธ์ 2553 จันทร์ ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 4 9 ค่ำ เดือน 1 เถาะ กับ ระกา
พฤหัสบดี 25 กุมภาพันธ์ 2553 พฤหัสบดี ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 4 12 ค่ำ เดือน 1 มะเมีย กับ ชวด
เสาร์ 27 กุมภาพันธ์ 2553 เสาร์ ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 4 14 ค่ำ เดือน 1 วอก กับ ขาล





ฤกษ์ดี ฤกษ์มงคล ฤกษ์แต่งงาน ปี 2553 เดือน มีนาคม
เสาร์ 6 มีนาคม 2553 เสาร์ แรม 6 ค่ำ เดือน 4 21 ค่ำ เดือน 1 เถาะ กับ ระกา
อาทิตย์ 7 มีนาคม 2553
อาทิตย์ แรม 7 ค่ำ เดือน 4 22 ค่ำ เดือน 1 มะโรง กับ จอ
พฤหัสบดี 11 มีนาคม 2553 พฤหัสบดี แรม 11 ค่ำ เดือน 4
26 ค่ำ เดือน 1 วอก กับ ขาล
เสาร์ 13 มีนาคม 2553 เสาร์ แรม 13 ค่ำ เดือน 4 28 ค่ำ เดือน 1 จอ กับ มะโรง
อาทิตย์ 14 มีนาคม 2553 อาทิตย์ แรม 14 ค่ำ เดือน 4 29 ค่ำ เดือน 1 กุน กับ มะเส็ง





ฤกษ์ดี ฤกษ์มงคล ฤกษ์แต่งงาน ปี 2553 เดือน เมษายน
ศุกร์ 16 เมษยายน 2553 ศุกร์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน ? 6 3 ค่ำ เดือน 3 วอก กับ ขาล
พฤหัสบดี 22 เมษยายน 2553 พฤหัสบดี ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 6 9 ค่ำ เดือน 3 วอก กับ ขาล
ศุกร์ 23 เมษยายน 2553 ศุกร์ ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 6 10 ค่ำ เดือน 3 เถาะ กับ ขาล
อังคาร 27 เมษยายน 2553 อังคาร ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 14 ค่ำ เดือน 3 มะแม กับ ฉลู
พฤหัสบดี 29 เมษยายน 2553 พฤหัสบดี แรม 1 ค่ำ เดือน 6 16 ค่ำ เดือน 3 ระกา กับ เถาะ





ฤกษ์ดี ฤกษ์มงคล ฤกษ์แต่งงาน ปี 2553 เดือน พฤษภาคม
อาทิตย์ 2 พฤษภาคม 2553 อาทิตย์ แรม 4 ค่ำ เดือน 6 19 ค่ำ เดือน  3 ชวด กับ มะเมีย
อาทิตย์ 9 พฤษภาคม 2553 อาทิตย์ แรม 11 ค่ำ เดือน 6 26 ค่ำ เดือน 3 มะแม กับ ฉลู
อังคาร 11 พฤษภาคม 2553 อังคาร แรม 13 ค่ำ เดือน 6 28 ค่ำ เดือน 3 ระกา กับ เถาะ
อาทิตย์ 16 พฤษภาคม 2553 อาทิตย์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 7 3 ค่ำ เดือน 4+ ขาด กับ วอก
อังคาร 18 พฤษภาคม 2553 อังคาร ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 7 5 ค่ำ เดือน 4+ กุน กับ มะเส็ง
พฤหัสบดี 27 พฤษภาคม 2553 พฤหัสบดี ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 7 14 ค่ำ เดือน 4+ ฉลู กับ มะแม





ฤกษ์ดี ฤกษ์มงคล ฤกษ์แต่งงาน ปี 2553 เดือน มิถุนายน
ศุกร์ 4 มิถุนายน 2553 ศุกร์ แรม 7 ค่ำ เดือน 7 22 ค่ำ เดือน 4+
ระกา กับ เถาะ
อังคาร 8 มิถุนายน 2553 อังคาร แรม 11 ค่ำ เดือน 7 26 ค่ำ เดือน 4+ ฉลู กับ มะแม
พฤหัสบดี 10 มิถุนายน 2553 พฤหัสบดี แรม 13 ค่ำ เดือน 7
28 ค่ำ เดือน 4+ เถาะ กับ ระกา
ศุกร์ 11 มิถุนายน 2553 ศุกร์ แรม 14 ค่ำ เดือน 7 29 ค่ำ เดือน 4+ มะโรง กับ จอ
อาทิตย์ 13 มิถุนายน 2553 อาทิตย์ ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 8 2 ค่ำ เดือน 5 มะเมีย กับ ชวด
พุธ 16 มิถุนายน 2553 พุธ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 8 5 ค่ำ เดือน 5 ระกา กับ เถาะ
ศุกร์ 18 มิถุนายน 2553 ศุกร์ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 8 7 ค่ำ เดือน 5 กุน กับ มะเส็ง
อังคาร 22 มิถุนายน 2553 อังคาร ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 8 11 ค่ำ เดือน 5 เถาะ กับ ระกา
ศุกร์ 25 มิถุนายน 2553 ศุกร์ ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 14 ค่ำ เดือน 5 มะเมีย กับ ชวด
อาทิตย์ 27 มิถุนายน 2553 อาทิตย์ แรม 1 ค่ำ เดือน 8 16 ค่ำ เดือน 5 วอก กับ ขาล
อังคาร 29 มิถุนายน 2553 อังคาร แรม 3 ค่ำ เดือน 8 18 ค่ำเดือน 5 จอ กับ มะโรง
พุธ
30 มิถุนายน 2553 พุธ แรม 4 ค่ำ เดือน 8 19 ค่ำ เดือน 5 กุน กับ มะเส็ง





ฤกษ์ดี ฤกษ์มงคล ฤกษ์แต่งงาน ปี 2553 เดือน กรกฎาคม
ศุกร์ 2 กรกฎาคม 2553 ศุกร์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 8 21 ค่ำ เดือน 5 ฉลู กับ มะแม
อังคาร 6 กรกฎาคม 2553 อังคาร์ แรม 10 ค่ำ เดือน 8 25 ค่ำ เดือน 5 มะเส็ง กับ กุน
พุธ 7 กรกฎาคม 2553 พุธ แรม 11 ค่ำ เดือน 8 26 ค่ำ เดือน 5 มะเมีย กับ ชวด
ศุกร์ 9 กรกฎาคม 2553 ศุกร์ แรม 13 ค่ำ เดือน 8 28 ค่ำ เดือน 5 วอก กับ ขาล
พฤหัสบดี 15 กรกฎาคม 2553 พฤหัสบดี ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 8/8 4 ค่ำ เดือน 6+ ขาล กับ วอก
อาทิตย์ 18 กรกฎาคม 2553 อาทิตย์ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 8/8 7 ค่ำ เดือน 6+ มะเส็ง กับ กุน
อาทิตย์ 25 กรกฎาคม 2553 อาทิตย์ ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8/8 14 ค่ำ เดือน 6+ ชวด กับ มะเมีย
พฤหัสบดี 29 กรกฎาคม 2553 พฤหัสบดี ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 8/8 18 ค่ำ เดือน 6+ มะโรง กับ จอ





ฤกษ์ดี ฤกษ์มงคล ฤกษ์แต่งงาน ปี 2553 เดือน สิงหาคม
พุธ 4 สิงหาคม 2553 พุธ แรม 9 ค่ำ เดือน 8/8 24 ค่ำ เดือน 6+ จอ กับ มะโรง
พฤหัสบดี 5 สิงหาคม 2553 พฤหัสบดี แรม 10 ค่ำ เดือน 8/8 25 ค่ำ เดือน 6+ กุน กับ มะเส็ง
อาทิตย์ 8 สิงหาคม 2553 อาทิตย์ แรม 13 ค่ำ เดือน 8/8 28 ค่ำ เดือน 6+ ขาล กับ มะเส็ง
พุธ 11 สิงหาคม 2553 พุธ ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 2 ค่ำ เดือน 7+ มะเส็ง กับ กุน
ศุกร์ 13 สิงหาคม 2553 ศุกร์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 9 4 ค่ำ เดือน 7+ มะแม กับ ฉลู
อาทิตย์ 15 สิงหาคม 2553 อาทิตย์ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 9 6 ค่ำ เดือน 7+ ระกา กับ เถาะ
พฤหัสบดี 26 สิงหาคม 2553 พฤหัสบดี แรม 1 ค่ำ เดือน 9 17 ค่ำ เดือน 7+ วอก กับ ขาล
อาทิตย์ 29 สิงหาคม 2553 อาทิตย์ แรม 4 ค่ำ เดือน 9 20 ค่ำ เดือน 7+ กุน กับ มะเส็ง
อังคาร 31 สิงหาคม 2553 อังคาร แรม 6 ค่ำ เดือน 9 22 ค่ำ เดือน 7+ ฉลู กับ มะแม





ฤกษ์ดี ฤกษ์มงคล ฤกษ์แต่งงาน ปี 2553 เดือน กันยายน
พุธ 1 กันยายน 2553 พุธ แรม 7 ค่ำ เดือน 9 23 ค่ำ เดือน 7+ ขาล กับ วอก
อาทิตย์ 5 กันยายน 2553 อาทิตย์ แรม 11 ค่ำ เดือน 9 27 ค่ำ เดือน 7+ มะเมีย กับ ชวด
พฤหัสบดี 9 กันยายน 2553 พฤหัสบดี ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 10 2 ค่ำ เดือน 8 จอ กับ มะโรง
อาทิตย์ 12 กันยายน 2553 อาทิตย์ ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 10 5 ค่ำ เดือน 8 ฉลู กับ? มะแม
อังคาร 14 กันยายน 2553 อังคาร ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 10 7 ค่ำ เดือน 8 เถาะ กับ ระกา
อาทิตย์ 19 กันยายน 2553 อาทิตย์ ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 10 12 ค่ำ เดือน 8 วอก กับ ขาล
อังคาร 21 กันยายน 2553 อังคาร ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 10 14 ค่ำ เดือน 8 จอ กับ มะโรง
ศุกร์ 24 กันยายน 2553 ศุกร์ แรม 1 ค่ำ เดือน 10 17 ค่ำ เดือน 8 ฉลู กับ มะแม
อาทิตย์ 26 กันยายน 2553 อาทิตย์ แรม 3 ค่ำ เดือน 10 19 ค่ำ เดือน 8 เถาะ กับ ระกา
อังคาร 28 กันยายน 2553 อังคาร แรม 5 ค่ำ เดือน 10 21 ค่ำ เดือน 8 มะเส็ง กับ กุน
พฤหัสบดี 30 กันยายน 2553 พฤหัสบดี แรม 7 ค่ำ เดือน 10 23 ค่ำ เดือน 8 มะแม กับ ฉลู





ฤกษ์ดี ฤกษ์มงคล ฤกษ์แต่งงาน ปี 2553 เดือน ตุลาคม
อาทิตย์ 3 ตุลาคม 2553 อาทิตย์ แรม 10 ค่ำ เดือน 10 26 ค่ำ เดือน 8 จอ กับ มะโรง
พฤหัสบดี 7 ตุลาคม 2553 พฤหัสบดี แรม 14 ค่ำ เดือน 10 30 ค่ำ เดือน 8 ขาล กับ วอก
อังคาร 12 ตุลาคม 2553 อังคาร ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 11 5 ค่ำ เดือน 9+ มะแม กับ ฉลู
พุธ 13 ตุลาคม 2553 พุธ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 11 6 ค่ำ เดือน 9+ วอก กับ ขาล
ศุกร์ 15 ตุลาคม 2553 ศุกร์ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 11 8 ค่ำ เดือน 9+ จอ กับ มะโรง
ศุกร์ 22 ตุลาคม 2553 ศุกร์ ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 15 ค่ำ เดือน 9+ มะเส็ง กับ กุน
อังคาร 26 ตุลาคม 2553 อังคาร แรม 3 ค่ำ เดือน 11 19 ค่ำ เดือน 9+ ระกา กับ เถาะ
พุธ 27 ตุลาคม 2553 พุธ แรม 4 ค่ำ เดือน 11 20 ค่ำ เดือน 9+ จอ กับ มะโรง
ศุกร์ 29 ตุลาคม 2553 ศุกร์ แรม 6 ค่ำ เดือน 11 22 ค่ำ เดือน 9+ ชวด กับ มะเมีย





ฤกษ์ดี ฤกษ์มงคล ฤกษ์แต่งงาน ปี 2553 เดือน พฤศจิกายน
อังคาร 2 พฤศจิกายน 2553 อังคาร แรม 10 ค่ำ เดือน 11 26 ค่ำ เดือน 9+ มะโรง กับ จอ
ศุกร์ 5 พฤศจิกายน 2553 ศุกร์ แรม 13 ค่ำ เดือน 11 29 ค่ำ เดือน 9+ มะแม กับ ฉลู
อาทิตย์ 7 พฤศจิกายน 2553 อาทิตย์์ ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 12 2 ค่ำ เดือน 10 ระกา กับ เถาะ
อังคาร 9 พฤศจิกายน 2553 อังคาร ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 12 4 ค่ำ เดือน 10 กุน กับ มะเส็ง
พุธ 10 พฤศจิกายน 2553 พุธ ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 12 5 ค่ำ เดือน 10 ชวด กับ มะเมีย
พฤหัสบดี 11 พฤศจิกายน 2553 พฤหัสบดี ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 12 6 ค่ำ เดือน 10 ฉลู กับ มะแม
ศุกร์ 12 พฤศจิกายน 2553 ศุกร์ ขึ้น 6  ค่ำ เดือน 12 7 ค่ำ เดือน 10 ขาล กับ วอก
อังคาร 16 พฤศจิกายน 2553 อังคาร ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 12 11 ค่ำ เดือน 10 มะเมีย กับ ชวด
ศุกร์ 19 พฤศจิกายน 2553 ศุกร์ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 12 14 ค่ำ เดือน 10 ระกา กับ เถาะ
ศุกร์ 26 พฤศจิกายน 2553 ศุกร์ แรม 5 ค่ำ เดือน 12 21 ค่ำ เดือน 10 มะโรง กับ จอ
อาทิตย์ 28 พฤศจิกายน 2553 อาทิตย์ แรม 7 ค่ำ เดือน 12 23 ค่ำ เดือน 10 มะเมีย กับ ชวด
อังคาร 30 พฤศจิกายน 2553 อังคาร แรม 9 ค่ำ เดือน 12 25 ค่ำ เดือน 10 วอก กับ ขาล





ฤกษ์ดี ฤกษ์มงคล ฤกษ์แต่งงาน ปี 2553 เดือน ธันวาคม
พฤหัสบดี 9 ธันวาคม 2553 พฤหัสบดี์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 1 4 ค่ำ เดือน 11+ มะเส็ง กับ กุน
อาทิตย์ 12 ธันวาคม 2553 อาทิตย์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 1 7 ค่ำ เดือน 11+ วอก กับ ขาล
พุธ 15 ธันวาคม 2553 พุธ ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 1 10 ค่ำ เดือน 11+ กุน กับ มะเส็ง
ศุกร์
17 ธันวาคม 2553 ศุกร์ ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 1 12 ค่ำ เดือน 11+ ฉลู กับ มะแม
อาทิตย์ 19 ธันวาคม 2553 อาทิตย์ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 1 14 ค่ำ เดือน 11+ เถาะ กับ ระกา
พุธ 22 ธันวาคม 2553 พุธ แรม 1 ค่ เดือน 1 17 ค่ำ เดือน 11+ มะเมีย กับ ชวด
ศุกร์
24 ธันวาคม 2553 ศุกร์ แรม 3 ค่ำ เดือน 1 19 ค่ำ เดือน 11+ วอก กับ ขาล
พฤหัสบดี 30 ธันวาคม 2553 พฤหัสบดี แรม 9 ค่ำ เดือน 1 25 ค่ำ เดือน 11+ ขาล กับ วอก





 

เครื่องหมายแทนเดือนทางจีน

เดือนที่มีเครื่องหมาย + หมายความว่า เดือนขาน คือ เดือนนั้นมีเพียง 29 วัน หรือ 29 ค่ำ

ส่วนเดือนที่ไม่มีเครื่องหมาย หมายถึง เดือนเด็ม คือ เดือนนั้นเต็ม 30 วัน หรือ 30 ค่ำ

ส่วนหมายเลขที่เป็นคู่ติดกัน


ประกาศสงกรานต์ ปีขาล 2553

อธิกมาส ปกติวาร ปกติสุรทิน


วันที่ 14 เมษายน เป็นวันมหาสงกรานต์

เวลา 07 นาฬิกา 21 นาที 0 วินาที


นางสงกรานต์ชื่อ มณฑาเทวี

ทรงพาหุรัตน์ทัดดอก จำปา

แก้วไพฑูรย์เป็น อาภรณ์

ภักษาหาร นมเนย

พระหัตถ์ขวา ทรงเหล็กแหลม

พระหัตถ์ซ้าย ทรงไม้เท้า

เสด็จยืนมาบนหลังลา


เถลิงศก เป็น จุลศักราช 1372

วันที่ 16 เมษายน เวลา 11 นาฬิกา กับ 18 นาที 36 วินาที

กาลโยค ประจำปี 1372

เริ่มใช้วันที่ 16 เมษายน 2553


วันอังคาร ธงชัย ยาม 3 ธงชัย

วันพฤหัส อธิบดี ยาม 8 อธิบดี

วันจันทร์ อุบาทว์ ยาม 2 อุบาทว์

วันเสาร์ โลกาวินาศ ยาม 4 โลกาวินาค


ราศี 7 ธงชัย ราศี 4 อธิบดี

ราศี 6 อุบาทว์ ราศี 8 โลกาวินาศ

ดิถี 13 ธงชัย ดิถี 16 อธิบดี

ดีถี 12 อุบาทว์ ดิถี 2 โลกาวินาศ

ฤกษ์ 7 ธงชัย ฤกษ์ 25 อธิบดี

ฤกษ์ 6 อุบาทว์ ฤกษ์ 8 โลกาวินาศ


วันที่ห้ามทำการมงคล คือ วัน ยาม ราศี ดิถีฤกษ์

ที่เป็น อุบาทว์ หรือ โลกาวินาศ และ ดิถีมหาสูญ

ดิถีพิฆาต? กทิงวัน หรือ อวมานโอน


ดิถีมงคล 5 ประการ? เพื่อใช้ในการทำมงคลต่าง ๆ ดังนี้

1. ดิถีอมฤตโชค ดีสำหรับงานทั่วไปเกี่ยวกับความราบรื่นและสบาย

2. ดีถีสิทธิโชค ดีสำหรับงานสำคัญที่เป็นโครงการระยะสั้น

3. ดิถีมหาสิทธิโชค สำหรับงานที่เป็นโครงการระยะยาว

4. ดิถีชัยโชค ดีสำหรับงานที่ต้องสู้แข่งขันหรือรบทัพจับศึก

5. ดีถีราชาโชค ดีสำหรับงานที่ต้องขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่


เถลิงศก? พ.ศ. 2553

จ.ศ. 1372 มาสเกณฑ์ 16970

อวมาน 674 หรคุณ 501136

กัมมัชพล 423 อุจจพล 2787

ดิถี 2 วาระ 6


เกณฑ์ฝน ฝนตก 300 ห่า

ตกในจักรวาล 120 ห่า

ตกนอกฟ้าป่าหิมพานต์ 90 ห่า

ตกในมหาสมุทร 60 ห่า

ตกในมนุษย์โลก 30 ห่า


นาคให้น้ำ 7 ตัว ฝนแล้ง

เกณฑ์น้ำ ชื่อ เตโช น้ำน้อย

เกณฑ์ธัญญาหาร ชื่อ วิมัติ ข้าวกล้าในภูมินา

จะได้ผล กึ่งหนึ่ง เสียกึ่งหนึ่ง

ธัญญาหาร ผลาหาร พอประมาณ



Untitled

ก่อนจะทำการมงคลใด ๆ ควรจะหาฤกษ์ที่ดี ต้องถือพยากรณ์พระเคราะห์ทิ้ง 8 ทิศเป็นหลัก และต้องตรวจดูกาลโยคปีปัจจุบันในปฏิทินโหรเสียก่อนว่า วันใด ฤกษ์ใดเป็นอุบาทว์ โลกาวินาศ และวันที่ให้ฤกษ์นั้นจะต้องไม่ตรงกับวันดับ คือที่เรียกว่า "ดิถีมหาศูนย์" หรือ "ดิถึพิฆาต" และอย่าให้วันนั้นเป็นวันกาลกิณีเดิมของผู้ประกอบการ และในภูมิปีก็ไม่ควรเป็นกาลกิณีด้วย ควรใช้วันที่เป็น ธงชัย อธิบดี และวันที่เป็นมิตรและอย่าให้พระจันทร์เป็นศัตรู คือ เป็นอริ มรณะ วินาศ ต่อผู้ประกอบการ ให้วางพระจันทร์ไว้ในที่ดีเหมาะสมกับผู้ประกอบการ


ฤกษ์

หมายถึง คราวหรือเวลา ความปลอดภัยหรือความสำเร็จสมประสงค์ อำนวยความเป็นศิริมงคลแก่ผู้ประกอบการนั้น ๆ ฤกษ์ แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ ฤกษ์บนและฤกษ์ล่าง


ฤกษ์บน

เป็นชัยมงคลเบื้องสูง โดยถือตำแหน่งของพระจันทร์และดาวเคราะห์ต่าง ๆ เป็นหลัก คือ กำหนดโดยจันทร์ พระจันทร์ต้องดีไม่เป็นอริ มรณะ และวินาศแก่ผู้ประกอบการ พระจันทร์โคจรให้คุณ เช่น จันทร์ครุสุริยา ทางโหราศาสตร์ได้ กำหนดฤกษ์ไว้ ได้แก่ ทลิทโทฤกษ์ มหัทธโณฤกษ์ โจโรฤกษ์ ภูมิปะโลฤกษ์ เทศาตรีฤกษ์ เทวีฤกษ์ เพชรฌฆาตฤกษ์ ราชาฤกษ์ สมโณฤกษ์ รวมเป็น 9 ฤกษ์ เรียกว่า "ฤกษ์บน" หรือ "นภดล"


ฤกษ์ล่าง

ซึ่งเหมาะเป็นชัยมงคลเบื้องใต้ฟ้า หรือเบื้องต่ำบนพื้นดิน โดยมนุษย์เป็นผู้กำหนดขึ้น โดยให้วันทั้ง 7 ประกอบด้วยดิถี ขึ้นแรม และเดือนปี เป็นหลักในการคำนวณนับ เช่น วันธงชัย วันอธิบดี วันอุบาทว์ และวันดลกาวินาศ และมีดิถี คือ ขึ้น แรม ดิถี จัดเป็นฤกษ์ย่อยต่าง ๆ รวมเรียกว่า "ฤกษ์ล่าง" หรือ (ภูมิดล)


ติดต่อ

วางฤกษ์ได้ที่ อ.วีณา แสนอิสระ เท่านั้นเพราะเป็นผู้ชำนาญการวางฤกษ์ทุกประเภท ดังนั้น ต้องโทรติดต่อโดยตรงที่ อ.วีณา เท่านั้น? 081-620-4145 , 086-735-8516 , 02-410-7971 , 02-467-2293 บ้านเวลา 20.00 - 22.00 น. ปัจจุบันประจำอยู่ที่ สมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ เวลา 9.00 - 17.00 น.

บางรายเลือก "ดิถีชัยโชค" เป็นวันมงคลสมรส

ข้างขึ้นข้างแรมของ ดิถีมงคล 5 ประการ (อักษรย่อ คือ ชื่อวัน ส่วนนับบนล่างตัวเลขคือข้างแรม)

อ. จ. อัง. ว. ช. ศ. ส.

8 3 9 2 4 1 5 - อำมฤคโชค

11 5 14 10 9 11 4 - สิทธิโชค

14 12 13 4 7 10 15 - มหาสิทธิโชค

8 3 11 10 4 1 11 - ชัยโชค

6 3 9 6 10 7 5 - ราชาโชค


ราชาโชค - วันที่มีโชค

สิทธิโชค - วันที่ประสบความสำเร็จ

มหาสิทธิโชค - วันที่ประสบความสำเร็จอันดียิ่ง

ชัยโชต - วันที่มีชัยชนะ

ราชาโชค - วันที่มีโชคอย่างยิ่งใหญ่


วันที่ห้ามมงคล

คือ วัน ยาม ราศี ดิถี ฤกษ์ที่เป็น อุบาทว์ หรือ โลกาวินาศ และ ดิถีมหาศุนย์ ดิถี พิฆาต กทิงวัน หรือ อวมานโอน

ฤกษ์...............


ธงชัย

หมายความว่า เวลาประกอบด้วยโชค คือ ความเป็นใหญ่ ความเข้าไปตั้งอยู่ในที่ที่ศัตรูจะตั้งอยู่มิได้


อธิบดี

หมายความว่า เวลาประกอบด้วยโชค คือ ความเป็นใหญ่ ความเข้าไปอยู่ที่อิสรภาพ ดำเนินไปทรงเจริญก้าวหน้า


อุบาทว์

เวลาอันเข้าไปใกล้คราวดี คราวร้าย แต่ถือกับว่า เป็นอัปมงคล


โลกาวินาศ

หมายความว่า เวลาเข้าไปสู่อันตราย หรือ คราวที่ประกอบด้วยอุปัทวะอันตราย


ดีถีเรียงหมอน

ใช้ในการแต่งงาน ถือฤกษ์แต่งงานข้างขึ้นใช้ขึ้น 7 , 10 , 13 ค่ำ ข้างแรม 4 , 8 , 10 , 14 ค่ำ วันที่กำหนดไว้นี้นับว่าเป็นวันเรียงหมอนได้ ดังนั้น การให้ฤกษ์ใช้ในการแต่งงานควรหาฤกษ์ให้ตรงกับวันเรียงหมอนจึงจะดีมากไม่ต้องคอยให้เสียเวลา


ดิถีพิฆาต

นั้นหมายความว่า วันอัปมงคลไม่ดี ห้ามทำการมงคลทั้งปวง ถ้าหากว่าขืนทำการแล้วจะได้รับอันตรายต่าง ๆ วันใดห้ามดิถีใด ๆ

วันอาทิตย์ ห้ามดิถี 12

วันจันทร์ ห้ามดิถี 11

วันอังคารห้ามดิถี 7

วันพุธ ห้ามดิถี 3

วันพฤหัสบดี ห้ามดิถี 6

วันศุกร์ ห้ามดิถี 9

วันเสาร์ ห้ามดิถี 8


ดิถีมหาศูนย์

หมายถึง วันดับ ถือเป็นวันอัปมงคลให้ผลชั่ว ไม่ควรแก่การมงคล ดิถีตามปฏิทินโหร เมื่อพระอาทิตย์โคจรสถิตราศีใดที่เป็นดิถีมหาศูนย์ดูตามดิถี ต่อไปนี้

ราศีเมษ ดิถี 6 เป็นดิถี มหาศูนย์

ราศีพฤษภ ดิถี 4 เป็นดิถี มหาศูนย์

ราศีเมถุน ดิถี 8 เป็นดิถี มหาศูนย์

ราศีกรกฎ ดิถี 6 เป็นดิถี มหาศูนย์

ราศีสิงห์ ดิถี 4 เป็นดิถี มหาศูนย์

ราศีกันย์ ดิถี 8 เป็นดิถี มหาศูนย์

ราศีตุลย์ ดิถี 10 เป็นดิถี มหาศูนย์

ราศีพิจิก ดิถี 12 เป็นดิถี มหาศูนย์

ราศีธนู ดิถี 2 เป็นดิถี มหาศูนย์

ราศีมังกร ดิถี 1 เป็นดิถี มหาศูนย์

ราศีกุมภ์ ดิถี 12 เป็นดิถี มหาศูนย์

ราศีมีน ดิถี 2 เป็นดิถี มหาศูนย์

และยังมีวันดับอีก 3 วันคือ วันที่มีองศาเป็นศูนย์หรือวันที่มีพระอาทิตย์ยกวันหนึ่ง วันสิ้นเดือน แห่งพระจันทร์วันหนึ่ง และวันที่เรียกว่า อวมานโอน นับว่าเป็นวันให้ผลชั่วไม่ควรแก่การมงคลทั้งปวง


ปีที่ถูกโฉลก

ปีชวด ถูกโฉลกกับ ปีฉลู

ปีขาน ถูกโฉลกกับ ปีกุน

ปีเถาะ ถูกโฉลกกับ ปีจอ

ปีมะเส็ง ถูกโฉลกกับ ปีวอก

ปีมะเมีย ถูกโฉลกกับ ปีมะแม

ปีมะโรง ถูกโฉลกกับ ปีระกา


วันดับศูนย์

เป็นวันที่ถือกันมาก ห้ามให้ฤกษ์หรือประกอบการมงคลใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้าประกอบการมงคลในวันดับศูนย์ การประกอบงานนั้นมักต้องประสบอันตราย เช่น การประกอบพิธีมงคลสมรถ ก็ต้องปรากฎว่า มีการหย่าร้างกันในที่สุด และส่วนมากก็มีแต่ผลร้ายทั้งสิ้น


วันดับศุนย์ดังกล่าวนี้ ได้แก่

1. วันสิ้นเดือนทางจันทรคติ

2. วันอวมานโอน ตามปฏิทินโหราศาสตร์

3. วันที่สุริยุปราคา ห้ามทำการมงคลก่อนหน้ามี สุริยุปราคา จันทรุปราคา ก่อน 7 วัน และ หลังจากมีแล้ว 7 วัน

4. วันที่มีพระอาทิตย์เป็น 2 ราศี คือได้แก่ วันสงกรานต์ วันเนาว์ วันที่พระอาทิตย์ย้ายเปลี่ยนราศี ตลอดจนกระทั่งดาวเคราะห์อื่นเปลี่ยนย้ายราศี ดังนั้น วันดับศูนย์จึงห้ามประกอบการใด ๆ ทั้งสิ้น


กทิงวัน

เป็นวันสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ห้ามใช้ประกอบการมงคลเพราะมักจะมีบันดาลให้ผลร้าย? ดังนี้

วันอาทิตย์ เดือน 1 (อ้าย) ตรงกับวันขึ้นหรือแรม 1 ค่ำ

วันจันทร์ เดือน 2 (ยี่) ตรงกับวันขึ้นหรือแรม 2 ค่ำ

วันอังคาร เดือน 3 ตรงกับวันขึ้นหรือแรม 3 ค่ำ

วันพุธ เดือน 4 ตรงกับวันขึ้นหรือแรม 4 ค่ำ

วันพฤหัสบดี เดือน 5 ตรงกับวันขึ้นหรือแรม 5 ค่ำ

วันศุกร์ เดือน 6 ตรงกับวันขึ้นหรือแรม 6 ค่ำ

วันเสาร์ เดือน 7 ตรงกับวันขึ้นหรือแรม 7 ค่ำ


เดือนที่ห้ามฤกษ์

เดือน 6 เดือน 3 ห้ามให้ฤกษ์ 4 ค่ำ

เดือน 7 เดือน 10 ห้ามให้ฤกษ์ 8 ค่ำ

เดือน 5 เดือน 8 ห้ามให้ฤกษ์ขึ้นหรือแรม 8 ค่ำ

เดือน 11 เดือน 2 ห้ามให้ฤกษ์ขึ้นหรือแรม 12 ค่ำ

เดือน 9 เดือน 12 ห้ามให้ฤกษ์ขึ้นหรือแรม 10 ค่ำ

เดือน 1 เดือน 4 ห้ามให้ฤกษ์ขึ้นหรือแรม 2 ค่ำ


วันฟู

เป็นวันที่เหมาะในการประกอบการมงคลต่าง ๆ

เดือน 5 เดือน 10 วันอังคาร เป็นวันฟู

เดือน 7 เดือน 2 (ยี่) วันเสาร์ เป็นวันฟู

เดือน 9 เดือน 4 วันจันทร์ เป็นวันฟู

เดือน 12 วันพฤหัสบดี เป็นวันฟู

เดือน 1 เดือน 6 วันศุกร์ เป็นวันฟู

เดือน 8 เดือน 3 วันอาทิตย์ เป็นวันฟู

เดือน 11 วันพุธ เป็นวันฟู


วันลอย

เป็นวันที่ใช้ออกเดินทางไกล หรือใช้ออกเรือปล่อยเรือลงน้ำ

เดือน 5 เดือน 10 วันอาทิตย์ เป็นวันลอย

เดือน 7 เดือน 2 (ยี่) วันพฤหัสบดี เป็นวันลอย

เดือน 9 เดือน 4 วันเสาร์ เป็นวันลอย

เดือน 8 เดือน 3 วันศุกร์ เป็นวันลอย

เดือน 11 วันจันทร์ เป็นวันลอย

เดือน12 วันอังคาร เป็นวันลอย


วันจม

เป็นวันที่ไม่นิยมการมงคล ถือว่าไม่ดี วันและเดือน ห้ามทำการมงคล คือ

เดือน 5 เดือน 10 วันพฤหัสบดี เป็นวันจม

เดือน 1 เดือน 6 วันอาทิตย์ เป็นวันจม

เดือน 7 เดือน 2 วันจันทร์ เป็นวันจม

เดือน  8 เดือน 3 วันอังคาร เป็นวันจม

เดือน 9 เดือน 4 วันพุธ เป็นวันจม

เดือน 11 วันศุกร์ เป็นวันจม

เดือน 12 วันเสาร์ เป็นวันจม


ปีที่ไม่ถูกโฉลกกัน

หรือเรียกว่า "ปีชง" ปีชง เป็นปีทางศาสตร์ของคนจีน ที่ถือว่าถ้าเป็นปีชงกันจะไม่ดีไม่นิยมทำการในงานมงคลในปีนั้นและจำเป็นจะต้องเลื่อน เช่น คนที่เกิดปีมะเมียจะชงกับปีชวด ถ้าจะแต่งงานในปีชวดก็ไม่นิยมต้องเลื่อนไปเป็นปีอื่น

ปีมะเมีย ชงกับ ปีชวด

ปีมะแม ชงกับ ปีฉลู

ปีวอก ชงกับ ปีขาล

ปีระกา ชงกับ ปีเถาะ

ปีจอ ชงกับ ปีมะโรง

ปีกุน ชงกับ ปีมะเส็ง


การให้ฤกษ์

ผู้ให้ฤกษ์จะต้องเชี่ยวชาญในการผูกดวง และให้กฤษ์ต่าง ๆ จนมีความเชี่ยวชาญ ดังนั้น ฤกษ์ต่าง ๆ ทั้ง 9 ฤกษ์ เหมาะสำหรับใช้ในกิจการต่าง ๆ ดังนี้

1. ฤกษ์สำหรับสู่ขอ ทวงหนี้ ใช้ทลิทโทฤกษ์

2. ฤกษ์สำหรับปราบศัตรูทำสงคราม แข่งขันกีฬา ออกรถ ใช้โจโรฤกษ์

3. ฤกษ์เปิดร้านค้า โรงงาน มหรสพ ใช้เทศาตรีฤกษ์

ปีขาล ถูกโฉลกกับ ปีกุน

ปีเถาะ ถูกโฉลกกับ ปีจอ

ปีมะเส็ง ถูกโฉลกกับ ปีวอก

ปีมะเมีย ถูกโฉลกกับ ปีมะแม

ปีมะโรง ถูกโฉลกกับ ปีระกา


การบูชา พระประจำวันเกิด

คนเกิดวันอาทิตย์ บูชา พระปางถวายเนตร

คนเกิดวันจันทร์  บูชา พระปางห้ามญาติ

คนเกิดวันอังคาร บูชา พระปางไสยาสตร์

คนเกิดวันพุธ บูชา พระปางอุ้มบาตร

คนเกิดวันพฤหัสบดี บูชา พระปางสมาธิ

คนเกิดวันศุกร์ บูชา พระปางรำพึง

คนเกิดวันเสาร์ บูชา พระปางนาคปรก


การบูชา พระธาตุประจำวันเกิด

คนเกิดปีชวด นมัสการ พระธาตุศรีจอมทอง จ.เชียงใหม่

คนเกิดปีฉลู นมัสการ พระธาตุศรีจอมทอง จ.ลำปาง

คนเกิดปีขาล นมัสการ พระธาตุศรีจอมทอง จ.แพร่

คนเกิดปีเถาะ นมัสการ พระธาตุศรีจอมทอง จ.น่าน

คนเกิดปีมะโรง นมัสการ พระธาตุศรีจอมทอง จ.เชียงใหม่

คนเกิดปีมะเส็ง นมัสการ พระธาตุศรีจอมทอง จ.อุบลราชธานี

คนเกิดปีมะเมีย นมัสการ พระธาตุศรีจอมทอง จ.ตาก

คนเกิดปีมะแม นมัสการ พระธาตุศรีจอมทอง จ.เชียงใหม่

คนเกิดปีวอก นมัสการ พระธาตุศรีจอมทอง จ.นครพนม

คนเกิดปีระกา นมัสการ พระธาตุศรีจอมทอง จ.ลำพูน

คนเกิดปีจอ นมัสการ พระธาตุศรีจอมทอง จ.เชียงใหม่

คนเกิดปีกุน นมัสการ พระธาตุศรีจอมทอง จ.เชียงราย


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

วีณา พยากรณ์

รับวางฤกษ์แต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ รับตำแหน่งใหม่ ฤกษ์คลอดบุตร ยกเสาเอก ฤกษ์บวช และลาสิกขาบท และรับพยากรณ์ตรวจดวงชะตากับบุคคลทั่วไป โดยมีประสบการณ์และความชำนาญในการว่าฤกษ์ไม่ต่ำกว่า 30 ปี

พบกับ อาจารย์วีณา แสนอิสระ อุปนายกสมาคมโหรแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นักพยากรณ์ที่มีความสามารถและประสบการณ์จริง

ติดต่อโดยตรงที่หมายเลยโทรศัพท์ 081-620-4145 , 084-735-8516 , 02-410-7971 , 02-467-2293

โดยตรงเท่านั้น ท่านจะไม่ผิดหวัง แต่งงานทั้งทีต้องให้ผู้รู้จริงในการวางฤกษ์แต่งแล้วรวยอยู่ดีมีสุข

ติดต่อโดยตรงที่อาจารย์วีณา เท่านั้น สงวนลิขสิทธิ์ กรุณาโทรนัดล่วงหน้า ต่างจังหวัดส่งทาง EMS

ปัจจุบันประจำอยู่ที่

สมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์และขอกราบคารวะท่านอาจารย์ทองเจือ อ่างแก้ว บรมครูโหร ที่ได้ใช้ปฏิทินของท่านเป็นหลักในการวางฤกษ์

อ่านเพิ่มเติม...
 
การ์ดแต่งงาน สไตล์เกาหลี

การ์ดแต่งงาน สไตล์เกาหลี

ช่วงนี้ เกาหลี กำลังอิตและฮอตอย่างมาก วันนี้จึงนำ การ์ดแต่งงาน สไตล์เกาหลี สวย ๆ มาฝากคุณเจ้าสาวและคุณเจ้าบ่าวทั้งหลายให้ได้ลองเลือก การ์ดแต่งงาน สไตล์เกาหลี กันบ้าง เพื่อว่าจะถูกอกถูกใจคุณเจ้าสาวและคุณเจ้าบ่าว และหากว่าคุณเจ้าสาวและคุณเจ้าบ่าวคือหนึ่งคนที่ชอบในเกาหลีด้วยแล้วถ้าพลาดกับ การ์ดแต่งงานน่ารักๆ สไตล์เกาหลีแบบนี้น่าเสียดายแย่เลยค่ะ หากว่าชอบอกชอบใจ การ์ดแต่งงาน ใบไหนก็อย่าลืมนำไปเป็นแบบในงานแต่งงานของคุณนะค่ะ ที่สำคัญ การ์ดแต่งงาน สไตล์เกาหลีนี้มีมากมายให้เลือกหลากหลายแบบกันเลยทีเดียวค่ะ ถ้างั้นเรามาเริ่มดู การ์ดแต่งงานน่ารักๆ กันเถอะค่ะ

 

แบบการ์ดแต่งงาน


ข้อมูลเนื้อหาโดย http://www.nong3narak.com

ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต

การ์ดแต่งงาน

อ่านเพิ่มเติม...
 
งานแต่งงาน กับเคล็ดไม่ลับผ่านวันแต่งงานไปได้อย่างงดงาม

งานแต่งงาน กับเคล็ดไม่ลับผ่านวันแต่งงานไปได้อย่างงดงาม

แต่งงาน สิ่งที่สาว ๆ หลาย ๆ คนต่างใฝ่ฝันถึง และคิดเสมอว่าต้องมีซักครั้งในชีวิตที่เราจะได้ใส่ชุดสีขาว พร้อมกับเพื่อนและครอบครัวของเราที่ร่วมแสดงความยินดีในวันนั้นกับเรา และวันแต่งงานเป็นวันที่เราโดดเด่นที่สุดและเป็นวันที่สุดแห่งฝันของสาว ๆ หลาย ๆ คน แต่ช้าก่อนถ้าคุณไม่ได้เตรียมตัวให้ดีแล้วล่ะก็ฝันที่สวยงานของคุณอาจจะกลายเป็นฝันร้ายอย่างขาดไม่ถึงในวันแต่งงาน? ดังนั้นสาว ๆ ที่กำลังจะเข้าพิธีแต่งงานควรจะเตรียมความพร้อมเอาไว้แต่เนิ่น ๆ นะครับ

1.ชุดที่ใส่ในงานแต่งงานไม่ควรจะแน่นจนเกินไป

แม้สาว ๆ หลายคนจะอยากสวยมากขนาดไหนก็ตาม แต่ถ้าชุดของคุณเกิดแน่นเกินไปแล้วคุณเป็นลมกลางงานขึ้น มันคงไม่ใช้วันแต่งงานที่มีแต่ความสุขแน่นอน

2.รองใสรองเท้าคู่สวยที่จะใส่เข้าคู่กับชุดแต่งงานก่อนอย่างน้อย 2 สัปดาห์

เพราะถ้าเกิดรองเท้าคู่สวยของคุณเกิดไม่รักดีในงานแต่งงานของคุณคงแย่แน่ ๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้ากัด หรือ รองเท้าหักกลางงาน ซึ่งเรื่องเหล่านี้เคยเกิดขึ้นกับสาว ๆ หลาย ๆ คนมาแล้วค่ะ แล้วลองคิดดูสิค่ะว่ากว่าจะเดินไหว้แขกในงานจบ แล้วคุณต้องทนกับรองเท้าแย่ ๆ มันจะเซ็งขนาดไหน

3.การถ่ายภาพวันแต่งงาน

กับการยิงแฟลชของช่างกล้อง สาว ๆ หลายคนหรือบางคนอาจจะแพ้แสงแฟลช ถ้าถ่ายไปนานอาจจะทำให้เวียนหัวได้ ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันแต่เนิ่น ๆ ควรบอกช่างถ่ายภาพให้เน้นการจัดแสงไฟให้พอมากกว่าการใช้แฟลชถ่ายตลอด ทั้งนี้อาจจะขึ้นอยู่กับสถานที่ด้วย ดังนั้นถ้าคุณเป็นคนที่แพ้แฟลชอาจจะต้องหาสถานที่จัดงานที่มีแสงมากพอและถ้าเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ การกินยาแก้เมารถก็พอช่วยได้ค่ะ

4. แค่จิบเท่านั้น

แน่นอนค่ะวันนี้ไม่ว่าจะเดินผ่านไปโต๊ะไหนก็จะมีแต่คนบอกให้กิน ให้ดื่มของมึนเมา แรก ๆ ก็พอทนค่ะ แต่พอดึก ๆ ถ้าสามีเป็นคนคออ่อน หรือ เราเป็นคนคออ่อน นี่จบเลยค่ะ ในคืน วันแต่งงาน อาจกลายเป็นตื่นเช้าแล้วนอนอ๊วกกันแทน จริง ๆ วันนี้มันปิดท้ายด้วยการทำการบ้านสิค่ะ อิอิ >_<

5. ว่างตัวให้ดี

วันนี้ญาติผู้ใหญ่ไม่ว่าจะทางพ่อแม่เรา หรือ ของพ่อแม่สามีแม้กระทั่งหัวหน้างานก็มากันหมดถ้าทำอะไรขายหน้านิแย่เลย ดังนั้นวันนี้ถ้าเรามีข้อเสียอะไรก็เก็บ ๆ ซ่อน ๆ ไว้ก่อนนะค่ะ

6. เก็บเรื่องแย่ ๆ

ที่เกิดขึ้นในชีวิตทิ้งไว้ก่อน และคิดแต่สิ่งดี ๆ ในวันแต่งงาน ยิ้มให้สวยที่สุด คิดเสมอว่าวันนี้เป็นวันที่เราสวยที่สุด

7. คิดถึงสิ่งดี ๆ

และบอกรักสามีก่อนทำการบ้าน ปิดท้ายด้วยอย่าลืมใส่ชุดชั้นในตัวเก่งด้วยนะค่ะ อิอิ

 
พิธีแต่งงานแบบภาคอีสาน

พิธีแต่งงานแบบภาคอีสาน นั้น ภาษาพื้นเมืองเขาจะเรียกกันว่า กินดอง ซึ่งมีความหมายว่า คู่บ่าวสาวจะดองกันเป็นวงศาคณาญาติต่อไปในภายภาคหน้า พิธีแต่งงานแบบภาคอีกสาน นี้ ถือเป็นประเพณีความรักระหว่างชายหนุ่มและหญิงสาวที่สมัครใจรักใคร่และจะอยู่กินเป็นสามีภรรยากัน ประเพณีกินดอง นั้นเริ่มต้นด้วยการสู่ขอ การหมั้น และ การแต่งงาน เช่น ในจังหวัดขอนแก่น พิธีนี้ฝ่ายชายจะต้องขึ้นไปบนเรือนของฝ่ายหญิงตามลำพังสองต่อสองในยามค่ำคืน ในขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่นั้น ฝ่ายหญิงก็จะถือโอกาสทำงานไปด้วย เช่น ปั่นฝ้าย กรอไหม และ ทอเสื่อ เป็นต้น กระทั่งทั้งคู่มีความพึงพอใจซึ่งกันและกันจนถึงขั้นสู่ขอ

การสู่ขอภาษาพื้นเมืองเรียกกันว่า การขอเมีย คือ นับตั้งเเต่เมื่อฝ่ายชายและฝ่ายหญิงรักใคร่ตกลงปลงใจที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขเป็นสามีภรรยากัน ฝ่ายชายก็จะบอกกล่าวพ่อแม่ให้จัดญาติผู้ใหญ่เป็นเถ้าแก่และพ่อล่ามอีกคนหนึ่งถือดอกไม้ธูปเทียนไปร้องขอต่อพ่อแม่ของฝ่ายหญิงที่บ้านเพื่อไปตกลงกัน แต่ในกรณีที่กำหนดงานวันแต่งงานเนิ่นนานออกไปก็อาจจะทำพิธีหมั้นกันไว้ก่อนก็ได้ ทั้งนี้เพื่อความมั่นใจในตัวกันและกันทั้งสองฝ่าย โดยฝ่ายชายจะต้องหาทองหมั้นมาวางประกันไว้ คือ จะเป็นทองรูปพรรณหรือเงินตามจำนวนที่ตกลงกันก็ได้ การเลี้ยงดูแขกจะแยกกันเลี้ยงคนละฝ่ายหรือจะเลี้ยงรวมกันก็ได้หรือให้ฝ่ายใดเลี้ยงแต่เพียงฝ่ายเดียวก็ได้ วันแต่งงานตามที่นิยมกันก็คือวันใดวันหนึ่งในเดือนคู่ข้างขึ้นคือ วันที่ ๒๔ และ ๖ เดือนยี่ ๔๖ และ ๑๒ เว้นแต่เดือนในระหว่างเข้าพรรษา คือ เดือน ๘-๑๑ ไม่มีธรรมเนียมแต่งงานกัน

เมื่อได้ฤกษ์กำหนดนัดตามที่ตกลงในเรื่องสินสอดทองหมั้นซึ่งเรียกว่า ค่าดอง แล้ว ก็กำหนดวันแต่งงานกันเลยทีเดียว แต่ถ้าตกลงในเรื่องสินสอดกันไม่ได้ก็จะต้องเพียรต่อรองกันอีก ในรายที่ตกลงกันเรียบร้อยแล้วก็จะมีการหมั้นหรือไม่ต้องหมั้นก็ได้ นั่นคือในระหว่างที่รอพิธีการแต่งงานฝ่ายหญิงก็จะเตรียมเครื่องที่นอนหมอนมุ้งและเครื่องไหว้ผู้ใหญ่ให้พร้อมเพรียง ส่วนฝ่ายชายก็จะต้องเตรียมเงินทองเอาไว้ระยะนี้ชายจะไปมาหาสู่หญิงบ่อย ๆ ได้


พิธีแต่งงานแบบอีสาน นั้นจะต้องเริ่มก่อนวันกำหนดแต่งจริงที่บ้านหญิง โดยกำหนด วันมื้อเต้า เป็นวันเตรียมสิ่งของถัดไปอีกวันหนึ่งเป็น วันมื้อโฮม บางแห่งเรียก มื้อสุกดิบ วันนี้ญาติพี่น้องจะมาพร้อมกันและช่วยกันเตรียมงาน โดยในตอนเย็นมีพระสงฆ์มาทำพิธีสวดมนต์มีการฟังเทศน์ร่วมกันทั้งเจ้าบ่าวและจ้าสาวเพื่อนำหลักธรรมไปปฏิบัติในการครองเรือนกันเช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันแต่งงาน

อนึ่งในกรณีที่มีอุปสรรคในการแต่งงานจะเกิดขึ้น เช่น ไม่มีเงินค่าสินสอดก็ดีพ่อแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมก็ดี หากฝ่ายหญิงรักและเป็นใจกับฝ่ายชายแล้วชายก็จะนัดแนะเข้าหาหญิงการกระทำเช่นนี้เรียกว่า ภารซู ตกกลางคืนเมื่อชายเข้าหาหญิงแล้วฝ่ายหญิงก็จะต้องระมัดระวังไม่ให้ฝ่ายชายหนีได้จนจวนสว่างฝ่ายหญิงก็จะต้องรีบไปบอกพ่อแม่ของตน

เมื่อบิดามารดาของฝ่ายหญิงทราบก็จะต้องรีบไปปิดประตูขังฝ่ายชายไว้แล้วให้หาเถ้าแก่ฝ่ายชายไปตกลงพูดจากัน ถ้าฝ่ายชายตกลงมั่นเหมาะยอมรับเลี้ยงดูฝ่ายหญิงเป็นภรรยาแล้วฝ่ายหญิงก็จึงจะปล่อยให้ฝ่ายชายกลับบ้าน แล้วการสู่ขวัญวันแต่งงานจึงจะเกิดขึ้นในภายหลังพิธีแต่งงาน ถ้าเจ้าบ่าวไปอยู่บ้านเจ้าสาวเขาเรียกว่า ดองสู้ ตรงกับภาคกลางที่เรียกว่า วิวาห์มงคล โดยทำพิธีแต่งงานที่บ้านหญิง ถ้าเป็น ดองต้าน ก็เรียกว่า อาวหมงคล คือฝ่ายหญิงไปอยู่กับฝ่ายชาย คือทำพิธีที่บ้านของหญิงก่อนแล้วไปทำพิธีที่บ้านของฝ่ายชายอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อถึงวันงานพวกญาติพี่น้องบ้านใกล้เรือนเคียงก็จะมาช่วยเหลือกันตั้งแต่เช้า พร้อมกับนำข้าวปลาอาหาร สุราสิ่งของหรือเงินทองติดไม้ติดมือไปช่วยตามแต่ฐานะของตน นอกจากจะช่วยด้วยสิ่งของแล้วพวกเขาอาจจะช่วยด้วยแรงอีกด้วย เช่น ช่วยกันตักน้ำ ทำอาหาร ทำพาขวัญจีบหมาก และมวนบุหรี่ ฯลฯ ตามถนัด

เมื่อได้ฤกษ์พิธีแห่ตามที่อาจารย์ได้กำหนดไว้แล้วก็จัดเป็นขบวนแห่ไปยังบ้านเจ้าสาวทันที ขบวนแห่เจ้าบ่าวซึ่งเพรียบพร้อมไปด้วยพาขวัญ โดยการนำขันหมากและสินสอดไปด้วยอนึ่งพิธีแห่ของเจ้าบ่าวได้จัดเป็นขบวนแบ่งออกไว้เป็นอย่าง ๆ ดังนี้

กลุ่มหน้าเป็นพวกดนดรีพื้นเมืองพวกร้องพวกรำสนุกสนานรื่นเริงกันเต็มที่ต่อมาเป็นเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าบ่าว ถัดไปเป็นพาขวัญ ขันหมาก เครื่องบริวารและติดตามด้วยญาติพี่น้อง เถ้าแก่ พ่อล่าม ฯลฯ ครั้นในเมื่อถึงประตูบ้านเจ้าสาว ญาติฝ่ายหญิงจะปิดประตูบ้านไม่ยอมให้เข้าไปได้ง่ายจะมีการซักถามเพื่อเอาเคล็ดเอาฤกษ์ตามธรรมเนียมพร้อมกับมีการถามว่า

มาทำไม

มาขอลูกสาวบ้านนี้ เขาว่าเป็นคนดีคนร่ำรวยและคนขยันทำมาหากินฯลฯ พวกญาติฝ่ายชายตอบไป เออช่างสมกันเหลือเกินเน้อ ญาติทางฝ่ายเจ้าสาวรีบตอบเพื่อให้สิริมงคลแก่งานด้วย และพูดต่อไปอีกว่า ขอให้รวยทั้งคู่ เงินทองไหลมาเทมา เชิญเชิญ ข้างในบ้าน ฤกษ์งามยามดีเหลือเกิน


ครั้นแล้วฝ่ายหญิงก็จะรีบเปิดประตูยอมให้ฝ่ายชายเข้าไป ในการนี้ฝ่ายชายจะต้องให้รางวัลแก่ฝ่ายหญิงด้วยมีธรรมเนียมอยู่ว่า เจ้าบ่าวก่อนจะขึ้นเรือนต้องล้างเท้าของตนบนใบตองกล้วยตีบและบนแผ่นหินซึ่งถือเคล็ดว่าให้ฝ่ายชายมีใจหนักแน่นเหมือนแผ่นหินและให้มีความสนิทเสน่หากันเหมือนผลกล้วยตีบซึ่งชิดกันมาก จากนั้นญาติผู้หญิงที่มีการครองเรือนดีก็จะมารับพร้อมกับจูงมือเขยขึ้นบ้านนำไปนั่งรอที่พาขวัญของตน ซึ่งตั้งเคียงคู่กับของหญิงท่ามกลางญาติมิตรสหายระหว่างนี้เถ้าแก่และพ่อแม่ก็จะนำขันหมากไปมอบให้แก่เถ้าแก่ฝ่ายหญิง เมื่อตรวจดูสินสอดว่าครบถูกต้องแล้วก็จะรีบนำเจ้าสาวมาเข้าพาขวัญเจ้าสาวจะต้องนั่งทางซ้ายของเจ้าบ่าวเสมอ

ต่อจากนี้ก็ทำพิธีสู่ขวัญแต่งงานโดยใช้วิธีแบบ ประเพณีสู่ขวัญ ซึ่งได้กล่าวมาแล้วเป็นหลัก แต่ไม่มีการพายเหล้า โดยหมอสูตรหรือพราหมณ์ชาวบ้านจะกล่าวคำสวดคำขวัญอวยพรเสร็จแล้วหมอสูตรได้ป้อนไข่ คือนำไข่ต้มจากพาขวัญมาปอกแบ่งครึ่งให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวกินคนละครึ่งใบ โดยใช้มือขวาป้อนไข่ท้าวมือซ้ายป้อนไข่นางเสร็จแล้วก็ใช้ฝ้ายผูกข้อมือของคู่บ่าวสาวพร้อมกับอวยพร

ด้วยพวกญาติ ๆ และแขกที่มาร่วมในงานทุกคนจะต้องผูกข้อมืออวยพรให้ทุกคน ต่อจากนี้ทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวก็นำขันดอกไม้ ธูปเทียน ไปกราบไหว้พ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ทุก ๆ ฝ่ายและพร้อมกันนี้ท่านก็จะอวยพรให้คู่สมรส จงมีความสุขความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป

เสร็จพิธีตอนนี้แล้วญาติฝ่ายหญิงก็จะจูงมือเจ้าบ่าวไปยังห้องที่เตรียมไว้ให้สำหรับคู่บ่าวสาวเป็นการบอกว่านับแต่คืนนี้เป็นต้นไปเจ้าบ่าวจะต้องมานอนกับเจ้าสาวที่ห้องนี้ ส่วนญาติฝ่ายชายที่เป็นผู้หญิงก็จะจูงมือเจ้าสาวไปยังอีกห้องหนึ่งเพื่อเป็นการสู่พิธีรับขวัญต่อไป

ต่อมาอีก ๒-๓ วัน คู่สมรสจะต้องนำดอกไม้ ธูป เทียนไปไหว้ญาติพี่น้องวงศาคณาญาติชั้นผู้ใหญ่ที่เคารพนับหน้าถือตาทั้งสองฝ่าย พิธีไหว้ระยะนี้ชาวพื้นเมืองเรียกว่า ไหว้สมา ซึ่งพวกญาติผู้ใหญ่ก็จะให้ทรัพย์สินเงินทองและอวยพรคู่สมรสให้มีความสุขความเจริญและยั่งยืนตลอดไป

อนึ่งคู่สมรสเมื่ออยู่นานวันเข้าถ้าเกิดทะเลาะวิวาทกันก็จะมีประเพณีอย่างหนึ่งซึ่งชาวบ้านเรียกว่า เขิง-ขอบ แปลว่า ร่อนและมัด หมายถึงการพิจารณาตัดสินโดยจะเชิญญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมาพิจารณาและปรึกษากันว่า การบกพร่องในรื่องนั้น ๆ เป็นความผิดของผู้ใดเมื่อพิจารณาได้ความเป็นประการใดแล้วก็ให้ผู้อาวุโสที่สุดเป็นผู้ว่ากล่าวให้ประนีประนอมคืนดีกันตลอดจนแนะนำอุบายที่จะประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องเข้าใจกันต่อไป เช่น ถ้าภรรยาผิดต่อสามี ผู้น้อยผิดต่อผู้ใหญ่ ก็ให้นำดอกไม้ธูปเทียนมากราบไหว้ขอโทษขอโพยและรับรองที่จะไม่ประพฤติเช่นนั้นอีกต่อไป

ในกรณีถ้าพ่อแม่ทำผิดก็จะต้องรับที่จะแก้ไขไม่ให้ผิดซ้ำอีกบางทีก็จะมีการสู่ขวัญเลี้ยงดูเถ้าแก่พ่อแม่ก็ได้เพื่อผูกน้ำใจซึ่งกันและ กัน และถ้าปรากฏว่ายังมีการแตกร้าวกันอยู่อีกก็จะมีการพิจารณาดังนี้ทุก ๆ คราวไป ถ้าไม่อาจที่จะระงับได้ก็ให้ออกเหย้าออกเรือนหย่าขาดกันไปแล้วแต่กรณี ดังนี้ การหย่าร้างจึงเกิดขึ้นน้อยมากเว้นแต่ว่าจำเป็นจริง ๆ เพราะ เขิง-ขอบ กันหลายครั้งหลายหนแล้วไม่ได้ผลหรือคู่สมรสบกพร่องมีปมด้อยต่าง ๆ เช่นไม่มีลูกด้วยกันและเกียจคร้านต่อการงานเช่นนี้เป็นต้น

อนึ่งทุกคราวที่ให้ผู้ใหญ่ทำการ เขิง-ขอบ นี้จะต้องมีดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมาท่าน ถ้ามีการปรับไหมสู่ขวัญเลี้ยงดูก็จะฟ้องให้ท่านรู้เห็นเป็นพยานด้วยทุกครั้งไป

ขอขอบคุณข้อมูลจาก oursiam.net
ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต

พิธีแต่งงานแบบภาคอีสาน 2010

อ่านเพิ่มเติม...
 
พิธีแต่งงานแบบอินเดีย

ตามพิธีแต่งงานแบบอินเดียนั้น การแต่งงานถือเป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ เพราะการแต่งงานจะแสดงถึงการที่เจ้าบ่าวได้ตอบแทนหนี้บุญคุณต่อพระเจ้าและยังเป็นการล้างบาปเมื่อเขาได้ไปสร้างครอบครัว ส่วนฝ่ายบิดาของเจ้าสาวก็มีหน้าที่ที่จะต้องมอบลูกสาวเพื่อเป็นเจ้าสาวไปประกอบ พิธีแต่งงานแบบอินเดีย ตามประเพณีที่เรียกกันว่า กานยาดานา


พิธีแต่งงานแบบอินเดียนั้นค่อนข้างสลับซับซ้อนและมีผู้เกี่ยวข้องมากมาย นอกจากนั้นทุก ๆ พิธีการจะมีชื่อเรียกทั้งหมด เช่น เมเฮนดี คือวันที่เป็นมงคลที่ถูกเลือกจากการดูฤกษ์ยามของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว มิไล ก็พิธีการนำลูกเขยและลูกสะใภ้เข้าบ้าน วิวาห์ คือพิธีแต่งงานนั่นเอง และเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ ว่าที่เจ้าสาวจะได้รับ ทาโม สร้อยคอทองคำคล้ายกับความหมายของการสวมแหวนแต่งงานในธรรมเนียมประเพณีอื่น ๆ


เจ้าสาวชาวอินเดียนั้นเปรียบเสมือนกันเทพธิดา ลักษมี ดังนั้นชุดแต่งกายและเครื่องประดับจึงถูกออกแบบมาให้เจ้าสาวในลักษณะนั้น ประเทศอินเดียเป็นประเทศใหญ่ในแต่ละท้องถิ่นก็จะมีพิธีการและการแต่งกายต่างกันออกไป แต่โดยส่วนใหญ่แล้วชุดของเจ้าสาวจะอยู่ในรูปของ ส่าหรี เครื่องประดับก็จะประกอบไปด้วย สร้อยคอ, กำไล, แหวน, แหวนจมูก, กำไลข้อเท้า, และแหวนนิ้วเท้า และที่ขาดไม่ได้เลยในพิธิแต่งงานแบบอินเดีย คือ ดอกไม้นานาพันธุ์

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันเจ้าบ่าวอาจเลือกสวมชุดสูทแต่ส่วนใหญ่แล้วเจ้าบ่าวมักจะสวมชุดแบบโบราณ โดยเฉพาะในทางตอนใต้เจ้าบ่าวจะมีผ้าโพกศีรษะที่มีการประดับด้วยดอกไม้เพื่อปกป้องเจ้าบ่าวจากสิ่งเลวร้าย โดยมีภรรยาของพี่ชายเจ้าบ่าวเป็นผู้ตกแต่ง


เจ้าบ่าวนั้นจะได้รับการยกย่องเป็น วิศณุ เพราะ วิศณุ เท่านั้นถึงจะเหมาะสมกับเจ้าสาวผู้ซึ่งถือว่าเป็นของขวัญล้ำค่าที่เทพเจ้าเท่านั้นสมควรจะได้รับ

ตามพิธีการเจ้าบ่าวจะเดินทางไปยังที่พักของเจ้าสาวโดยจะมีครอบครัวของทั้งสองรวมอยู่ ณ ที่นั้นเอง พิธีการต่าง ๆ ก็จะเริ่มขึ้น ในสมัยโบราณเจ้าบ่าวพร้อมกับญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงจะเดินทางไปยังที่พักของเจ้าสาวด้วยกันพร้อมกับเต้นรำและร้องเพลงไปตลอดทาง เมื่อถึงสถานที่แล้ว บิดา, มารดา, หรือ ญาติฝ่ายเจ้าสาวก็จะพรมน้ำหอมและกลีบดอกไม้ให้กับเจ้าบ่าวเพื่อเป็นศิริมงคล


เจ้าสาวและเจ้าบ่าวจะแลกเปลี่ยนการสวมพวงมาลัยซึ่งกันและกันทั้งสองจะต้องเวียนรอบกองไฟศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด 7 รอบ พร้อมกับการสวดมนต์ของพระสงค์หลังจากเดินในแต่ละรอบ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการปิดผนึกของความปรองดอง

จากนั้นจึงก้าวไปทางทิศเหนือเป็นจำนวน 7 ก้าว โดยภาวนาถึงสิ่ง 7 สิ่ง คือ อาหาร, พลานามัย, ความมั่งคั่ง, ความสุข, ความอุดมพันธุ์, พืชผลและสัตว์เลี้ยง, และ การอุทิศตน เมื่อเสร็จสิ้นแล้วเจ้าสาวจะถูกพรมด้วยน้ำมนต์เพื่อชำระล้างบาปในอดีตในการเตรียมความพร้อมไปสู่ชีวิตในวันข้างหน้


พิธีสมรสของชาวอินเดียจะสิ้นสุดลงด้วยงานเลี้ยงฉลองในยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความรื่นเริง, การเต้นรำ, และ ที่ขาดไม่ได้การรับประทานอาหารมื้อใหญ่ โดยเจ้าสาวจะเปลี่ยนเครื่องแต่งกายชุดส่าหรีหลายชุดเพื่อต้อนรับครอบครัวของเจ้าบ่าวที่นำผลไม้และอาหารมามอบให้ ณ จุดสุดท้ายของงานเลี้ยง พี่ชายของเจ้าบ่าวก็จะโปรยกลีบดอกไม้ให้กับคู่สมรสตลอดทางเดินของทั้งสองเพื่อขจัดสิ่งชั่วร้ายให้ออกไป


ขอขอบคุณข้อมูลจาก wedding.tlcthai
ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต

พิธีแต่งงานแบบอินเดีย 2010

อ่านเพิ่มเติม...
 
พิธีแต่งงานแบบเกาหลี

แม้ในปัจจุบันคนเกาหลียังคงหาคู่ด้วยการดูตัวหรือนัดบอร์ดยังค่อนข้างมากอยู่ แต่เมื่อถึงวันแต่งงานวันสำคัญสำหรับคู่บ่าวสาวชาวเกาหลีก็ยังคงรักษา พิธีแต่งงานแบบเกาหลี ไว้อยู่

โดยเจ้าสาวและเจ้าบ่าวนั้น จะสวมชุดแต่งงานแบบ ชุดฮันบก ซึ่งเป็นชุดประจำชาติของคนเกาหลี โดย ชุดฮันบก นั้น ก็จะมีหลากหลายแบบให้เลือก แต่ในสมัยก่อนนั้น การจะสวมใส่ ชุดฮันบก ในพิธีแต่งงานแบบเกาหลีนั้นแต่ละแบบที่ใส่จะขึ้นอยู่กับ ชนชั้นและศักดินาตามแต่ยุคสมัยนั้น ๆ


พิธีแต่งงานแบบเกาหลี


ฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะทำการคำนับกันหลังจากนั้นก็มีการรินน้ำชาให้กันและกันและดื่มโดยจะคองแขนกันจากนั้นก็ป้อนขนมซึ่งกันและกัน และ่ต่อจากนั้นก็จะมีการละเล่นโดยการคาบผลไม้แห้งชนิดหนึ่งของเกาหลีและกินโดยปากต่อปากโดยฝ่ายเจ้าสาวจะเป็นคนคาบขนมชิ้นนั้นไว้ และต่อจากนั้นเจ้าบ่าวต้องให้เจ้าสาวขี่คอหรือขี่หลังและพาเดินไปหนึ่งรอบ หลังจากนั้นก็ทำการคำนับกันอีกหนึ่งครั้งเจ้าบ่าวให้ของแทนใจ


พิธีคู่บ่าวสาวเสร็จตาด้วยการคำนับญาติผู้ใหญ่และรินน้ำชาโดยฝ่ายเจ้าบ่าวต้องเป็นคนรินน้ำชาส่วนเจ้าสาวต้องเป็นคนถือแก้วแล้วจะมีคนคอยส่งแก้วที่รินแล้วให้กับญาติผู้ใหญ่ดื่มแล้วท่านก็จะให้พรหลังจากนั้นจะมีการโดนสิ่งของลงผ้าและให้คู่บ่าวสาวถือผ้าไว้และรับให้ได้หลังจากเสร็จพิธีจะมีการถ่ายรูปกัน เป็นอันเสร็จสิ้น


ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต

พิธีแต่งงานแบบเกาหลี 2010

อ่านเพิ่มเติม...
 
พิธีแต่งงานแบบล้านนา

พิธีแต่งงานแบบล้านนา

การกินแขก หมายถึง การเชิญแขกที่เป็นที่เคารพนับหน้าถือตารวมถึงมิตรสหายเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงมาร่วมกันรับประทานอาหาร ในงานมงคลสมรส หรือ งานแต่งงาน อีกอย่างหนึ่งถ้าในงานเป็นงานที่ค่อนข้างใหญ่และต้องเชิญแขกเหรื่อเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็หมายถึง ในงานนั้นต้องจุคนได้จำนวนมาก ๆ ถึงจะเรียกงานแต่งงานนั้นว่า งานกินแขก (การกินแขก เป็นชื่อของการแต่งงานล้านนาไทย)

การแต่งงานแบบสู่ขอ

เมื่อฝ่ายชายและหญิงมีความพึงพอใจกันฝ่ายชายจะต้องบอกแก่บิดามารดาว่าได้พบดอกไม้งามและอยากได้มาเป็นคู่ชีวิตของตน พร้อมกับขอให้บิดามารดาจัดการสู่ขอตามประเพณี เมื่อบิดามารดาทราบเจตนารมณ์ของลูกชายก็จะปรึกษาหารือกันเดินทางไปสู่ขอกับบิดามารดาของฝ่ายหญิง หากบิดามารดาได้สอบถามดูแล้วฝ่ายหญิงไม่ขัดข้องก็ถือเป็นอันตกลงนัดวันหมั้นหมายพร้อมแต่งงาน

พิธีกรรมและขั้นตอนการแต่งงาน


เมื่อหาฤกษ์ได้แล้วทางฝ่ายชายหญิงจะต้องจัดเตรียมงาน คือ บอกญาติพี่น้องและผู้ที่ตนเคารพนับถือเพื่อให้มาร่วมงานและจัดเตรียม ขันปอกมือ หรือ พานบายศรี และเตรียมข้าวปลาอาหารไว้สำหรับต้อนรับแขกที่มาร่วมงาน โดยฝ่ายชายจะต้องเตรียมสิ่งของต่อไปนี้สำหรับวันแต่งงาน

- ดาบ 1 เล่ม (มีนัย หมายถึง การมีอาวุธประจำกาย คือ ดาบสรีกัญไชย เอาไว้ปกป้องภรรยาและครอบครัวต่อไป)
- ขันหมาก 1 สำรับ
- หีบ (ใส่เงินหรือสมบัติส่วนตน มีนัย หมายถึง การตั้งตัวสร้างครอบครัวใหม่)
- ผ้าห่มผืนใหม่ 1 ผืน
- เงินใส่ผี (แล้วแต่ตระกูลของฝ่ายสาวกำหนด มีนัย หมายถึง เงินสินสอดทองหมั้นในปัจจุบัน)


ส่วนเครื่องสักการะในบายศรีประกอบด้วย (ใส่ทุกอย่างเป็นจำนวนคู่)

- ข้าวเหนียวสุกปั้น
- ใส่ไข่ต้มสุกแกะเปลือก หรือปลา หรือ เนื้อ
- ขนมหวาน (ขนมชั้นหรือ ข้าวแต๋น ทองหยิบ ทองหยอด เป็นต้น)
- ผลไม้
- หมาก พลู บุหรี่ เมี่ยง
- ด้ายมงคล (สำหรับผูกข้อมือ) ใส่ในบายศรี

เมื่อพร้อมแล้วญาติทางฝ่ายสาวจะให้ผู้แทนถือขันข้าวตอกดอกไม้ (พานดอกไม้) มาเชิญฝ่ายเจ้าบ่าวไปยังบ้านเจ้าสาว และฝ่ายเจ้าบ่าวพร้อมญาติผู้ใหญ่ก็จะตั้งขบวนแห่ไปยังบ้านเจ้าสาว ในขบวนประกอบด้วยดนตรีพื้นเมืองแห่อย่างสนุกสนาน มีเจ้าบ่าวถือดาบและหีบและญาติถือสิ่งของที่เตรียมมาทั้งหมดนำหน้าขบวนมุ่งไปยังบ้านเจ้าสาว พอถึงบ้านเจ้าสาวแล้ว ฝ่ายเจ้าสาวจะมีผู้แทนคอยปิดกั้นประตูไม่ให้เจ้าบ่าว เข้าไป โดยจะต้องถามก่อนว่า

โฮะ! จะปากั๋นไปไหนปะล้ำปะเหลือมากั๋นนักจะอี้เนี่ย

แล้วผู้แทนฝ่ายเจ้าบ่าวที่มีโวหารดีจะพูดในลักษณะมงคลว่า

หมู่เฮาเอาแก้วแสงดีมาหื้อมาปั๋นพี่น้องบ้านนี้

ผู้แทนเจ้าสาวจะตอบว่า

บ้านข้าเจ้านี้มีประตูเงิน ประตูคำ จะเข้าไปง่ายๆ บ่ได้ จะต้องซื้อเข้าก่อนเน้อ

ฝ่ายเจ้าบ่าวจะถามว่า

นี้เป็นประตูเงินเฮาจะเอา

แล้วมีการต่อรองราคากันจนตกลงตามความพอใจทั้งสองฝ่าย ฝ่ายเจ้าบ่าวก็จะจ่ายเงินให้ผู้กั้นประตูและจากนั้นมีการกั้นประตูทอง หรือประตูคำกันต่อไป โดยจะมีการโห่ร้องหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน

การกั้นประตูจะใช้สร้อยคอ หรือเข็มขัดเงิน-ทอง แล้วแต่ฐานะของผู้กั้น และอาจกั้นตอนขึ้นบันไดอีก และที่บันไดจะมีเด็กๆ ญาติฝ่ายเจ้าสาวมาตักน้ำล้างเท้าให้เจ้าบ่าว หรือ ทำเป็นเช็ดเท้าให้เบ่าว ซึ่งเจ้าบ่าวจะจ่ายเงินให้ตามสมควร จากนั้นญาติฝ่ายเจ้าสาวจะเชื้อเชิญญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าวขึ้นมานั่งร่วมทำ พิธีและจูงมือเจ้าบ่าวให้มานั่งเคียงข้างเจ้าสาว โดยให้ หญิงนั่งซ้าย ชายนั่งขวา เอาขันปอกมือหรือพานบายศรีไว้ตรงกลาง แล้วให้เจ้าบ่าวเอาแหวนหรือสร้อยสวมใส่ใก้แก่เจ้าสาวเป็นที่เรียบร้อย จากนั้นก็เชิญปู่อาจารย์ทำพิธีปัดเคราะห์เรียกขวัญเจ้าบ่าวเจ้าสาว และผูกมือ กล่าวคำอวยพร แล้วจึงเชิญบิดามารดาฝ่ายเจ้าสาวและฝ่ายเจ้าบ่าวพร้อมแขกผู้ใหญ่ตลอกจนแขก ที่มาในงานผูกข้อมือตามลำดับจนเสร็จพิธี


จูงเข้าห้อง

เมื่อเสร็จพิธีผูกข้อมือแล้ว (บางคนผูกคู่บ่าวสาวโยงติดกัน หรือ มัดติดกัน โดยมุ่งหมายให้รักกันอย่างแนบแน่น อยู่ด้วยกันไปตราบสิ้นอายุขัย ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน จึงนิยมผูกด้ายโยงไว้เป็นเครื่องหมาย)

จากนั้นเจ้าภาพจะเชิญคู่ของญาติผู้ใหญ่ หรือแขกอาวุโสที่มีชีวิตแต่งงานราบรื่นและเจริญรุ่งเรือง มีลูกหลานเต็มบ้าน ลูกหลานเหล่านั้นก็เจริญก้าวหน้ามีเกียรติปรากฏทั่วไป มาจูงเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าสู่ห้องหอตามฤกษ์ โดยปฏิบัติดังนี้

- ถือพานบายศรีนำหน้า
- แขกผู้อาวุโสฝ่ายหญิงจูงมือเจ้าสาว
- แขกผู้อาวุโสฝ่ายชายจูงมือเจ้าบ่าว
- ถือสลุงเงินและของขวัญตามไปด้วย

เมื่อจูงมือเข้าห้องหอแล้วให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวนั่งบนเตียง หรือ บนฟูกที่จัดตกแต่งไว้ ให้หญิงนั่งซ้าย ชายนั่งขวา ให้ทั้งสองหันหน้ามาหาผู้ใหญ่ที่จูงเข้าห้องเพื่อรับโอวาท สั่ง สอนในการครองเรือน ให้รักทะนุถนอมรักษาน้ำใจ เสียสละซึ่งกันและกัน การให้โอวาท เรียกว่า สอนบ่าว สอนสาว แล้วให้เจ้าสาวกราบฝากตัวกับเจ้าบ่าว โดยกราบตรงหน้าอก เจ้าบ่าวเอามือโอบกอดเจ้าสาวไว้ เป็นการรับว่ายินดีปกป้องคุ้มครองเจ้าสาวต่อไป

การไหว้พ่อแม่

เมื่อหนุ่มสาวอยู่กินกันได้ 3 วัน หรือ 7 วันแล้ว ก็พากันไป ไหว้พ่อแม่ ตลอดถึงญาติผู้ใหญ่ฝ่ายชายโดยคู่ผัวเมียใหม่จะช่วยกันหาเครื่องสักการะ อุปฌภค บริโภค เช่น เสื้อผ้า อาหารแห้ง ขนม ให้ครบบุคคลที่ตนจะไหว้ตามสมควร พร้อมทั้งมีพานดอกไม้ ธูปเทียนไปเคารพกราบไว้ มีความหมายว่าไปคารวะฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกหลานในตระกูล และขอคำแนะนำในการครองเรือน ตลอตถึงการขอศีลขอพรจากผู้ใหญ่ใหเป็ศิริมงคลแก่ตนต่อไป ส่วนทางญาติผู้ใหญ่อาจเตรียมทุนไว้มอบให้เพื่อสร้างครอบครัวตามฐานะของแต่ละ ท่าน เงินเหล่านี้เรียกว่า เงินขวัญถุง จึงมักจะเก็บไว้เป็นศิริมงคลให้เงินไหลเข้ามาเพิ่มเติมอีกให้เกิดความ รุ่งเรืองในชีวิตครอบครัวตลอดไป

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
chiangmai-weddingplanner.com
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

พิธีแต่งงานแบบล้านนา

อ่านเพิ่มเติม...
 
"โรงซ่อมสามี" โครงการครอบครัวสมานฉันท์
จากตัวเลขของ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่สำรวจข้อมูลเรื่องความรุนแรงในครอบครัวพบว่าใน 600 ครอบครัว มีจำนวนครอบครัวถึงร้อยละ 40 ที่เกิดปัญหาความรุนแรงในระดับต่าง ๆ ซึ่งเรื่องนี้นำไปสู่การเกิดปัญหาทางด้านจิตใจ เพราะเมื่อเด็กพบปัญหาความรุนแรงก่อนวัย 12 ปี อาจส่งผลให้เด็กป่วยเป็นโรคซึมเศร้าที่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเด็กในอนาคต

และถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่กรมควบคุมความประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ได้เล็งเห็นว่า การใช้ความรุนแรงส่งผลกระทบต่อครอบครัว จึงมีโครงการนำร่อง "โรงซ่อมสามี" ซึ่งเป็นโครงการที่มีมาตรการคุ้มครองสตรีที่ถูกสามีทำร้ายร่างกาย โดยจะรักษาและบำบัดพฤติกรรมอารมณ์ของสามีเพื่อสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในครอบครัว


โดยโครงการนี้จะมีเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายให้ความช่วยเหลือทั้งตำรวจ แพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ พนักงานคุมประพฤติและองค์กรเอกชน ปัจจุบันมีสถานีตำรวจหลายแห่งเข้าร่วมโครงการ และโครงการอยู่ในขั้นประเมินเพื่อนำไปใช้จริงทั่วประเทศ เชื่อว่าคงอีกไม่นานเกินรอที่เราจะได้เห็นโครงการนี้ประจำสถานีตำรวจทั่วประเทศ

เห็นผู้ใหญ่ตั้งใจร่วมสร้างสังคมที่ดีให้ลูกหลานก็น่าดีใจ เพราะความรุนแรงนี้ส่งผลกระทบทั้งต่อร่างกายและจิตใจของเด็ก การมีโรงซ่อม (สามี) เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้อย่างดีและตรงจุดมาก ๆ

สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียด "โรงซ่อมสามี" (โครงการครอบครัวสมานฉันท์) : กรมควบคุมความประพฤติ โทร. 0 2411 1475



ขอขอบคุณข้อมูลจาก momypedia
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

(โรงซ่อมสามี)(โครงการครอบครัวสมานฉันท์)2010

อ่านเพิ่มเติม...
 
ญาติผู้ใหญ่กับงานแต่งงานใครว่าไม่สำคัญ
"ชีวิตคู่นั้นนอกจากจะหลอมรวมคนสองคนที่แตกต่างกันเข้าไว้ด้วยกันแล้ว ยังหลอมรวมถึงญาติผู้ใหญ่หรือญาติ ๆ ของคนทั้งคู่เอาไว้ด้วยซึ่งก็แตกต่างกันออกไปแต่ต้องเอาพวกเขาเข้ามารวมด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ให้ตายเถอะค่ะกว่าจะรู้ก็ตกลงปลงใจอยู่กับเขาไปเรียบร้อยแล้วค่า" หากต้องมองเครือญาติแบบติดลบคุณคงไม่ได้มองอยู่คนเดียวหรอกคงมีอีกหลายคนที่เป็นดั่งเช่นคุณ


ญาติ ๆ อันหมายถึงตั้งแต่ พ่อ แม่ พี่ น้อง ฯลฯ ของแต่ละฝ่ายเริ่มมีส่วนในชีวิตคู่ของเราแทบทุกขั้นทุกตอน ที่เห็นเด่นชัดเป็นรูปธรรมก็ตอนแต่งงาน เคยนั่งคุยกับนักจัดงานแต่งงานหรือ Wedding planner เขาบอกว่าเจ้าบ่าวเจ้าสาวมักจะคิดฝันอยากให้งานบรรเจิดด้วยไอเดียแปลกใหม่ แต่งานแต่งต้องนึงถึงผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายอย่าไปทะเลาะกับพ่อแม่ให้เกิดความร้าวฉาน ควรจะฟังความคิดเห็นและนำมาปรับให้ลงตัว น้อยคู่จึงได้จัดงานแบบสมใจนึกบางลำพู


นี่ขนาดคนรุ่นใหม่นะคะดิชั้นก็ถึงบางอ้อเพราะตัวเองและเพื่อนพ้องส่วนใหญ่มักจะบ่นคล้าย ๆ กันว่า มันไม่ได้ดังใจเราร้อยเปอร์เซ็นต์ เห็นมั้ยล่ะมันมีเค้าลางมาตั้งแต่ตอนแต่งแล้ว ใครจะลุกขึ้นประกาศกับสุดที่รักในยามหงุดหงิดว่า "ชั้นไม่ได้แต่งกับญาติของคุณนะ" แสดงว่ายังเพ้อพกอยู่เพราะเข้าใจผิดว่าครอบครัวมีเพียงเรา พ่อแม่ลูก เท่านั้น วงศ์สาเครือคนอื่นไม่เกี่ยว จะเกี่ยวก็ขอเกี่ยวห่าง ๆ หรือผูกพันกันเฉพาะเรื่องที่สบายใจหารู้ไม่ว่าของอย่างนี้เขาใส่ห่อรวมกันเสร็จสรรพ


ชีวิตก็เหมือนกินยานั่นแหละค่ะรักษาโรคได้แต่ก็มีผลข้างเคียงทุกเม็ด จะเลือกแบบแรกยืนหยัดอยู่ด้วยลำแข้งของสองเราล้วน ๆ ไม่พึ่งพาความช่วยเหลือหรือฟังความเห็นของใครและไม่ยอมให้ใครพึ่งพาเป็นคนในกระแสที่มีความเป็นปัจเจกชนสูง และเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ ดีที่ได้ดำเนินชีวิตของตัวเองได้ตามความต้องการไม่ต้องรับความกดดันจากญาติพี่น้อง แต่ก็ต้องต่อสู่ฝ่าฟันเพียงลำพังไปเสียทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องง่าย ๆ บางครั้งก็รู้สึกว่าการเป็นครอบครัวเดี่ยวน่ะแฝงความโดดเดี่ยวเอาไว้ด้วย ยิ่งมัวแต่ก้มหน้าทำมาหากินเลี้ยงลูกไม่คบเพื่อนฝูงยิ่งแล้วใหญ่


หรือเลือกอีกแบบที่มองเห็นว่าการสร้างความสัมพันธ์กับญาติพี่น้องทั้งฝ่ายเราหรือฝ่ายเขาเป็นเรื่องดีมีคุณค่าก็จะไม่รู้สึกเคว้งคว้าง เวลามีปัญหาหรือมีปัญหาระหว่างกันก็มีที่พึ่งพา ถ้อยที ถ้อยอาศัยกัน ช่วยดูแลลูก ๆ หลาน ๆ ให้กันได้ ไม่ต้องจ้างคนแปลกหน้าเสมอไป รู้สึกมั่นใจได้มากกว่าเด็ก ๆ ได้เรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างญาติผู้ใหญ่รู้จักสัมมาคารวะมีพี่ ๆ น้อง ๆ เป็นเพื่อนเล่น รู้จักผูกพันแนบแน่นกับคนอื่นด้วยนอกจากพ่อแม่รู้จักแบ่งปันเพราะลูก ๆ ได้เห็นการแสดงน้ำใจระหว่างเรากับญาติ ๆ เป็นตัวอย่าง


การทำความคุ้นเคยกับญาติของอีกฝ่ายก็มีดีในมุมที่เรามักนึกไม่ถึงเหมือนกันหลายครั้งค่ะที่เราไม่เข้าใจสุดที่รักของเอาเสียเลย ว่าทำไมเขาเป็นอย่างนี้ เป็นปัญหาทะเลาะกันไปใหญ่โตกับแค่ไม่รู้จักเขาดีพอ ถ้าทำความรู้จักคุ้นเคยกับญาติ ๆ ของเขา ก็จะเข้าใจได้ว่าเขาเติบโตมาในวัฒนธรรมประจำบ้านแบบไหนมีคนอีกโขยงหนึ่งละที่เหมือนเขาไม่ได้ผิดประหลาดตรงไหนเลย เพียงแต่แตกต่างจากเราเท่านั้นเองพ่อแม่พี่น้องของเขาก็ยังมีโอกาสช่วยอธิบายความเป็นเขาให้เราคลายความคับข้องใจชีวิตคู่ก็มีโอกาสราบรื่นขึ้น


ความพอดีอยู่ตรงไหนในความสัมพันธ์กับเครือญาติก็น่าจะอยู่ตรงที่ว่าระหว่างสองเราสบายใจหรือไม่อึดอัดจนทนไม่ได้ ครอบครัวที่ปล่อยให้ญาติเป็นผู้ทรงอิทธิพลในการใช้ชีวิตคู่ของเรามากจนล้น ก็บ้านแตกเหมือนกัน


ท่านเหล่านั้นให้คุณให้โทษกับเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่งละค่ะ ถ้าใครเป็นคนน่าคบหาในหมู่ญาติก็จะได้รับความเอ็นดูรักใคร่ ใครเห็นไม่ขวางหูขวางตามีปัญหาก็เต็มใจช่วยเหลือ เพราะเขารู้สึกว่าคนในครอบครัวเขาได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนดีมีความสุขถ้าดำรงตนเป็นคุณนายปั้นปึ่งเราอาจไม่คิดว่าการทำตัวเหินห่างเย็นชากับญาติ ๆ ของเขาจะมีผลอย่างไร


ญาติเขาก็จะกลายเป็นสมาชิกพรรคฝ่ายค้านของเราน่ะสิคะจะเป็นอื่นไปได้อย่างไร และอาจเป็นชนวนก่อให้เกิดปัญหาครอบครัวเราก็จะทำให้คนกลางลำบากใจ ถ้าเรื่องที่จะต้องร่วมชะตากรรมกับเขาไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็อยู่เคียงข้างเป็นกำลังใจเขาเถอะ อย่าเอาตัวเองเป็นที่ตั้งอยู่ตลอดเวลาว่าเรารู้สึกเดือดร้อนรำคาญแต่เพียงผู้เดียวนึกถึงใจเขาดูบ้างเป็นที่พึ่งพาทางใจสำหรับเขาดีกว่ากันเยอะเลย การทำตัวดีและสุภาพกับญาติของเขาเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งว่าเรารักเขาแม้จะไม่ชอบหน้าญาติบางคนของเขาแต่เราทำดีเพื่อให้คนที่เรารักสบายใจ


ส่วนการผูกพันแน่นแฟ้นกับพ่อแม่ญาติพี่น้องฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป ก็ใช่ว่าชีวิตครอบครัวจะราบรื่นไร้คลื่นลมทุกเสาร์อาทิตย์บางครอบครัวมีกติกาว่าต้องกลับไปเยี่ยมบ้านเดิม พบปะสังสรรค์กับพ่อแม่พี่ ๆ น้อง ๆ มิให้ขาดใครเป็นลูกประเภทชวนป๋วยก็ชวนปวดหัวเพราะถ้าไม่ไปก็รู้สึกผิด ถ้าไปนักคุณพี่ที่รักของเราก็อาจรำคาญจนกระทั่งไม่พอใจ เพราะเราไม่มีเวลาพักผ่อนด้วยกันประสาพ่อแม่ลูกของเราเองวันหยุดก็เป็นอีกวันที่สร้างความทุกข์ให้กับเรา


จะหาความพอดีก็ต้องคิดให้ได้ก่อนว่าเอาละในเมื่อเรามาสร้างครอบครัวของตัวเองเป็นหน่วยหนึ่งแล้ว เราก็น่าจะมีความเป็นตัวของตัวเองพอสมควรมีแบบแผนการดำเนินชีวิตที่ขึ้นอยู่กับการเห็นชอบและยอมรับของสมาชิกภายใน ครอบครัวของเราด้วย การรักและผูกพันกับพ่อแม่พี่น้องของตัวเองเหนียวแน่นเป็นเรื่องดีค่ะ แต่เราก็ต้องเดินสายกลางและไม่ลืมว่า เราเองก็ต้องให้เวลาเพื่อความสุขของครอบครัวที่เราก่อร่างสร้างมากับมือด้วย


อาจต้องเปิดใจคุยกันว่าต่างคนต่างรู้สึกอย่างไรต้องการอะไรให้กันได้แค่ไหนและหาโอกาสอธิบายอย่างตรงไปตรงมากับพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ว่า อาจหาเวลามาเยี่ยมเยียนน้อยลงไปหน่อยแต่ก็ไม่ใช่หายหน้าหายตาไปเลยยังคงสม่ำเสมอเหมือนเดิม ในยามเจ็บป่วยหรือจำเป็นที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องดูแลญาติของตัวเองก็ควรจะมีเวลามากกว่าการเยี่ยมเยียนปกติ แต่ก็ต้องไม่ปล่อยปละละเลยครอบครัวตัวเองจนบ้านไม่เป็นบ้าน ถ้าเขาต้องไปดูแลก็ควรจะคอยเป็นแรงสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือเท่าที่เราจะสามารถให้ได้(ค่อนไปทางมากหน่อยน่ะ)


น้ำใจน่ะยิ่งให้ก็ยิ่งเป็นสุขนะคะจะบอกให้ คนที่เรารักเขาก็อบอุ่นใจเพราะรู้ว่าเราจะอยู่เคียงข้างเขาเสมอค่ะ



ขอขอบคุณข้อมูลจาก momypedia โดย: สราญดี
ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

(ญาติผู้ใหญ่)(ปัจเจกชน)(ญาติพี่น้อง)2010

อ่านเพิ่มเติม...
 
"สินสมรส" แน่นอนไว้ดีที่สุด!

เมื่อไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ต่อไป การหย่าร้างย่อมเกิดขึ้นได้ในคู่แต่งงานทุกคู่ และไม่ว่าทั้งคุณสามีและภรรยาจะมีความรู้สึกเสียใจด้วยกันทั้งคู่ และความรู้สึกดังกล่าวจะทวีความรุนแรงเป็น 2 เท่าหากเกิดการแบ่งสินสมรสที่ไม่ลงตัวหลังการหย่าร้าง เหตุการณ์ที่พูดถึงนี้จะไม่เกิดขึ้นหากคู่สามีภรรยาทุกคู่สามารถประคับประคองชีวิตของครอบครัวหลังแต่งงานกันแล้วให้อยู่ตลอดรอดฝั่ง แต่ความจริงที่เห็น ๆ กันอยู่ก็คือทุก ๆ อย่างล้วนแต่เป็นอนิจจัง มีคู่สามีภรรยาจำนวนมากที่ไม่สามารถถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรได้แม้ว่าคนทั้งคู่จะเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยกก็ตาม แม้ว่าก่อนแต่งงานและจดทะเบียนสมรสนั้นทั้งคู่จะรักกันมากแค่ไหนก็ตาม แต่เมื่อทั้ง 2 ไม่สามารถตกลงหรือลงรอยกันได้เหตุการ์ต่อไปที่จะเกิดนั่นคือ "การหย่าร้าง" อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นทุกคู่ครองควรตกลงเรื่องสินสมรสให้แน่นอนจะได้ไม่ต้องมีปัญหาภายหลังนะค่ะ


สินสมรสต่างจากทรัพย์สิน

จะเห็นได้จากกรณีข้อพิพาทที่เกิดขึ้นและเป็นเรื่องเป็นราวฟ้องร้องกันถึงขึ้นโรงขึ้นศาล เนื่องจากความไม่ลงตัวในเรื่องสินสมรสนั่นเอง โดยเฉพาะคู่ที่ไม่สามารถตกลงกันได้เนื่องจากแยกไม่ออกว่าอะไรคือ สินสมรส อะไรคือ ทรัพย์สินที่มีมาก่อนหน้านี้ หรือแม้แต่การยอมรับไม่ได้ว่า มรดกของพ่อแม่ฉันที่ต้องแบ่งให้กับเธอและเรื่องอื่น ๆ ซึ๋งมักจะเกิดขึ้นหลังจากที่ความรักโรยรากันเต็มที

เพื่อมิให้เกิดปัญหาให้ทุกคนต้องปวดหัวดิฉันขอแนะนำว่า ในช่วงที่กำลังหวานชื่นอยู่นั้นควรจะหาเวลามานั่งคุยกันเพื่อตกลงกันให้ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องสินสมรสและทรัพย์สินส่วนตัวที่ต้องแนะนำให้มีการพูดคุยกันในช่วงนี้ก็เพราะทุกอย่างจะได้ไม่รุนแรง หากมาคิดได้ภายหลังเมื่อเกิดอาการระหองระแหงกันเรื่องก็จะบานปลายไปกันเปล่า ๆ นะคะ

เรื่องนี้ไม่ต้องมัวอายกันอยู่หรอกค่ะพูดกันมาตรง ๆ และแบ่งแยกเรื่องดังกล่าวไว้ซะให้เรียบร้อยตั้งแต่ยังพอคุยกันได้ อย่าคิดว่าการทำแบบนี้เป็นความคิดที่บอกถึงลางร้ายของชีวิตคู่เลยนะคะ โดยเฉพาะคู่ที่มีทรัพย์สินจำนวนมากการเคลียร์กันตั้งแต่เริ่มต้นว่าอะไรเป็นของส่วนตัวของเธอและของฉันหรืออะไรเรามารวมกันเป็นสินสมรสน่าจะเป็นทางออกที่ดี เพราะหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการเดินแยกออกไปจะได้ไม่ได้วุ่นวายเรื่องดังกล่าวมากนัก


สินสมรสชัดเจนด้วย "ลายลักษณ์อักษร"

สำหรับผู้ที่เคยจดทะเบียนสมรสมาแล้วคงนึกออกนะคะว่า เจ้าหน้าที่ได้สอบถามเพื่อให้ระบุว่าทรัพย์สินอะไรเป็นสินสมรส อะไรเป็นทรัพย์สินเดิม เพื่อให้ทั้งคุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจกันอีกครั้งถึงความชัดเจนในเรื่องทรัพย์สิน

ครอบครัวที่ไม่มีทรัพย์สินมากนักคงไม่ต้องหนักใจกับเรื่องดังกล่าว เนื่องจากทั้ง 2 คนก็ตกลงกันมาสร้างเนื้อสร้างตัวเพื่อสร้างครอบครัวให้เป็นปึกแผ่น ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายก็มักจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวเลย เนื่องจากช่วงความรักแรก ๆ นั้นอะไรก็ดูเป็นสีชมพูไปซะหมดใครจะมัวมาคิดเรื่องที่จะหย่าร้างแบ่งสมบัติกัน

แต่สำหรับการแต่งงานระหว่างตระกูลใหญ่กับตระกูลเล็กหรือครอบครัวระดับมหาเศรษฐีกับครอบครัวที่พอมีอันจะกิน การพูดถึงเรื่องแบบนี้ดูเป็นเรื่องธรรมดาโดยเฉพาะผู้ที่ถือครองทรัพย์สินจำนวนมากและต้องเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของครอบครัวขนาดใหญ่ การยอมให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตราหน้าว่างกก็ยังดีกว่าให้อีกฝ่ายหนึ่งมีส่วนแบ่งหลังจากที่ต้องหย่าร้าง (แบบนี้มีจริง ๆ นะคะ)

ไม่ว่าคุณจะมีทรัพย์สินน้อยหรือมากหากทั้งคุณทั้งสองมีการตกลงว่าจะแบ่งแยกระหว่างทรัพย์สินสมรสและทรัพย์สินส่วนตัวที่ผ่านมาก็ได้มีการตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งถือว่าจะอยู่ภายในความคุ้มครองของกฎหมายว่าด้วยสินสมรส หากใครอยากทราบเรื่องดังกล่าวอย่างละเอียด ดิฉันขอแนะนำให้ไปศึกษาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องดังกล่าว หรือจะปรึกษาทนายและผู้ที่มีความรู้ดังกล่าวไว้ตั้งแต่แรกนะค่ะ

 

หุ้นส่วนชีวิต หุ้นส่วนทรัพย์สิน

สำหรับผู้ที่ยังไม่เข้าใจว่าสินสมรสคืออะไรหรือสำคัญอย่างไรกับชีวิตตนเอง เนื่องจากไม่เคยคิดว่าจะมีการหย่าร้างเกิดขึ้นในชีวิตอย่างแน่นอน ถ้าเป็นอย่างที่คิดไว้ก็ถือว่าคุณโชคดีไปนะคะที่ไม่ต้องมาสร้างความลำบากใจกันในภายหลัง แต่ถ้าไม่ต้องการให้ตนเองเป็นกบในกะลาดิฉันขอแนะนำว่าควรจะศึกษากันไว้บ้างก็ดีนะคะ โดยเฉพาะผู้ที่กำลังไม่แน่ใจว่าคุณสามีนั้นจะมีบ้านเล็กบ้านน้อยตรงไหนหรือเปล่า

ยิ่งหากคุณอยู่กินกันโดยไม่ได้จดทะเบียนยิ่งมีความเสี่ยงในเรื่องนี้มากนะคะ เพราะหากบ้านเล็กทำคะแนนตีตื้นแล้วแอบไปจดทะเบียนตัดหน้า แทนที่คุณจะมีกรรมสิทธิ์ในสินสมรสที่อุตส่าห์สร้างกันมาก็กลับกลายให้คนอื่นมาครอบครอง เมื่อไม่มีใครยอมใครก็ต้องฟ้องร้องต่อศาลเท่านั้นนะคะ

ที่เป็นอย่างนี้เพราะสินสมรสนั้นจะครอบคลุมเฉพาะคู่สามีภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้นนะคะ เพราะหลังจากทั้ง 2 ได้จดเบียนกันแล้วตามกฎหมายถือว่าทั้งคู่เป็นหุ้นส่วนชีวิตทุกสิ่งทุกอย่างหลังจากนี้ต้องแบ่งปันกัน ใครก็ตามที่ยังไม่ได้ตีตราจองก็รีบทำให้ถูกต้องให้เรียบร้อยนะคะมิเช่นนั้นคุณอาจเสียสิทธิ์ได้ในภายหลัง

อย่างไรก็ตามการศึกษาเรื่องสินสมรสเพื่อประดับเป็นความรู้ก็ขอให้ทั้งคู่ศึกษากันอย่างนุ่มนวลนะคะ อย่าทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าเธอระแวงฉันทั้ง ๆ ที่ฉันทำทุกอย่างเพื่อเธอความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้นได้เสมอนะคะ แทนทีเรื่องนี้จะส่งผลดีต่อชีวิตกลับกลายเป็นการจุดชนวนความไม่วางใจหากจะแอบอ่านแอบศึกษาก็น่าจะเป็นผลดีกว่าไม่ใช่หรือคะ

ดิฉันก็เป็นคุณแม่คนหนึ่งที่มีสิทธิ์ในสินสมรสก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของคู่สมรสทั้งหลายว่าคิดเรื่องนี้กันอย่างไรบ้าง แต่ก็ต้องขอออกตัวก่อนนะคะว่าดิฉันเป็นนักการตลาดไม่ใช่นักกฎหมายหากจะให้เขียนลงลึกเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยเรื่องทรัพย์สินส่วนตัวมากเกินไปก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าทนายความเขาจะตกงานกัน! (พูดเล่นนะคะ) เพราะเกี่ยวกับเรื่องนี้มันซับซ้อนมากค่ะ แต่ไหน ๆ ก็ได้เขียนถึงเรื่องนี้แล้วดิฉันก็เลยไปค้นคว้าข้อมูลเด็ด ๆ มาฝากให้คุณพ่อคุณแม่ได้อ่านกันนะคะ

เริ่มจากกรณีเงินฝากส่วนตัวก่อนสมรสไม่ว่าใครจะมีเงินในบัญชีมากกว่ากันแต่หลังจากจดทะเบียนแล้วดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นสินสมรส ส่วนเงินต้นถือว่าเป็นสินส่วนตัวค่ะ แต่สำหรับที่ดินส่วนตัวที่โอนกรรมสิทธิ์ก่อนสมรสหลังจากที่จดทะเบียนแล้วที่ดินแปลงดังกล่าวขึ้นราคาแล้วขายได้กำไรส่วนของกำไรไม่ได้ถือว่าเป็นสินสมรสนะคะ

หากใครสนใจเรื่องดังกล่าวมากกว่านี้เพราะเห็นว่ากำลังอยู่ในช่วงวิกฤติความรัก หากคุณมีทรัพย์สินจำนวนมากก็ขอให้ศึกษาเพิ่มเติมนะคะ แต่สุดท้ายดิฉันก็ไม่ต้องการให้ใครต้องมานั่งแบ่งสมบัติกันภายหลังขอให้รักกันไปนาน ๆ ดีกว่าค่ะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก momy pedia โดย ดร.กฤษติกา คงสมพงษ์
ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

(สินสมรส)(สมรส)(แต่งงาน)2010

อ่านเพิ่มเติม...
 
"เค้กแต่งงาน" ประวัติในไทย

หากว่ามี งานแต่งงาน ที่ไหนสิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้เลยคงหนีไม่พ้น "เค้กแต่งงาน" นอกจากจะสร้างความอร่อยแล้ว เค้กแต่งงาน ยังช่วยสร้างอารมณ์ชวนฝันให้กับสาว ๆ อีกหลายคนที่อยากจะแต่งานหรือกำลังมีแผนว่าจะแต่งงาน เพราะการทำเค้กแต่งงานน่ารัก ๆ ทำให้สัมผัสได้ถึงบรรยากาศของงานแต่งงานและความน่ารับประทานของเค้กแต่งงานรวมถึงรสชาติที่น่าลองริมชิมรสว่าจะอร่อยเหมือนหน้าตาเค้กรึเปล่า และคุณรู้ไหมค่ะว่าเค้กแต่งงานที่ประดับประดาอยู่ในงานแต่งงานนั้นมีประวัติเป็นมาอย่างไง หลายคนคงอยากรู้เหมือนกันซินะว่าประวัติเค้กแต่งงานของไทยมีมาช้านานแค่ไหนกัน วันนี้เราเลยนำเรื่องราวดี ๆ ของ เค้กแต่งงาน ของคนไทยที่มีประวัติศาสตร์สืบทอดกันมายาวนานมาเล่าสู่กันฟังค่ะ



ประวัติ "เค้กแต่งงาน"


ตามประวัติอันยาวนานของไทยการทำขนมประเภทขนมอบได้เริ่มมีขึ้นตั้งแต่ในสมัยอยุธยาในช่วงที่ชาวตะวันตกได้เข้ามาทำมาค้าขายและก่อสร้างบ้านเรือนในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ แต่หากจะย้อนกลับไปในสมัยกรีกและโรมันโบราณในสมัยนั้น "เค้กแต่งงาน" จะทำมาจากแป้งข้าวสาลีหรือข้าวบาร์เล่ย์แล้วนำเค้กแต่ละชิ้นมาเรียงต่อกันให้สูงที่สุด จากนั้นเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะต้องจุมพิตกันเหนือยอดเค้ก โดยไม่ให้เค้กล้มคว่ำลงมา หากทำได้สำเร็จถือว่าทั้งคู่จะมีชีวิตคู่ที่ยั่งยืนเป็นสุขนับจากครั้งนั้นการจัดให้มีเค้กในพิธีแต่งงานจึงได้สืบทอดกันมาถึงปัจจุบัน


"เค้กแต่งงาน" ในประเทศไทย


สำหรับประเทศไทยที่ได้รับเอาวัฒนธรรมตะวันตกมาใช้กันอย่างแพร่หลาย หนึ่งในนั้นที่เห็นได้ชัดเจนคือวัฒนธรรมการตัดเค้กแต่งงานซึ่งเดิมเริ่มแพร่หลายในวงแคบก่อนอย่างในกลุ่มเชื้อพระวงศ์ที่เคยศึกษาในต่างประเทศหรือชาวต่างชาติที่พักอาศัยอยู่ในประเทศไทย จบหลังสงครามเวียดนามการแพร่หลายของธรรมเนียมวัฒนธรรมแบบตะวันตกมีมากขึ้น ประกอบกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนด้านการท่องเที่ยวทำให้มีโรงแรมเกิดขึ้นมากมาย ส่งผลทำให้เกิดการขยายตัวด้าน บริการจัดเลี้ยง รวมถึง งานมงคลสมรส ซึ่งรูปแบบการจัดเลี้ยงค็อกเทล บุฟเฟ่ต์ การดื่มอวยพร การตัดเค้กแต่งงาน หรือแม้กระทั่งการที่เจ้าสาวหันมานิยมสวมชุดแต่งงานยาวสีขาวบริสุทธิ์


"เค้กแต่งงาน" ยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับการแต่งงานที่สามารถสะท้อนถึงรสนิยมหรือความชอบของคู่บ่าวสาวได้ ส่วนใหญ่แล้วเค้กแต่งงานจะมีสีสันและรูปแบบที่เข้ากับ Theme ของงานวิวาห์ รวมทั้งดอกไม้และภาพรวมของการประดับตกแต่งงาน บางครั้งเค้กแต่งงานจะถูกสร้างสรรค์ขึ้นอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น มีเครื่องหมายของสถานบันการศึกษา หรือที่ทำงานหากคู่บ่าวสาวพบรักกันจากสถานที่เหล่านั้น หรืออาจเป็นภาพงานอดิเรก หรือกีฬาที่ทั้งคู่ชอบเล่นด้วยกัน แม้แต่ประวัติชีวิตคู่ สถานที่พบรัก สถานที่ขอแต่งงาน หรือสารภาพรัก ทั้งหมดทั้งมวลจะขึ้นอยู่จินตนาการของคู่บ่าวสาวแต่ละท่านและความสามารถในการสร้างสรรค์ของเบเกอรี่เซฟ


อย่างไรก็ตามไม่ว่าคู่บ่าวสาวจะเลือกเค้กแต่งงานให้มีรูปแบบใดเรื่องของความสวยงามยังคงเป็นอันดับแรกที่ต้องคำนึงถึง เพื่อให้เกิดความประทับใจกับแขกที่มาร่วมงาน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคู่สมรสจะตัดเค้กแจกเพียงแขกบางส่วน โดยเฉพาะแขกผู้ใหญ่คนสำคัญที่มาร่วมงานหรือเค้กบางชั้นอาจจะนำกลับบ้านเพื่อเก็บไว้แจกจ่ายแก่ญาติมิตรที่ไม่สามารถร่วมงาน


การจัดเตรียมขนมเค้กสำหรับงานแต่งงานไม่จำเป็นต้องจัดหาขนมเค้กให้เท่ากับจำนวนแขกที่มาจริง ๆ แต่ต้องเพียงพอที่จะแจกให้กับญาติผู้ใหญ่และแขกคนสำคัญของคู่บ่าวสาวรวมทั้งขนาดและรูปทรงเมื่อจัดวางในงานแล้วต้องดูสวยงามลงตัว


ส่วนเนื้อเค้กสามารถเลือกได้ตามความชอบของคู่บ่าวสาวที่นิยมกันมากคือ เนื้อพันจ์เค้ก รสวานิลากาแฟ หรือช็อกโกแลต ที่แพงขึ้นมาอีกนิดคือเค้กบัตเตอร์ หรือเค้กเนยเนื้อแน่น ซึ่งเป็นเนื้อเค้กที่นิยมมากที่สุดในเมืองไทย ส่วนเนื้อฟรุ๊ตเค้กหรือเค้กผลไม้จะมีราคาสูงที่สุด แต่ก็เป็นเค้กที่เหมาะสมและนิยมที่สุดในงานแต่งงานแบบตะวันตก เพราะผลไม้หมายถึงการขยายพันธุ์มีลูกหลานสืบต่อไป เค้กแต่งงานจึงนิยมทำจากผลไม้นานาชนิด และลูกนัทหมักด้วยรั่นดีหรือรัมทำให้เค้กสามารถเก็บไว้ได้นานนับเดือน ตามธรรมเนียมที่คู่บ่าวสาวจะเก็บเค้กชั้นบนที่เป็นชั้นที่เล็กที่สุดเอาไว้เพื่อนำออกมาทานในวันครบรอบแต่งงานปีแรก


ในส่วนของการตกแต่งหน้าเค้กสามารถทำได้หลายอย่างทั้งบัตเตอร์ครีมที่สามารถนำมาผสมสีปาดเป็นดอกไม้ใบไม้หรืออื่น ๆ ได้หลายรูปทรง หรือจะตกแต่งด้วยช็อกโกแลต หรือ Rolled lcing ที่นำน้ำตาลมาผสมผสานเป็นแผ่นเหนียวเคลือบตกแต่งเค้ก หรือ Royal lcing ซึ่งเป็นรูปแบบของการเคลือบตกแต่งหน้าเค้กด้วยน้ำตาลแข็ง ที่จัดวางสวยหรูที่สุด นอกจากนั้นยังสามารถเพิ่มความสวยงามให้กับเค้กด้วยการประดับดอกไม้น้ำตาลที่ ทำด้วยมือหรือตุ๊กตาประดับยอดเค้ก การแต่งหน้าด้วยบัตเตอร์ครีมจะไม่สามารถทนต่ออากาศร้อนได้นานจึงเหมาะที่จะอยู่ในที่เย็นหรือห้องปรับอากาศอย่างห้องจัดเลี้ยงในโรงแรม หากต้องการจัดงานแบบกลางแจ้งน่าจะเลือกหน้าเค้กแบบ Rolled lcing ที่สามารถทนสภาวะอากาศร้อนแบบเอ้าท์ดอร์ได้ดีกว่า ส่วนเนื้อเค้กนั้นควรจะเลือกเค้กอย่างบัตเตอร์หรือฟรุ๊ตเค้กซึ่งมีเนื้อแน่นสามารถรองรับน้ำหนักของเค้กชั้นบนได้ดี


การตกแต่งเค้กเพิ่มเติมด้วยดอกไม้กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน อย่างดอกไม้ครีมที่มีความสวยงาม แต่ถ้าจะให้ดูหรูหราจะต้องเป็นดอกไม้ที่ทำจากน้ำตาล ส่วนดอกไม้สดก็เป็นของประดับเค้กอีกแบบที่ดูสวยเก๋แปลกตา สำหรับผู้ที่นิยมชมชอบรสชาติของขนมไทย อาจเลือกใช้ขนมไทยบ้านเรามาตกแต่งหน้าเค้กก็เก๋ไม่แพ้ใคร อย่างลูกชุบที่มีรูปทรงหลายแบบหลากสีหรือขนมที่ชื่อมีความหมาย อย่างทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ทองเอกหรืออาจจะเป็นขนมที่คนโบราณใช้ในพิธีแต่งงานจริง ๆ อย่างขนมกง ขนมสามเกลอ ขนมชะมด ซึ่งสมัยนี้อาจจะหารับประทานยากแล้ว


"เค้กแต่งงาน" สามารถทำให้ดูสวยแปลแหวกแนวได้ตามความคิดสร้างสรรค์ของคู่บ่าวสาว โดยที่ไม่จำเป็นต้องเน้นที่ความใหญ่โตหรือตกแต่งอย่างอลังการเสมอไป เพียงเลือกให้ดูเหมาะสมและใช้ส่วนผสมที่ดีถึงจะเป็นเค้กสวยเรียบชิ้นย่อมก็ยังน่าประทับใจ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก i Do
ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

(เค้กแต่งงาน)(ทำเค้กแต่งงาน)(บริการจัดเลี้ยง)2010

 
ความเป็นมาของการฮันนีมูน

ฮันนีมูน (Honeymoon) คืออะไร

การดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ หรือการไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ เพื่อหาความสุขกับคู่รักหลังจากที่เพิ่งแต่งงานกันใหม่ ๆ การดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์คือการที่คู่บ่าวสาวได้ไปพักผ่อนกันสองต่อสองหลังจากที่เหนื่อยกับงานก่อนสมรสและวันสมรส


ความเป็นมาของการฮันนีมูน

การดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ในยุคโบราณมีประวัติมาจากการลักพาตัวสตรีที่หมายปองเอาไปซ่อนตัวไว้ และรอจนครอบครัวฝ่ายหญิงเกิดความท้อแท้ใจที่จะตามหา ฝ่ายชายจึงค่อยออกมาจากที่ซ่อนพร้อมกับสตรีที่ลักพามา ทั้งนี้ ในภาษานอซ (Norse) ของชาวนอร์เวย์ เรียกพฤติกรรมนี้ว่า hjunottsmanathr ซึ่งหมายถึงความสุขสำราญใจนั่นเอง

แต่สำหรับตำนานในแถบยุโรปเหนือได้กล่าวถึงธรรมเนียมการ honeymoon ว่าเป็นคำเปรียบเปรยชีวิตคู่ เสมือนการขึ้นลงของพระจันทร์นั่นเอง ทั้งนี้เพราะในช่วงเดือนแรกของการแต่งงานนั้นบรรยากาศแห่งรักย่อมหวานหอมประดุจน้ำผึ้งกระนั้นทีเดียว ส่วนในบางตำนานก็กล่าวว่าเป็นประเพณีในเดือนแรกที่คู่แต่งงานใหม่ต้องดื่ม เหล้าน้ำผึ้งเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของร่างกายเท่านั้นเอง กระทั่งมาถึงศตวรรษที่ 19 หลังพิธีแต่งงานชนชั้นสูงในยุโรปมักจะนิยมเดินทางไปเยี่ยมญาติที่ไม่ได้มาร่วมงานแต่งตามเมืองหรือประเทศต่าง ๆ และถือเป็นการท่องเที่ยวเพื่อผ่อนคลายไปในตัวด้วยนั่นเอง

สาวบางรายเริ่มวิตกจริตเพราะไม่รู้ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไรเวลา ฮันนีมูน เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ก่อนแต่งงานว่าเป็นอย่างไร เคยใช้ชีวิตอยู่กินร่วมกันมาก่อนหรือเปล่าหรือเคยเดินทางพักผ่อนท่องเที่ยวด้วยกันไหม ถ้าเคยก็คงไม่มีอะไรเพราะของมัน เคย ๆ แล้วนี่นาแต่ถ้ายังไม่เคยนี่สิอาจมีปัญหาได้

จะว่าไปแล้วการฮันนีมูนหรือ ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ ก็เหมือนกันการเดินทางท่องเที่ยวด้วยกันเพียงแต่ว่ามีเวลาอยู่ด้วยกันบนเตียงมากว่าตอนอยู่ที่บ้าน ถึงแม้สามีภรรยาบางคู่สารภาพว่าการแต่งงานเป็นตัวบั่นทอนความโรแมนติคแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะมีเซ็กส์แบบสุดเหวี่ยงไม่ได้นี่นา

น่าอิจฉาบางคู่ที่ใช้ชีวิตร่วมกันราวกับกำลังอยู่ในช่วงวาเคชั่น บางรายบอกว่าเซ็กส์ดีที่สุดก็คือเซ็กส์ตอนฮันนีมูนนี่ละ ดังนั้นจึงควรทำให้การฮันนีมูนเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขไม่รู้ลืมตลอดกาล


มีเซ็กส์ครั้งแรกในวันฮันนีมูน

โอ๊ะโอ๋เจอสาวบริสุทธิ์ราวน้ำค้างกลางหาวเข้าแล้วสิเนี่ย ฝ่ายหนุ่มก็ช่างน่ารักอุตส่าห์เก็บงำประคบประหงมสาวเจ้าเสียดิบดีเพื่อรอเผด็จศึกในวันฮันนีมูนนี่เอง หากคู่ฮันนีมูนต่างไม่มีประสบการณ์มาก่อนเลยไม่ประสีประสาในเรื่องเซ็กส์แม้แต่น้อยคงต้องใช้เวลาปรับตัวและศึกษากันและกันสักพัก เป็นโอกาสดีที่ฝ่ายหญิงจะได้ทดลองของจริงส่วนฝ่ายชายอาจตื่นเต้นเสียจนนกกระจอกยังไม่ทันกินน้ำก็หมอบเสียแล้ว ยังมีคนอีกมากที่ตื่นเต้นจนประสาทแทบเสียในวันฮันนีมูน เพราะนี่คือการได้เห็นคู่ของตัวเองในมุมมองใหม่หากไม่เคยนอนเปลือยอยู่เคียงข้างกันมาก่อนย่อมเป็นสิ่งแสนวิเศษสุด บรรยายการแสดงออกทางกายเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไปไม่ควรตื่นเต้นตกใจหากครั้งแรกไม่สวยงามอย่างที่คาดหวัง หลังเสร็จสิ้นการมีเซ็กส์ครั้งแรกแล้วควรหันมาศึกษาร่างกายของแต่ละฝ่ายว่ามีการตอบสนองอย่างไรเพื่อชีวิตรักที่สุดวาบหวิวในคราวต่อไป


ไปที่ไหนดี


ยิ่งไกลยิ่งดี การไปฮันนีมูนบนเกาะสวาทหาดสวรรค์เป็นความคิดที่เจ๋งสุดยอดจุดมุ่งหมายของการฮันนีมูนไม่เพียงแต่ช่วยปรับปรุงชีวิตรักให้ซาบซ่านเท่านั้น ยังเป็นการเรียนรู้กันและกันในแง่ของเซ็กส์ด้วย จึงต้องใกล้ชิดกันให้มากและตั้งสมาธิอยู่กับอีกฝ่ายเท่านั้น ความจริงไม่ต้องเป็นเกาะสวาทหาดสวรรค์อะไรเนี่ยหรอกแค่ห้องสักห้องเตียงและประตูที่ล็อคได้แน่นหนาก็สามารถปลีกตัวจากคนอื่นได้แล้ว แต่การใช้ชีวิตอยู่บนเกาะจะให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่งเลยทีเดียว

 

มากเกินไปไม่รู้จักบันยะบันยัง

มีหลายคู่ที่เข้าใจจุดประสงค์ของการฮันนีมูนผิด ๆ แทนที่จะใช้เวลาอยู่บนเตียงด้วยกันมาก ๆ กลับไปนอนอาบแดดจนตัวระบมไหม้เกรียมไปหมด แสบตัวเสียจนไม่มีอารมณ์เซ็กส์ หรือไม่ก็เล่นกีฬาจนเคล็ดขัดยอกปวดกล้ามเนื้อทั่วร่าง หนักที่สุดคงเป็นการดื่มเหล้าจนเมาหัวทิ่ม อย่าว่าแต่มีเซ็กส์เลยแค่จะลุกขึ้นเดินยังทำไม่ได้ นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้วยังมีอีกอย่างคือ การที่ผู้หญิงเรามีเซ็กส์ในวันฮันนีมูนมากเกินไป อันนี้ในกรณีที่จัดว่ายังมีบรรยากาศของข้าวใหม่ปลามันอบอวลอยู่ ซึ่งอาจทำให้ฝ่ายหญิงถึงกับชอกช้ำระบมและช่องคลอดอักเสบได้ว้าย ดังนั้นเพลา ๆ เสียบ้าง จะทำอะไรก็ควรเดินอยู่บนสายกลางดีกว่า


ฮันนีมูนรอบสอง

การฮันนีมูนครั้งที่สองเป็นความคิดที่ดีเพราะไม่ใช่แค่เป็นการตัดสินใจเติมสีสันให้กับชีวิตคู่ แต่ยังเป็นการหันมาให้เวลากันและกันอย่างจริงจัง เนื่องจากต้องไปอยู่ด้วยกันตามลำพังเป็นระยะเวลานานปลีกตัวจากลูก ๆ และงานการที่ท่วมหัวอยู่ทุกวัน ดังนั้นการเดินทางไปยังสถานที่ส่วนตัว เช่น เรือสำราญหรือเปิดห้องพักในโรงแรม จึงช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้ดียิ่งขึ้น เชื่อไหมว่าที่เมืองนอกในวันวาเลนไทน์มีคู่สามีภรรยามาล่องเรือสำราญเพื่อฮันนีมูนครั้งที่สองเกือบพันคู่ ส่วนใหญ่อายุเกิน 50 และกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องบนเตียงซึ่งเริ่มเสื่อมไปตามวัย สาเหตุก็มาจากสิ่งรอบข้าง เช่น ชีวิตที่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย ขาดความเป็นส่วนตัวเพราะมีลูก ถ้าคิดจะเล่นจ้ำจี้กันก็ต้องรอจนดึกให้ลูกหลับแล้ว บางครั้งรอไม่ไหวต่างคนต่างผล็อยหลับไปทั้งคู่ ชีวิตรักจึงเริ่มห่างเหินกันทุกที การปลีกตัวจากชีวิตประจำวันหาเวลามาฮันนีมูนรอบสองแบบนี้ ช่วยได้จริง ๆ นะถ้าไม่เชื่อต้องลองดูค่ะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก wedding.tlcthai
ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

(ความเป็นมาของการฮันนีมูน)(น้ำผึงพระจันทร์)(สมรส)2010

อ่านเพิ่มเติม...
 
ครบเครื่อง เรื่อง "พิธีแต่งงาน" ภายในวันเดียว

ในการจัด "งานวิวาห์" หรือ "งานแต่งงาน" นั้น สำหรับคู่ที่ต้องการความกระชับหรือการลดขั้นตอนของ "พิธีแต่งงาน" แต่ยังต้องการให้รักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมไทยแท้อยู่และเลือกจัดพิธีแต่งงานตามแบบแผนไทย ที่มีการสู่ขอหมั้นหมายแต่งงานและการส่งตัวเข้าหอให้เรียบร้อยและเสร็จภายในวันเดียวกันนั้น มีขั้นตอนในพิธีแต่งงานอยู่หลายรายการ



พิธีสงฆ์

เป็นพิธีการทางศาสนาที่บ่าวสาวชาวพุทธปฏิบัติกันมาช้านาน เพราะถือเป็นพิธีการมงคลที่จะอำนวยชัยให้พรกับบ่าวสาวให้อยู่กันอย่างมีความสุข พิธีสงฆ์นี้คู่บ่าวาวสามารถปฏิบัติเป็นขั้นตอนแรกจนเมื่อเสร็จพิธีสงฆ์แล้วฝ่ายเจ้าบ่าวจึงมาตั้งขบวนแห่ขันหมากต่อไป หรืออีกหนึ่งทางเลือกที่นิยมทำกันมากในปัจจุบัน คือ ทำหลังจากประกอบพิธียกขันหมากเป็นที่เรียบร้อยแล้วฝ่ายชายสู่ขอและประกอบพิธีหมั้นจนเสร็จแล้วจึงค่อยประกอบพิธีสงฆ์ก็ได้เช่นกัน

ในพิธีสงฆ์เมื่อพระสงฆ์มาถึงและนั่งประจำที่คู่บ่าวสาวจะจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย อาราธนาศีล และรับศีล 5 จากนั้นพระสงฆ์จะเจริญสูตรคาถาอันเป็นมงคลพร้อมทำน้ำมนต์สำหรับใช้ในพิธี แล้วจึงเป็นการตักบาตรในกรณีที่เริ่มพิธีสงฆ์แต่เช้าตามด้วยการถวายสังฆทาน หรือหากเป็นช่วงสายจะถวายสังฆทานก่อนแล้วจึงถวายภัตราหารเพลหรืออาจจัดเป็นปิ่นโตอาหารถวายพร้อมดอกไม้ ธูป เทียน ปัจจัย เครื่องไทยธรรม ในขั้นตอนสุดท้ายพระสงฆ์จะเจริญชัยมงคลคาถาพร้อมประพรมน้ำมนต์ให้เพิ่มควมเป็นเป็นศิริมงคลจึงเป็นอันเสร็จพิธี



พิธียกขันหมาก


ในปัจจุบันนิยมจัดพิธีหมั้นและพิธีแต่งในวันเดียว ดังนั้น จึงมีการรวบรัดเอาขันหมากหมั้นและขันหมากแต่งเข้าไว้ด้วยกัน ขันหมากแต่งจะมีเครื่องประกอบขั้นหมากกว่าขันหมากหมั้น โดยจะที่มีทั้งขันหมากเอกและขันหมากโทเมื่อตั้งขบวนขันหมากเป็นที่เรียบร้อยแล้วส่วนใหญ่จะมีขบวนกลองยาวนำหน้าเพื่อสร้างความครึกครื้นตามด้วยขบวนขันหมากเอก-ขันหมากโท

ขบวนจะเริ่มด้วยการโห่ร้องรับกัน 3 ครั้ง เพื่อเป็นการให้สัญญาณว่าขันหมากพร้อมแล้วที่จะเคลื่อนขบวนแล้วกลองยาวจะทำหน้าที่บรรเลงรับต่ออย่างครื้นเครง เมื่อขบวนเดินทางมาถึงบ้านของฝ่ายเจ้าสาวหรือสถานที่จัดงานขบวนขันหมากจะโห่ร้องรับกัน 3 ครั้ง อีกทีหนึ่งเพื่อเป็นการบอกกับฝ่ายเจ้าสาวว่าขบวนขันหมากได้เดินทางมาถึงแล้ว



พิธีกั้นประตูเงินประตูทอง

เมื่อขบวนขันหมากของฝ่ายเจ้าบ่าวเดินทางมาถึงบ้านของฝ่ายเจ้าสาวบรรดาญาติของฝ่ายเจ้าสาวจะมาช่วยกันกั้นประตูเงินประตูทองเพื่อเรียกค่าเปิดทางจากฝ่ายเจ้าบ่าวด้วย ผู้ที่กั้นประตูจะถือสายสร้อยทอง สายสร้อยเงิน หรือผ้าแพร คนละด้านเพื่อกั้นไม่ให้ขบวนผ่านไปได้ ถ้าอิงประเพณีดั้งเดิมจะมีประตูหลัก ๆ 3 ประตู คือ ประตูชัย ประตูเงิน และประตูทองตามลำดับ โดยฝ่ายชายจะต้องเจรจาขอผ่านทางและต้องให้ซองใส่เงินแถมพกให้แก่ผู้กั้นประตู หลังจากผ่านประตูทุกด่านเรียบร้อยแล้วในช่วงสุดท้ายญาติฝ่ายเจ้าสาวที่เป็นเด็กรุ่นเล็กอาจช่วยล้างเท้าเจ้าบ่าวพอเป็นพิธี โดยนำใบตองมาวางรองเท้าเพื่อเรียกซองเงินอีกก็ได้ จากนั้นฝ่ายหญิงจะจัดเด็กผู้หญิงถือพานหมากพลูไว้รอเชิญขบวนขันหมากขึ้นเรือน ซึ่งเจ้าบ่าวต้องเตรียมซองเงินไว้เป็นรางวัลด้วยเช่นกัน



พิธีสู่ขอและนับสินสอด

เมื่อฝ่ายเจ้าสาวรับขบวนขันหมากและนำของจากขบวนขันหมากมาจัดวางเรียงกันเรียบร้อยแล้ว เถ้าแก่ฝ่ายชายจะเริ่มการเจรจาสู่ขอเมื่อฝ่ายหญิงตกลงยินยอมยกลูกสาวให้ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวจะนำพานสินสอดมาเปิดเงินสินสอดจะจัดวางอยู่บนผ้าแดงหรือผ้าเงินผ้าทอง แล้วทำทีเป็นตรวจนับตามธรรมเนียม ตามประเพณีโบราณให้ใส่เกินจำนวนไว้เล็กน้อยเพื่อให้ฝ่ายหญิงที่ตรวจนับเงินอุทานออกมาว่า "เงินงอก" เพื่อเป็นเคล็ดว่าคู่บ่าวสาวอยู่ด้วยต่อไปจะมีเงินงอกเงย เมื่อนับสินสอดแล้วผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจะช่วยกันโปรยถั่ว งา ข้าวเปลือก ข้าวตอก ดอกไม้ ใบเงิน ใบทอง ที่บรรจุมาในพานขันหมากเอกลงบนสินสอด จากนั้นแม่ของเจ้าสาวจะห่อสินสอดด้วยผ้าแล้วแบกขึ้นไว้บนบ่าตามประเพณีเพื่อให้พูดเอาเคล็ดอีกกว่า "ห่อนี้หนักจริง ๆ คงมีเงินงอกงามมากมาย"


พิธีสวมแหวนหมั้น

พิธีสวมแหวนหมั้นจะทำหลังจากเสร็จพิธีนับสินสอดเรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงเวลาฤกษ์อันเป็นมงคลตามที่กำหนดฝ่ายเจ้าบ่าวจะทำการสวมแหวนหมั้นให้ฝ่ายเจ้าสาว จากนั้นฝ่ายหญิงไหว้พร้อมกับสวมแหวนแลกกับฝ่ายชายเมื่อสวมแหวนเสร็จมักจะมีการถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึกและรอเวลาที่จะประกอบพิธีสำคัญต่อไป



พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์และประสาทพร

พิธีนี้เริ่มจากเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยแล้วจึงไปนั่งประจำที่บนตั่งรดน้ำ เจ้าสาวจะนั่งทางด้านซ้ายและเจ้าบ่าวจะนั่งทางด้านขวาของตนเอง โดยมีเพื่อนเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าสาวที่ยังคนโสดอยู่ฝ่ายละ 2 คนยืนด้านหลัง จากนั้นผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพนับถือหรือพ่อแม่ของคู่บ่าวสาวจะมาสวมมาลัยและมงคลแฝดพร้อมกับเจิมที่หน้าผาก มงคลแฝดและแป้งเจิมที่นำมาใช้นั้นเป็นของที่ได้ผ่านพิธีมงคลมาเรียบร้อย จากนั้นประธานของงานซึ่งอาจจะเป็นพ่อแม่ของคู่บ่าวสาวหรือผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือจะเป็นผู้เริ่มพิธีหลั่งน้ำสังข์อวยชัยให้พรก่อน จากนั้นแขกที่ได้รับเชิญมาจะพากันทยอยมาหลั่งน้ำสังข์ประสาทพรจนครบทุกท่าน เมื่อหลั่งน้ำเรียบร้อยแล้วจะเชิญผู้ใหญ่ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ที่สนิทซึ่งบ่าวสาวให้ความเคารพนับถือมาปลดด้ายมงคลออกจากศีรษะ พิธีหลังน้ำพระพุทธมนต์นี้ถือเป็นพิธีสำคัญเมื่อเสร็จพิธีแล้วถือว่าชายหญิงคู่นั้นเป็นสามีภรรยากันถูกต้องตามประเพณี



พิธีรับไหว้

หลังเสร็จพิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์และปราสาทพรแล้วจะเป็นพิธีรับไหว้หรือพิธีไหว้ผู้ใหญ่เพื่อเป็นการฝากเนื้อฝากตัวของคู่บ่าวสาว การไหว้พ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ของทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวนั้นต้องก้มกราบ 3 ครั้ง ส่วนญาติคนอื่นให้กราบครั้งเดียวโดยไม่ต้องแบมือ เมื่อก้มกราบแล้วจึงส่งพานธูปเทียนให้ผู้ใหญ่ท่านจะรับไหว้และผูกสายสิญจ์ที่ข้อมือคู่บ่าวสาวพร้อมกับให้พรและใส่ซองเงินหรือของมีค่าอย่างอื่นลงบนพานให้ไว้เป็นเงินทุนในการสร้างครอบครัว ในพิธีนี้คู่บ่าวสาวจะมีความสุขเป็นพิเศษเพราะจะได้มีสมบัติชิ้นแรกสำรองไว้เพื่อสร้างครอบครัวในอนาคต



พิธีปูที่นอนและส่งตัวเข้าหอ

เป็นขั้นตอนสุดท้ายของพิธีแต่งงาน เมื่อถึงฤกษ์ของพิธีส่งตัวเข้าหอจะเป็นขั้นตอนของพิธีปูที่นอนสิ่งมงคลในการประกอบพิธีก็คือฟักเขียวหนึ่งลูกเพื่อให้ใจคอเยือกเย็นเหมือนฝัก หม้อใหม่สี่น้ำหนึ่งใบเพื่อให้เป็นผู้ที่มีน้ำใจหินบดยาเพื่อให้หนักแน่นเหมือนหินและถั่วงาเพื่อให้มีแต่ความเจริญงอกงามพร้อมทุนสินสอดนำมาวางไว้บนพาน จากนั้นผู้ใหญ่ที่ถูกเชิญมาร่วมทำพิธีซึ่งจะต้องเป็นคู่ตัวอย่างที่ครองเรือนกันมาอย่างมีความสุขมาทำทีจัดแจงปูที่นอนวางหมอนหนุนศีรษะและลงนอนก่อนเป็นปฐมฤกษ์พร้อมกับกล่าวให้ศีลให้พร เสร็จแล้วผู้ที่มาเป็นสักขีพยานร่วมส่งตัวบ่าวสาวออกจากห้องหอพร้อมกันจึงเป็นอันเสร็จพิธี

ส่วนเรื่องการจัดเลี้ยงหากคู่บ่าวสาวต้องการจัดงานแบบกระชับให้เสร็จในวันเดียว เมื่อเสร็จพิธีไทยตามประเพณีเรียบร้อยแล้วสามารถจัดเลี้ยงมื้อกลางวันได้เลยโดยไม่ต้องจัดงานเลี้ยงในช่วงค่ำอีกซึ่งถือว่าเข้ากับยุคสมัยและกระแสเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างดีทีเดียว


ขอขอบคุณข้อมูลจาก i Do
ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

(พิธีแต่งงาน)(งานวิวาห์)(จัดพิธีแต่งงาน)2010

 
7 สถานที่น่า "ฮันนีมูน"

หลังจากที่เสร็จสิ้นพิธีแต่งงานที่ออกจะเหนื่อกายแต่สุขใจไปแล้วคราวนี้ก็มาถึงทีจะพักผ่อนเพื่อให้ผ่อนคลายตามประสาข้าวใหม่ปลามันแล้วล่ะค่ะ นั้นก็คือการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กันสองต่อสองหรือที่เรียกกันว่า "ฮันนีมูน (Honeymoon)" นั้นเองค่ะ แต่ว่าจะไปที่ไหนดีล่ะแต่เป็นเมืองนอกหรือต่างประเทศล่ะก็เราของแนะนำ 7 สถานที่ที่คุณไปแล้วต้องกลับมาเมืองไทยพร้อมกับความสุขที่อิ่มเอมมากขึ้นแน่ ๆ ค่ะ


1. รักแบบลอย ๆ ที่ ซีโร่แกรวิตี้ ลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา

สัมผัสประสบการณ์ที่เหนือจินตนาการราวกับทั้งคู่พบรักในยานอวกาศที่ Zero Gravity สถานที่ที่ใช้ฝึกและเตรียมความพร้อมให้กับนักบินอวกาศก่อนปฏิบัติจริงในห้องจะถูกควบคุมให้ปราศจากแรงโน้มถ่วงไม่มีอะไรให้ทำนอกจากลอย ลอย และลอย แต่รับรองว่าถึงแม้จะไม่มีอะไรทำก็ตามแต่ทุกคู่ที่ได้ไปสัมผัสต่างบอกว่า "ขำและมันส์สุด ๆ" แต่ระวังก่อนเข้าไปเล่นอย่ารับประทานอาหารมากเกินไปจนแน่นท้องไม่อย่างนั้นฮันนีมูนครั้งนี้จะกลายเป็นประสบการณ์ "สยอง" แทน "สวีท" นะจ๊ะ


2. โรงแรม Burj Al Arab ประเทศดูไบ

โรงแรมแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าสูงที่สุดในโลกและเป็นโรงแรม 7 ดาว เพียงแห่งเดียวและเป็นโรงแรมที่หรูหราที่สุดในโลกตั้งอยู่บนเกาะเทียมในทะเล โรงแรมแห่งนี้คุณจะเข้าไปฟรี ๆ เหมือนโรงแรมอื่นไม่ได้นะจ๊ะ แค่คิดจะถ่ายรูปก็ต้องควักกระเป๋าตังค์แล้วล่ะค่ะ โรงแรมนี้เป็นโรงแรมที่ทำให้ Dubai ขึ้นชื่อเป็นประเทศท่องเที่ยวที่เหล่าไฮโซต้องไป เพราะที่นี่มีแต่ห้อง Suite ราคาที่พักเริ่มต้นที่ 1,000-28,000 $ ต่อคืน และเป็นโรงแรมที่มีโถง Lobby ที่สูงที่สุดในโลกถึง 590 ฟุต อลังการแบบสุดโต่ง


3. ทะยานสู่นอกโลกไปกับยานอวกาศโอกลาโฮมา ประเทศสหรัฐอเมริกา

เดี๋ยวนี้การเดินทางออกนอกโลกง่ายดายกว่าที่คิดสำหรับฮันนีมูนทริปนี้ คู่รักจะเดินทางออกสู่ห้วงอวกาศด้วยยาน The Rocketplane XP เป็นระยะเวลา 70 นาที โดยออกจากสถานีที่โอกลาโฮมา ประเทศสหรัฐอเมริกา ย่านลำนี้จะพาผู้โดยสารผ่านขอบฟ้าของโลกและออกไปยังที่ว่างเวิ้งสีดำเห็นโลกกลม ๆ สีฟ้าอยู่เบื้องล่าง โอ้โห โรแมนติกสุด ๆ ถ้ามีเงินคนละ 200,000 ดอลล่าร์ก็น่าไป

 

4. โรงแรมน้ำแข็ง

ใครที่ชอบความเย็นและสถาปัตยกรรมที่เป็นธรรมชาติอันมีความโรแมนติกแบบยะเยือกล่ะก็ไม่ควรพลาดสถานที่นี้ "โรงแรมน้ำแข็ง" ความโรแมนติกที่ว่าคือการที่คู่รักต้องมาอยู่ร่วมเตียงเดียวกันในห้องเย็นจัดสิ่งที่แก้ความเย็นได้คืออะไร คำตอบก็คือความอบอุ่นของร่างกายเรานั่นเองบวกกับการออกกำลังกายให้เกิดพลังงาน ทั้งสองอย่างนี้เมื่อเอามารวมกันก็จะเป็นกิจกรรมแก้หนาวได้เป็นอย่างดี (คิดต่อกันเอาเอง) โดยช่วงเวลาที่โรงแรมน้ำแข็งจะเปิดบริการคือ ในช่วงเดือนมกราคมจนถึงเดือนเมษายนนะจ๊ะ ซึ่งปัจจุบันโรงแรมน้ำแข็งมีอยู่ด้วยกันหลายที่ ดังนี้

- The Ice Hotel : Jukkasjarvi Sweden
- Ice Hotel Canada : Quebec, Canada
- The Ice Castle : Kemi, Finland
- The Alta Igloo Hotel : Alta, Norway
- Balea Lac Ice Hotel : Romania
- Aurora Ice Hotel : Fairbanks, Alaska

 

5. ชิงช้าสวรรค์ ลอนดอน อายน์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ชิงช้าสวรรค์ความสูงถึง 135 เมตรแห่งนี้ เหมาะอย่างยิ่งกับการควงคู่กับไปสัมผัสสายลมยามค่ำคืนในบรรยากาศสุดแสนโรแมนติกพร้อมชมวิวทิวทัศน์ทั่วกรุงลอนดอนแบบกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา จากจุดที่สูงที่สุดในอังกฤษนี้บรรดาคู่รักมักจะจับจองความเป็นส่วนตัวบนที่สูงในแคปซูลแชมเปญที่จะให้ความเป็นส่วนตัวและพาคุณล่องลอยไปบนอากาศพร้อมดื่มแชมเปญ Laurent-Perrier รสเลิศร่วมกัน เพื่อเฉลิมวันที่แสนจะโรแมนติกนี้ (Wow)

 

6. ค่ายฝึกหน่วยปฏิบัติการพิเศษสุดโหด เมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด ประเทศสหรัฐอเมริกา

ถ้าคู่ไหนอยากลองเป็น Mr.&Mrs.Smith ตัวจริงดูสักครั้งต้องลองฮันนีมูนสุดโหดแบบนี้ นี่เป็นการฝึกสายลับระดับชาติหรือไม่ก็ฝึกเป็นผู้ก่อการร้ายข้ามแดนนั่นเอง (เหมาะกับคู่รักที่พบรักกันตอนเล่นเกม Counter Strike จริงจริ๊ง) ทั้งคู่จะต้องผ่านการฝึกฝนร่างกายที่แสนเหน็ดเหนื่อย จากนั้นก็ฝึกศิลปะป้องกันตัว สอนยิงปืน เมื่อพร้อมแล้วก็มีภารกิจต่าง ๆ ให้เลือกเล่น เช่น ช่วยตัวประกัน ต่อสู้กับผู้ก่อการร้าย จะอยู่ข้างเดียวกัน หรือคนละข้างก็มันส์ดี แต่คู่ไหนอยากเล่นต้องร่างกายแข็งแรงจริง ๆ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวได้เป็นม่ายกันพอดี


7. สัมผัสฉลามตัวเป็น ๆ เกาะฟาราโลนส์ ซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา

คู่ไหนที่เป็นขาโหดบ้าบิ่นและเป็นแฟนหนังสยองตัวยงต้องไม่พลาดการฮันนีมูนที่ใกล้ชิดความตายสุด ๆ แบบนี้ คู่รักจะถูกจับใส่กรงแล้วหย่อนลงไปใต้ทะเลลึก สัมผัสประสบการณ์ใต้บาดาลและพบกับ "ฉลาม" ตัวเป็น ๆ ที่มาดอมดมเราราวกับเป็นอาหารแพ็คคู่ เช่น ฉลามขาวที่เกาะฟาราโลนส์ ใกล้ชายฝั่งซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ฉลามเสือที่หมู่เกาะบาฮามาส (ขาโหดทั้งนั้น) ถ้าใจเสาะหน่อยก็ไปนั่งเรือดูฉลามกระโดดที่ฟอลส์เบย์ ในเคปทาวน์ ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ก็พอแล้ว


สำหรับสถานที่ที่เลือกมานี้ เป็นเพียงสถานที่แนะนำเท่านั้น ที่มีความโรแมนติก ความสวยงาม และความโหด มันส์ ฮา ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป แต่หากคิดจะไปแล้วก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกเป็นจำนวนมาก เอาเป็นว่าคู่ไหนชอบสถานที่แบบไหนก็ลองชักชวนกันไปดูนะจ๊ะ



ขอขอบคุณข้อมูลจาก Hairworld
ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

(ฮันนีมูน)(ท่องเที่ยว)(แต่งงาน)2010

 
ช่างภาพ อุปกรณ์ การถ่ายภาพ ที่น่ารู้!

หากว่าคุณอยากที่จะเป็นช่างถ่ายภาพหรือช่างกล้องเองในงานแต่งงานของเพื่อนหรือญาติ ๆ สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับกล้องถ่ายรูปก็คงเป็นสิ่งที่จำมิใช่น้อย วันนี้เราหยิบยกเรื่องราวดี ๆ ของ อุปการณ์ กล้องถ่ายภาพ ที่ควบคู่ไปกับการเป็นช่างภาพ มาฝากกัน

การถ่ายภาพในยุคดิจิตอลที่มีกล้องดี ๆ ใหม่ ๆ แข่งขันกันออกมาจนเกือบจะเรียกได้ว่า ซื้อปุ๊ปตกรุ่นปั๊ปนั้น แน่นอนว่ากล้องรุ่นใหม่กว่าย่อมมีระบบการทำงานรวมถึงให้คุณภาพของภาพที่ดีกว่าเดิม แต่คำถามคือว่า มันจำเป็นแค่ไหนเพราะกล้องที่ว่าดี ๆ นั้น ราคาค่างวดเหยียบแสนเข้าไปแล้ว หากไม่มีงานซุกจริง ๆ กว่าจะใช้มันคุ้มราคาเผลอ ๆ ตกรุ่นไปแล้วแถมราคายังตกฮวบฮาบให้เจ็บใจอีกต่างหาก ดังนั้น ในส่วนของกล้องถ่ายภาพช่างภาพอาจไม่จำเป็นต้องอัพเดทเสมอไป สู้เอาเงินไปลงทุนกับเลนส์ดี ๆ ช่องรับแสงกว้าง ๆ ดีกว่า

และหากจะว่ากันจริง ๆ แล้ว เลนส์ ที่ใช้อาจไม่จำเป็นต้องเป็นเลนส์เกรดโปรราคาแพงลิบลิ่วเสมอไป เพราะการใช้งานของลูกค้ากับภาพเกือบทั้งหมดคือการดูภาพผ่านคอมพิวเตอร์หรืออัดภาพขนาด 4R เท่านั้น ยกเว้นเพียงภาพชุดพรีเวดดิ้งเท่านั้นที่จะถูกนำมาขยายใหญ่ ซึ่งก็มีจำนวนไปมากนักและถ้าถ่ายภาพมาด้วยสภาพแสงดี ๆ เลนส์ระดับกลาง ๆ ก็สามารถให้คุณภาพที่นำมาใช้งานได้อย่างไร้กังวลบวกกับการตกแต่งภาพผ่านซอฟท์แวร์อีกนิดหน่อย เชื่อเถอะว่าถ้าไม่ใช่พวกตาผีจมูกมด ไม่มีทางดูออกว่าเราถ่ายภาพด้วยเลนส์เกรดไหน

ยังมีอุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งที่เทคโนโลยีดิจิตอลทำให้มันลดความสำคัญลงไปมาก นั่นก็คือ แฟลช ด้วยการปรับค่าไวท์บาลานซ์เพื่อแก้สีและด้วยการตั้งค่า ISO ให้สูงมาก ๆ โดยยังรักษาคุณภาพของภาพไว้ได้จึงทำให้ช่างภาพหลายต่อหลายคนโบกมือล่ำลาจากการใช้แฟลชหันมาใช้เลนส์ช่องรับแสงกว้าง ๆ ถ่ายด้วยแสงแอมเบียนของสถานที่บวกกับการใช้สปอตไลท์ตั้งตามจุดหรือมีคนถือไฟเดินตามแทน นัยว่ามันให้ภาพที่ดูสวยเนียนยิ่งกว่าการใช้แฟลชเสียอีก


ซึ่งในเรื่องนี้ตามความเห็นของผู้เขียนไม่ขอชี้ชัดลงไปว่าอย่างไรดีกว่า เพราะมันมีข้อจำกัดของอุปกรณ์ที่ไม่เหมือนกัน และความถนัดของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน และจริง ๆ แล้ว การใช้แสงแอมเบียนอาจไม่สามารถทดแทนการใช้แฟลชได้ร้อยเปอร์เซ็นต์อีกทั้งภาพบางลักษณะจะเกิดขึ้นได้ก็จากการใช้แฟลชเท่านั้นอีกด้วย เช่นภาพที่มีมูฟเมนต์ในลักษณะกึ่งชัดกึ่งเบลอแต่ช่างภาพบางคนอาจไม่ชอบถ่ายในลักษณะนี้ก็ไม่มีความจำเป็นหรืออาจไปทำด้วยซอฟท์แวร์ในภายหลังก็ได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างให้พร้อมและเพียงพอไม่ว่าจะเป็นกล้องสำรองหากเกิดกล้องมีปัญหา แบตเตอรี่, เมมโมรี่การ์ด, หลอดสำรองในกรณีที่ใช้ไฟแฟลชหรือสปอตไลท์ เป็นต้น

อุปกรณ์อีกหนึ่งอย่างที่สำคัญคือ อุปกรณ์การสำรองข้อมูลต้นฉบับอย่าได้ประมาทหรือมองข้ามไปนะครับในยุคไอทีเช่นนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ ซึ่งทางเลือกก็มีหลายทางไม่ว่าจะเป็น DVD, External HD, Notebook หรือ Storage Media ต่าง ๆ ช่างภาพหลายคนอาจจะบอกว่าสิ้นเปลืองแต่เชื่อเถอะครับว่าหากมันเกิดปัญหากับข้อมูลที่คุณมีเพียงชุดเดียวโดยไม่มีการสำรองไว้ละก็ต่อให้ต้องซื้อ DVD แผ่นละพันคุณก็ยังรู้สึกว่ามันถูกเลยครับ

อุปกรณ์ที่ดีนั้นจะช่วยให้การทำงานของช่างภาพเป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น แต่มุมมองและวิธีการถ่ายภาพของช่างภาพเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่า การใช้อุปกรณ์ระดับกลาง ๆ แต่สามารถรีดคุณภาพของมันออกมาได้เต็มที่เชื่อได้ว่าภาพดี ๆ ไม่หนีไปไหนแน่นอน


ขอขอบคุณข้อมูลจาก fotoinfomag
ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

(ถ่ายภาพ)(ช่างภาพ)(แต่งงาน)2010

 
พิธีงานแต่งานกับการถ่ายรูป

การถ่ายภาพในวันพิธีงานแต่งงานหรือวันจริงของพิธีแต่งงาน เมื่อก่อนนั้นมักจะมีช่างภาพเพียงคนเดียวที่คอยเก็บถ่ายตลอดวัน ภาพถ่ายในงานแต่งานส่วนใหญ่จึงมีแต่เฉพาะภาพ เจ้าบ่าว-เจ้าสาว ในขณะทำพิธีต่าง ๆ ซะส่วนมาก ในช่วงเย็นนั้นก็จะมีการถ่ายภาพหน้าซุ้มและภาพถ่ายกับแขกตามโต๊ะรวมถึงภาพถ่ายพิธีการบนเวทีเท่านั้น แต่ทว่าในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่นิยมจ้างช่างภาพมากกว่า 1 คนขึ้นไปแล้วแต่ขนาดของงาน เพื่อความสมบูรณ์และหลากหลายของภาพถ่ายในวันแต่งงานนั้น

โดยช่างภาพที่เพิ่มขึ้นมาจะมีหน้าที่เก็บภาพรวมในแง่มุมอื่น ๆ อาทิเช่น เก็บภาพแคนดิดของคู่บ่าว-สาว รวมไปถึงญาติผู้ใหญ่และแขกหรือคนอื่น ๆ เก็บภาพอาคารสถานที่หรือห้องจัดเลี้ยง เก็บบรรยากาศภายในห้องจัดเลี้ยงขณะที่บ่าว-สาวยืนถ่ายภาพอยู่หน้าซุ้ม เก็บภาพอาหาร-เครื่องดื่ม หรือพร็อบอื่น ๆ เช่นดอกไม้ เค้กน้ำแข็งสลัก ฯลฯ ที่ถูกจัดตกแต่งไว้ภายในงานรวมไปถึงการถ่ายภาพเบื้องหลังขณะที่เจ้าบ่าว-เจ้าสาวแต่งหน้าทำผม

ในส่วนของช่างภาพการทำงานร่วมกันสองคนนอกจากจะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้กล้าคิดกล้าทำในสิ่งที่แตกต่างได้มากขึ้น จากการที่มีคนหนึ่งเก็บภาพในแบบมาตรฐานเป็นหลัก จึงทำให้อีกคนสามารถใช้ลูกเล่นและความคิดสร้างสรรค์ในการถ่ายภาพได้เต็มที่ อาทิเช่น การใช้เลนส์มุมกว้างมาก ๆ กระทั่งเลนส์ฟิชอายเพื่อมุมมองที่ดูหวือหวาแปลกตา การถ่ายภาพแบบไหว ๆ ให้ดูมีมูฟเมนต์ การถ่ายภาพจากมุมไกล ๆ หรือมุมสูง (หากสถานที่เอื้ออำนวย) อย่างนี้เป็นต้น

จริง ๆ แล้วในงานนี้ช่างภาพทั้งสองส่วนต่างมีความสำคัญพอ ๆ กัน แต่เพื่อความไม่สับสนและเข้าใจง่ายจึงขอเรียกช่างภาพที่ถ่ายในมุมมาตรฐานและ ช่างภาพประจำหน้าซุ้มว่าช่างภาพหลัก ส่วนคนที่เก็บบรรยากาศโดยรวมเรียกว่าช่างภาพรอง


หน้าที่ของช่างภาพหลักก็คือ การเก็บงานตามพิธีการที่สำคัญ เน้นความคมชัดใช้แสงใส ๆ เคลียร์ ๆ จัดองค์ประกอบภาพแบบดูง่ายเข้าใจง่ายผู้ใหญ่ชอบเป็นหลัก ช่างภาพหลักจึงมักจะต้องทำงานใกล้ชิดกับทุกฝ่ายค่อนข้างมาก จึงควรเป็นคนที่มีวาทศิลป์ดี ช่างเจรจา พูดจาหวานหู และมีจิตวิทยาที่ดีเพื่อโน้มน้าวให้ผู้หลักผู้ใหญ่ขยับไปยืนในตำแหน่งที่ต้องการโดยไม่รู้สึกว่าถูกบังคับหรือทำตามตามคำสั่ง

โดยเฉพาะเวลาถ่ายภาพหมู่หลังการหลั่งน้ำพระพุทธมนต์หรือการถ่ายภาพหมู่หน้าซุ้ม ส่วนมากญาติผู้ใหญ่มักจะเกร็ง ๆ ทำหน้านิ่ง ๆ ช่างภาพหลักต้องใช้คำพูดที่สามารถสร้างรอยยิ้ม? เรียกเสียงหัวเราะ? และสร้างอารมณ์ร่วมในการถ่ายภาพให้สนุกสนานผ่อนคลาย ภาพจึงจะออกมาดี ไม่ใช่เพียงแค่นับหนึ่ง..สอง..สาม..แชะ เท่านั้น เรียกว่าต้องมีความเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ในตัวค่อนข้างสูง



หน้าที่ของช่างภาพรองก็คือ การเก็บรายละเอียดของส่วนอื่น ๆ ภายในงานจึงต้องเป็นคนที่ถ่ายภาพได้หลากหลายแนวมีลูกเล่นทางการถ่ายภาพแพรวพราวขยันหามุมมองที่แปลกแตกต่าง เปรียบเสมือนตัวฟรีในเกมฟุตบอลที่สามารถจะเดินไปอยู่ตรงไหนก็ได้ภายในบริเวณงาน? มีอิสระในการทำงานค่อนข้างสูงแต่ก็ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากเป็นพิเศษ เพราะการเก็บรายละเอียดในส่วนนี้มักจะเป็นส่วนที่ทำให้ภาพรวมของงานดูแตกต่าง หากสังเกตให้ดีภาพจากเว็บไซต์ต่าง ๆ มักจะนำภาพในส่วนนี้มากเป็นตัวชูโรงเป็นจุดขายเสมอ



สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การทำงานเป็นทีม แบ่งแยกหน้าที่หรือลักษณะการถ่ายกันให้ชัดเจนเพื่อให้ได้ภาพที่ไม่ซ้ำซ้อนกัน? คนหนึ่งอาจถ่ายโดยใช้แฟลชเป็นหลัก ขณะที่อีกคนใช้แสงแอมเบียน (แสงจากแหล่งกำเนิดแสงจำพวกหลอดไฟประเภทต่าง ๆ ที่ถูกจัดไว้ภายในงาน) เป็นหลัก ขณะคู่บ่าว-สาวเดินขึ้นเวทีหรือขณะตัดเค้กต้องตกลงให้ดีว่าใครจะถ่ายมุมไหนอย่างไรที่จะไม่เป็นการกั๊กมุมกันเอง ยิ่งงานไหนใช้ช่างภาพมากกว่าสองคนขึ้นไปโอกาสที่จะทำงานซ้ำซ้อนกันก็มีมากขึ้น ถ้าหากไม่นัดแนะกันให้ดี



ในกรณีที่มีช่างภาพเกินสองคน ช่างภาพหลักยังคงมีเพียงคนเดียวและถ่ายแบบมาตรฐานตามปกติ ในส่วนของช่างภาพรองอาจแบ่งไปเลยว่าใครจะใช้เลนส์ในช่วงไหน คนหนึ่งมุมกว้าง คนหนึ่งเทเลโฟโต้ หรืออาจจะแบ่งให้คนหนึ่งเน้นเก็บภาพบุคคล ส่วนอีกคนเก็บบรรยากาศและการตกแต่งสถานที่เป็นหลัก เพื่อให้ได้งานที่มีความหลากหลายสมกับที่ใช้ช่างภาพหลายคน


ขอขอบคุณข้อมูลจาก fotoinfomag
ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

(พิธีแต่งาน)(ถ่ายภาพ)(ช่างภาพ)(แต่งงาน)2010

 
"เส้นทางแต่งงานไม่ยาวไกล" ลองดูตัวอย่างคู่รักคู่นี้

คู่รักอย่าง สาวแอนเดรีย ปาร์ริส์ช และแฟนหนุ่มปีเตอร์ เกเยอร์ ทั้งคู่เลือกการเก็บสะสมกระป๋องเครื่องดื่มที่ใช้แล้วนำมารวบรวมไปขายเพื่อเป็นขยะรีไซเคิลและเพื่อเก็บสะสมเป็นค่าสินสอด แทนที่พวกเขาจะตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงินเพียงอย่างเดียว และตอนนี้กระป๋องที่ทั้งคู่ช่วยกันเก็บมีจำนวน 18,000 กว่าใบ โดยพวกเขาตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องเก็บรวบรวมให้ได้ 400,000 ใบ หรือ 1 ตู้คอนเทนเนอร์


ด้านสื่อท้องถิ่นในวอชิงตันคิดคำนวณมูลค่ากระป๋องที่ทำมาจากอะลูมิเนียม หากคู่รักสุดมานะเก็บได้ตามเป้า จะมีมูลค่าสูงถึง 3,800 เหรียญสหรัฐ หรือราว 124,450 บาท โดยมีน้ำหนักรวมไม่ต่ำกว่า 5 ตัน ส่วนกำหนดคล้องแขนเข้าประตูวิวาห์ ของปาร์ริส์ชและเกเยอร์จะมีขึ้นในวันที่ 31 กรกฎาคม ซึ่งก่อนถึงวันแห่งความสุข ว่าที่ เจ้าบ่าว-เจ้าสาว จะต้องเก็บกระป๋องให้ได้ตามเป้า

เห็นทีคู่รักคู่อื่น ๆ ที่เกรงว่าวันแต่งงานนั้นคงอีกยาวไกล ลองหาช่องทางสร้างรายได้เสริมแต่ขอให้เป็นอาชีพสุจริตก็แล้วกัน



ขอขอบคุณข้อมูลจาก เดลินิวส์
ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

(คู่รัก)(บ่าวสาว)(สินสอด)(แต่งงาน)2010

 
ของชำร่วย "คำขอบคุณ" ของ "คู่บ่าว-สาว"

เพราะของชำร่วยเปรียบเสมือนตัวแทนของคำขอบคุณที่คู่บ่าว-สาวมอบให้กับแขกที่มาร่วมงานแต่งงานทุกคน ฉะนั้น ของชำร่วยส่วนใหญ่ที่เลือกมาก็หวังให้แขกที่มาในงานเกิดความประทับใจกับของชำร่วยที่ได้รับ โดยปกติทั่วไปของชำร่วยควรเป็นสิ่งของที่ไม่ใหญ่จนเกินไป หรือเล็กจนเกินไป ควรเป็นสิ่งที่ไม่แตกได้ง่ายจับต้องแล้วไม่เละไม่ละลาย หากเป็นของกิน เช่น ช็อกโกแลต หรือ น้ำตาล ต้องปิดมิดชิดและที่สำคัญต้องแน่ใจว่าของชำร่วยชิ้นนี้เมื่อทิ้งไว้จะไม่เสียและของชำร่วยห้ามเป็นสีดำเด็ดขาดเพราะของชำร่วยงานแต่งงานทุกชิ้นที่เลือกมานั้นนั่น คือ สิ่งแทน คู่เจ้าบ่าว-เจ้าสาว ที่ให้แขกเก็บไว้เป็นที่ระลึกถึงช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตของคู่บ่าวสาว

ของชำร่วยที่เลือกอาจจะเป็นของที่สั่งทำขึ้น โดยเลือกรูปแบบที่ชื่นชอบจากตัวอย่างตามแมกกาซีนหรือออกแบบขึ้นใหม่เพื่อใช้สำหรับงานแต่งงานครั้งนี้โดยเฉพาะแล้วจึงนำไปให้ร้านที่รับผลิตของชำร่วยคำนวณค่าใช้จ่ายให้ ในกรณีนี้จะต้องยอมรับกับงบประมาณที่ค่อนข้างสูงแต่ถ้าเลือกแบบที่มีขายอยู่ตามร้านจำหน่ายของชำร่วยที่มีแบบให้เลือกมากมายก็จะช่วยควบคุมงบประมาณได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้มีของชำร่วยน่ารัก ราคาไม่แพงให้เลือกมากมาย คู่บ่าว-สาวหลายคู่มักเลือกเป็นของชำร่วยที่คิดว่าผู้รับจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น สมุดโน้ตเล่มเล็ก หรือพัดฉลูลวดลายเก๋ส่วนที่ได้รับความนิยมเสมอมาก็คือ กระปุกเกลือกพริกไทยที่เป็น ตุ๊กตาเซรามิกคู่ ไม่ว่าจะเป็นคู่คน คู่สัตว์ คู่ดอกไม้ คู่สี่เหลี่ยม วงกลม หรืออีกหลากหลายรูปแบบเพราะดูน่ารักสีสันสดใสความหมายดีเพราะมาเป็นคู่รวมทั้งสามารถนำไปใช้ได้จริงราคาก็ตั้งแต่ 18-25 บาท

 

การเลือกซื้อของชำร่วยลองไปเลือกหาชิ้นที่ถูกใจแถว พาหุรัด ดิโอลด์ สยาม หรือ สวนจตุจักร ซึ่งถือเป็นแหล่งขายของชำร่วยแหล่งใหญ่มีของชำร่วยแบบใหม่ ๆ มาให้เลือกอยู่เสมอ เมื่อไปถึงจะมีโอกาสได้เห็นได้สัมผัสของจริงมีของดีราคาไม่แพงซ่อนอยู่มากมาย สามารถสอบถามและขอคำแนะนำรวมทั้งต่อรองราคาที่เหมาะสมได้ หากว่าคู่บ่าว-สาวมีเวลามากพอก็สามารถลงมือประดิษฐ์ของชำร่วยขึ้นเอง เพราะของชำร่วยสวยเก๋ที่ไม่ซับซ้อนและใช้เวลาทำไม่มากนักมีอยู่หลายชนิด อย่างสบู่ หรือเทียนหอม หรือบุหงาแห้ง นำมาบรรจุกล่องหรือถุงผ้าอาจลองดูรูปแบบหาไอเดียเพิ่มเติมจากแมกกาซีนหรือหนังสือที่นำเสนอไอเดียงานประดิษฐ์สวย ๆ ก็จะได้ของชำร่วยที่ดูดีไม่แพ้ใครเช่นกัน รวมทั้งหากจัดการดี ๆ ยังประหยัดค่าของชำร่วยลงไปได้อีกด้วย เพราะของชำร่วยที่สวยงามไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไปอย่างต้นไม้รูปหัวใจผูกโบน่ารักที่เหมาะกับงานแต่งงานในสวนหรือถ้ามีฝีมือในการทำขนมอาจทำขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ ใส่โหลผูกโบแจกรวมทั้งแนบสูตรขนมสุดพิเศษนี้ติดไปด้วยก็ดูจะไม่ซ้ำแบบใคร

คู่บ่าว-สาวคู่ไหนที่ตั้งใจว่าจะสั่งทำของชำร่วยจากร้านที่ขาย การสั่งทำของชำร่วยแต่ละครั้งหากมีแบบให้เลือกอยู่แล้วจะใช้ระยะเวลาในการสั่งทำอย่างน้อย 1 เดือน แต่ถ้าเป็นของชำร่วยรูปแบบพิเศษที่ออกแบบขึ้นมาใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะจะใช้เวลาในการผลิตนานขึ้น เพราะต้องมีการทำแบบขึ้นมาก่อนระยะที่ใช้จึงต้องเผื่อไว้ไม่ต่ำกว่าเดือนครึ่งถึงสองเดือน

 

เมื่อได้ของชำร่วยชิ้นที่สั่งทำเป็นที่เรียบร้อยแล้วยังต้องทำป้ายติดของชำร่วย โดยทั่วไปป้ายที่ติดจะเป็นแบบกาวแปะหรือเป็นป้ายห้อย ในป้ายนั้นจะประกอบด้วยชื่อคู่บ่าวสาวปัจจุบันพบได้ทั้งชื่อเล่นและชื่อจริงบอกให้ทราบว่าเป็นของชำร่วยของคู่แต่งงานคู่ไหนพร้อมกับวัน เดือน ปี ที่แต่งงาน หรือหากใครจะใส่ลูกเล่นด้วยกลอนหรือนิยามรักสั้น ๆ เข้าไปด้วยก็เก๋ไม่เบาทีเดียว

การแจกของชำร่วยในวันงานนั้น โดยทั่วไปจะแจกตอนที่แขกลงชื่ออวยพรเมื่อมอบของขวัญแล้วก็จะรับของชำร่วยไปพร้อมกันทีเดียว โดยผู้ที่อยู่ประจำโต๊ะอวยพรจะยื่นแจกให้หรือถ้างานเลี้ยงเป็นแบบนั่งโต๊ะจะเป็นโต๊ะจีนหรือ Sit down Dinner สามารถแจกของชำร่วยได้อย่างใกล้ชิดให้ถึงมือแขกทุกคนไปทีละโต๊ะพร้อมถ่ายรูปกับแขกในแต่ละโต๊ะไปพร้อมกัน หรือในกรณีที่ของชำร่วยชิ้นใหญ่ซึ่งอาจจะเกะกะถือลำบากโดยเฉพาะหากงานนั้นเป็นงานเลี้ยงค๊อกเทลคู่บ่าวสาวอาจปรับวิธีการมาแจกของชำร่วยตอนขากลับแทนก็สะดวกดีเช่นกัน

 

ธีมการ์ดและของชำร่วย

ในยุคที่งานแต่งงานต้องจัดอย่างมีธีมเก๋หรือมีคอนเซ็ปต์ที่เข้ากันทั้งงานจึงมีการมองหาการ์ดเชิญและของชำร่วยที่ออกแบบเป็นธีมเข้ากัน ซึ่งสามารถหาได้ทั้งแบบจับคู่การ์ดและของชำร่วยสำเร็จรูปที่มีขายอยู่แล้ว โดยเลือกง่าย ๆ เป็นการ์ดและของชำร่วยที่มีสีสันเข้ากันหรือจะออกแบบใหม่และสั่งทำขึ้นใหม่เพื่องานนั้นโดยเฉพาะก็ได้ แบบนั้นสามารถกำหนดได้เป็นลวดลายที่เข้ากัน สีสันที่เข้ากัน มีวัสดุในการจัดทำเหมือนกันหรือเป็นเรื่องราวเดียวกันก็ได้ เช่น งานแต่งงานในธีมสวนอาจจะออกแบบการ์ดเป็นสีเขียวอ่อนและพิมพ์ลวดลายกราฟฟิครูปใบไม้เลื้อยเป็นกรอบ

ส่วนของชำร่วยเลือกเป็นขวดใส่พริกไทย-เกลือเซรามิกชิ้นเล็กสีเขียวรูปใบไม้หรืดอกไม้ก็ดูน่ารักและเข้ากันดี หรือถ้างานเป็นแนวแฟนซี อย่างธีมกาสิโนในลาลเวกัสคุณอาจจะออกแบบการ์ดเชิญที่ใช้วัสดุแผ่นไม้เล็ก ๆ มาเป็นการ์ดแล้วแจกของชำร่วยเป็นกล่องไม้เอนกประสงค์เพ้นท์รูปดอกชบาลงไปก็ดูน่ารักสดใสและน่าสนใจไม่น้อย

การ์ดเชิญและของชำร่วยเป็นของคู่กันร้านที่รับพิมพ์การ์ดมักจะมีของชำร่วยที่หลากหลายให้เลือกด้วย ซึ่งคู่บ่าว-สาวสามารถเลือกหาของชำร่วยในคราวเดียวกันกับการพิมพ์การ์ดเชิญ เพื่อให้ได้ของที่ถูกใจทั้งผู้ให้และผู้รับ



ขอขอบคุณข้อมูลจาก i Do
ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

(ของชำร่วย)(คำขอบคุณ)(คู่บ่าว-สาว)2010

 
พิธีแต่งงานแบบไทยกับการพิธีรดน้ำสังข์ ขนบทําเนียมประเพณีไทย

ด้วยสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมในสมัยปัจจุบันนี้ทำให้ พิธีการแต่งงงานไทยหรือพิธีแต่งงานแบบไทย ได้ถูกตัดลงหรือย่อลงมาก เพื่อตัดความสิ้นเปลืองและสิ่งที่ไม่จำเป็นเท่าใดออก แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงรักษาพิธีการสำคัญตามขนบทําเนียมประเพณีไทยที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน และในวันนี้เราก็นำประเพณี "พิธีรดน้ำสังข์" และ "ขั้นตอนในการทำพิธีรดน้ำ" มาบอกค่ะ


พิธีแรกก่อนรดน้ำสังข์

อันดับแรกเมื่อได้ฤกษ์ รดน้ำ หรือ หลั่งน้ำสังข์ พระผู้เป็นประธานจะทำการเจิมให้แก่บ่าวสาว ฝ่ายชายนั้นพระท่านสามารถที่จะทำการเจิม 3 จุด ได้โดยตรง แต่หากเป็นฝ่ายหญิงพระท่านไม่สามารถถูกเนื้อต้องตัวได้ จึงต้องจับมือฝ่ายชายเจิมหน้าผากให้เจ้าสาวของตน หลังจากนั้นจึงทำมงคลแฝดสวมให้คู่บ่าวสาวคนละข้างมีสายโยงห่างกันประมาณ 2 ศอกเศษ เพื่อความสะดวกและส่วนปลายของมงคลจะโยงมาพันที่บาตรน้ำมนต์และหางสายสิญจน์ พระสงฆ์จะส่งกันไปโดยจับเส้นไว้ในมือจนถึงพระองค์สุดท้ายก็จะวางสายสิญจน์ไว้ที่พาน คู่บ่าว-สาวต้องนั่งในที่จัดไว้ซึ่งจะมีหมอนสำหรับรองรับมือและพานรองน้ำสังข์

การเลือก เพื่อนเจ้าบ่าว เพื่อนเจ้าสาว

ส่วนเพื่อนเจ้าบ่าวจะยืนให้กำลังใจอยู่ข้างหลังและญาติผู้ใหญ่ก็จะทยอยกันมารดน้ำสังข์ตามลำดับ เกี่ยวกับการเลือกเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวมีคติความเชื่อว่า ควรเลือกที่อายุน้อยหรือใกล้เคียงกับคู่บ่าวสาว และในช่วงที่ใกล้หรือมีโครงการจะแต่งงานเร็ว ๆ นี้ เพราะหากว่าเป็นคนโสดอาจจะต้องกลายเป็นเพียงเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวกันไปตลอดไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าบ่าวเจ้าสาวตัวจริงกันเสียที แต่ความจริงแล้วอาจเป็นเพราะผู้ใหญ่ต้องการให้ผู้ที่ใกล้แต่งงานได้ดูขั้นตอนการแต่งงาน เมื่อถึงคราวตนเองจะได้ปฏิบัติตัวได้ถูกต้องและไม่เคอะเขิน


ขั้นตอนในการทำพิธีรดน้ำ

ความเป็นมาของหอยสังข์ที่นำมาใช้ในพิธี คุณเคยคิดสงสัยไหมว่า ทำไมต้องใช้หอยสังข์เป็นภาชนะใส่น้ำมนต์หลั่งอวยพรให้คู่บ่าวสาว ในสมัยโบราณมีความเชื่อว่า หอยสังข์เป็นหนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 14 อย่าง อันเกิดจากกวนเกษียรสมุทรของเหล่าเทวดาและอสูร บางเชื่อว่า ครั้งหนึ่งสังข์อสูรได้ลักเอาพระเวทไปซ่อนไว้ในหอยสังข์พระนารายณ์ได้อวตารไปปราบและสังหารแล้วทรงล้วงเอาพระเวทออกมาจากสังข์ทำให้ปากหอยสังข์มีรอยพระหัตถ์ของพระนารายณ์ จึงถือกันว่าสังข์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะเคยเป็นที่รองรับพระเวท การนำมาใส่น้ำมนต์รดให้คู่บ่าวสาว เชื่อกันว่า เป็นสิริมงคล

เมื่อคู่บ่าวสาวสวมแฝดมงคลและนั่งพนมมือคู่กันในที่จัดไว้แล้วจะมีคนคอยตักน้ำพระพุทธมนต์เติมในสังข์เพื่อส่งให้ผู้ที่จะรดน้ำอวยพร โดยเริ่มจากพ่อแม่ของคู่บ่าวสาวหรือญาติผู้ใหญ่ตามลำดับ นิยมรดใส่ในมือให้เจ้าสาวก่อนแล้วจึงรดให้เจ้าบ่าวและกล่าวอวยพรให้คู่บ่าวสาวประสบความสุขความเจริญอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่าถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรมีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง

ซึ่งขณะรดน้ำสังข์พระสงฆ์จะสวดชยันโตเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่คู่บ่าวสาว แต่ในปัจจุบันนิยมทำพิธีรดน้ำกันตอนเย็นก่อนเวลากินเลี้ยงฉลองสมรส ซึ่งมักจะจัดที่โรงแรมหรือหอประชุม หากจะให้มีพระสวดชยันโตในเวลารดน้ำต้องนิมนต์พระมาด้วย

 

คำทัก เคล็ดลาง สมัยโบราณ

มีเคล็ดลางเกี่ยวกับพิธีรดน้ำสังข์ คือ หลังจากพิธีรดน้ำสังข์เสร็จแล้วหากฝ่ายใดลุกขึ้นยืนก่อนฝ่ายนั้นจะได้เป็นผู้ที่อยู่เหนือคู่ครองของตน เช่น เจ้าสาวลุกขึ้นก่อนสามีจะกลัว หากถือมากเกินไปคงจะวุ่นวายน่าดูเลย หลังจากเสร็จพิธีรดน้ำต่างตนต่างรีบลุกควรช่วยกันประคองกันแบบนี้จะดีกว่า แถมดูแล้วน่าประทับใจ

สมัยโบราณในพิธีการแต่งงานจะไม่มีการรดน้ำสังข์ แต่จะมีพิธีซัดน้ำพระสงฆ์จะเป็นผู้ทำพิธี โดยตักน้ำมนต์ในบาตรซัดสาดใส่คู่บ่าวสาวบรรดาเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวซึ่งมีอยู่หลายคู่ แกล้งนั่งห้อมล้อมให้คู่บ่าวสาวนั่งเบียดกันชิดกัน การซัดน้ำนี้บางทีซัดจนเปียกปอนต้องเปลี่ยนชุดหลังเสร็จพิธีแบบนี้ก็น่าสนุกไปอีกแบบ



ขอขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย
ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

(พิธีแต่งงานไทย)(พิธีแต่งงานแบบไทย)(พิธีรดน้ำสังข์)2010

 
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 ถัดไป > สุดท้าย >>

หน้า 1 จาก 2